เจาะ 2 กลยุทธเด็ดที่คลอปป์ใช้เผด็จศึกแมนยูในเกมแดงเดือด

“เร้าอารมณ์ หนักหน่วง มุ่งมั่น อยากชนะ และการแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้อะไรที่หวังง่าย ๆ” นี่คือนิยามของเกมแดงเดือดเมื่อคืนสำหรับผม ถือเป็นแดงเดือดที่สมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง ทั้งอารมณ์ของเกม การที่ทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกใส่กัน ทั้งสองทีมมีความตั้งใจที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ เป็นแดงเดือดที่มันมาก ๆ และเราเริ่มเห็นแดงเดือดที่สมศักดิ์ศรีมากขึ้นนับตั้งแต่โซล์ซาร์มาคุมบังเหียนแมนยู

ลิเวอร์พูลในสภาพทีมและผลงานที่ไม่ค่อยโสภานักมาเจอกับแมนยูในช่วงที่ผลงานกำลังรุ่งสุดขีดในยุคของโซลซาร์ ข้อดีของลิเวอร์พูลในสถานการณ์นี้คือ การที่เมนยูมีเกมต้องเล่นถี่ ๆ ติดกันหลายเกม เพราะมีโปรแกรมต้องเล่น 4 เกมใน 8 วัน นั่นทำให้โซล์ซาร์ต้องพักนักเตะตัวหลักกว่า 10 คน ในเกมที่แพ้เลสเตอร์นัดก่อน เพื่อให้นักเตะได้พักมาบู้กับหงส์แดงเกมนี้

11 ตัวจริงพบเลสเตอร์

แม้หลายคนจะวิจารณ์การจัดทีมของโซล์ซาร์ แต่ก่อนเกมคลอปป์ให้สัมภาษณ์ว่าหากเป็นเขาก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน และอีกข้อหนึ่งคงเป็นว่าลิเวอร์พูลมีแรงจูงใจในการชนะมากกว่าแมนยูในเกมนี้ วันนี้เราจะมาเจาะกลยุทธของเกมและประเด็นที่น่าสนใจของเกมนี้กัน

เล่นงานความล้าของแมนยู

แม้ลูกทีมของโซลซาร์เกือบทั้งทีมจะได้พักมาเต็มที่ในเกมที่แล้ว แต่การกรำศึกหนักมาร่วมเดือน และได้พักเพียง 2 วัน ร่างกายก็แสดงอาการล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน ณ จุดนี้เอง ที่คลอปป์คาดเดาเอาไว้ว่านักเตะแมนยูน่าจะล้ามาก จากการกรำศึกมาอย่างหนัก อย่างน้อยก็ล้ากว่านักเตะของหงส์แดงที่ได้พักมาเต็ม ๆ โดยเกมกับแมนยูเป็นการลงเล่นเกมที่ 3 เท่านั้นในรอบ 23 วัน

กลยุทธเด็ดของคลอปป์ในเกมนี้จึงเป็นการเอาแรงเข้าสู้ และทำอย่างไรก็ได้ให้นักเตะแมนยูต้องไม่มีเวลาพักหายใจหายคอ หรือยืนอยู่นิ่ง ๆ ได้เลย ก็คือพยายามทำให้นักเตะของแมนยูเคลื่อนที่ให้มากที่สุด ลดการวางบอลยาวโดยไม่จำเป็น และดูเหมือนว่าจะมีแค่อารโนล์ดคนเดียวเท่านั้นที่ได้สิทธิ์ในการโยนบอลยาวได้

นักเตะหงส์แดงจะใช้การส่งต่อบอลจากเท้าถึงเท้าให้มากที่สุด ไม่ครองบอลกับตัวเองนาน เน้นการจ่ายบอลทีง่ายและแม่นยำ เพื่อให้นักเตะแมนยูต้องวิ่งไล่บอลอยู่เสมอ ซึ่งต้องชมว่าวันนี้นักเตะลิเวอร์พูลต่อบอลกันได้ไหลลื่นมาก โดยเฉพาะ 3 ตัวแดนบน ที่วันนี้เล่นได้เป็นธรรมชาติมาก ไม่มีจังหวะฝืนยิง ฝืนส่ง หรือครองบอลกับตัวนาน ไม่พยายามเลี้ยงไปให้นักเตะแมนยูดักตัดบอลได้

ทีเด็ดจริง ๆ ของเกม ที่คลอปป์นำมาใช้ได้ดีสำหรับเกมนี้คือการไล่เพรสแดนบน แต่เพิ่มความพิเศษตรงที่ลิเวอร์พูลไม่ได้ใช้แค่ 3 ตัวหน้าในการไล่เพรส แต่ดันกองกลางสองคนคือไวนาดุมกับอัลคันทาราขึ้นไปไล่เพรสกดดัน คอยบีบแดนกลางของแมนยูไม่ให้พลิกบอลได้ด้วย ยามบีบสูงเราจะเห็นนักเตะลิเวอร์พูลไม่ต่ำกว่า 5 คนไล่บีบ ไล่ปิดช่องแดนกลางของแมนยูจนทำอะไรไม่ค่อยได้

วันนี้คลอปป์ยังเลือกจะใช้วิธีการเบรกเกม เข้าตัดฟาวล์ทันที เข้าปะทะหนักหน่วง มากกว่ารอคุมพื้นที่ นี่เป็นการข่มขวัญนักเตะแมนยูไม่น้อย เพราะไม่มีนักเตะคนไหนอยากบาดเจ็บ ต้องถนอมตัวเองไว้เล่นนัดชิงยูโรป้ากัน เราเห็นได้เลยว่าวันนี้บรูโน่ ป็อกบา แรชฟอร์ด ตกเป็นเป้า โดนไล่โดนกวดก่อนเข้าพื้นที่อันตรายหงส์แดงตลอด

ไม่แปลกที่บรูโน่จะหงุดหงิดและโวยวายใส่กรรมการทุกครั้งที่โดนหงส์แดตัดเกม อัลคันทาร่ากับอาร์โนล์ดกลายเป็นสองนักเตะหงส์แดงที่สวมบทโหดได้ดีในการตัดบอลเข้าปะทะกับนักเตะแมนยู

อันที่จริงในมุมของโซลซาร์เกมนี้เขาเองก็เตรียมแผนรับมือลิเวอร์พูลมาดีเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่การให้นักเตะตัวหลักของทีมพักในเกมกับเลสเตอร์ เพราะรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรในเกมนี้ ลิเวอร์พูลจะต้องขึ้นมาบีบพวกเขาแดนบนแน่ และคงไม่ปล่อยให้พวกเขาเล่นอะไรได้ง่าย  ๆ

แผนที่โซลซาร์เตรียมมาจึงง่าย ๆ คือให้นักเตะแมนยูต่อบอลขึ้นเกมกันจากแดนหลัง เพื่อแก้เกมเพรสซิ่งของหงส์แดงให้ได้ล่อให้นักเตะหงส์แดงวิ่งไล่บีบแล้วหาจังหวะต่อบอล พลิกเกมไปข้างหน้าที่มีทั้งคาวานี แรชฟอร์ดและบรูโน่เป็นตัวเข้าทำในแดนหน้า ทั้งสามคนสามารถพักบอลได้ มีความเร็ว ครองบอลเหนียวแน่น

แต่โซล์ซาร์ประเมินพลาดตรงที่ไม่คิดว่าลิเวอร์พูลจะดันเอาสองกองกลางขึ้นมาไล่บีบเต็มตัวแบบนี้ ทำให้นักเตะตัวรุกของแมนยูต้องลงมาช่วยไล่บอล ลงมาเชื่อมบอลถึงแดนของตัวเอง เราจึงเห็นป็อกบา คาวานี บรูโน่ ลงมารับบอลล้วงบอลถึงหน้าปากประตูของตัวเองบ่อย ๆ

ทำให้ต่อให้ได้บอลก็ต้องเสียเวลาในการลำเลียงบอล และแรชฟอร์ดก็โดดเดี่ยวเกินไปในแดนหน้า แถมไม่คิดว่าหงส์แดงจะสวมบทโหดไล่อัดนักเตะแมนยูกลิ้งเป็นขนุนแบบนี้

การใช้แผนนี้แล้วไม่เวิร์คเห็นได้จากจังหวะที่ทีมเสียประตูที่ 3 ให้หงส์แดงในช่วงต้นครึ่งหลัง กับการพยายามต่อบอลหนีการเพรสของหงส์แดง แต่มันกลายเป็นการเล่นหลายจังหวะและฝืนเลี้ยงฝ่าของซอร์ ที่สุดท้ายหนีไม่จน และถูกลงโทษในที่สุด

แต่ต้องชมการแก้เกมของโซล์ซาร์ในเกมคือการส่งกรีนวูดกับมาติชลงมาแล้วเอากองกลางตัวทำพลาดอย่างเฟรดกับกองหลังที่ยังไม่นิ่งอย่างไบยีออก ทำให้เกมของแมนยูดูดีขึ้นเยอะ ใส่สายพละกำลังและสายเก๋าลงมา นอกจากนั้นการส่งกรีนวูดลงมาเล่นทางขวายังทำให้แรชฟอร์ดสามารถมาเล่นทางซ้ายที่ถนัดและแผลงฤทธิ์ได้ทันที หากหงส์แดงไม่นิ่งพอในช่วง 15 นาทีหลังจากโดนตีตื้น ลูกทีมของโซลซาร์อาจทำสำเร็จก็เป็นได้

ลูกนิ่งหงส์ทำงาน

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนก่อนเกมแดงเดือดรอบนี้คือการที่แมนยูไม่มีแฮรรี แมกไกว กองหลังตัวเก่งที่บาดเจ็บ ทำให้หงส์แดงเองเน้นเป็นพิเศษกับลูกตั้งแตะ และแต่ละลูกมันก็สร้างปัญหาให้แมนยูได้จริง โดยเฉพาะการเคลียร์บอลให้ปลอดภัยในแบบแมกไกวนั้นหายไปเลย

แมนยูต้องใช้เวลามากหลายจังหวะในบางครั้งกว่าจะเคลียร์บอลจากพื้นที่ของตัวเองได้  การเคลียร์บอลไม่ขาดก็ทำให้แมนยูเกือบเสียจุดโทษถึงสองครั้งจากจังหวะที่ไบยีเข้าปะทะกับแนท และจังหวะที่เกือบแฮนด์บอล และการเคลียร์บอลไม่เด็ดขาดจากลูกตั้งเตะก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเสียลูกตีเสมอให้หงส์แดง

และเราเห็นได้ชัดเลยว่าการขาดแมกไกวไปส่งผลเสียต่อแมนยูยังไงในลูกที่หงส์แดงพลิกแซง 1-2 ในช่วงท้ายครึ่งแรกจากจังหวะเล่นลูกฟรีคิกของอาร์โนล์ดแล้วโยนไปที่เสาไกลให้ฟีร์มิโน่วิ่งหนีการปะกบของป็อกบาโหม่งเข้าไปแบบง่าย ๆ

อาจจะพูดได้ว่าหากเกมนี้แมนยูมีแมกไกวอยู่ในสนาม พวกเขาอาจจะแพ้หรือเปล่านั้นไม่รู้ พวกเขาอาจจะแพ้ก็เป็นได้แต่เชื่อเหลือเกินว่า มันจะไม่ใช่การแพ้เพราะเสียประตูจากสองจังหวะที่กองหลังเคลียร์บอลไม่ขาดซ้ำ ๆ และการป้องกันลูกตั้งเตะที่แทบจะง่าย ๆ แบบนี้ได้

เหนือสิ่งอื่นใดเกมนี้ที่หงส์แดงชนะได้เพราะพวกเขามีแรงกระตุ้นต่อชัยชนะที่มากกว่าแมนยู เพราะแมนยูแพ้ก็ไม่เป็นไร ไม่มีผลอะไรกับพวกเขาแล้ว แต่เล่นในเกมแห่งศักดิ์ศรีเท่านั้น ส่วนลิเวอร์พูลมีเดิมพันพื้นที่ UCL สูงมาก และพวกเขาก็เห็นแล้วว่ามันจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อชนะแมนยูเท่านั้น