2 เงื่อนไขหงส์ชวดไป UCL แม้ชนะ 3 เกมสุดท้าย

สำหรับลิเวอร์พูล สถานการณ์ตอนนี้หลายฝ่ายเชื่อว่าการจะได้เล่น UCL หรือไม่นั้น “อยู่ในมือหงส์แดงแล้ว” ขนาดคลอปป์ยังกล่าวก่อนเกมแดงเดือดที่ถูกเลื่อนว่า ถ้าหงส์ชนะ 4 เกมสุดท้ายที่เหลือได้ ก็น่าจะมีแต้มมากพอจะผ่านเข้ารอบได้แน่  หลังจบเกมแดงเดือดเมื่อวาน ซาลาห์ก็ออกมาสานต่อความมั่นใจของคลอปป์ว่า “ทุกอย่างอยู่ในมือเรา โดยไม่ต้องรอยืมจมูกคนอื่นหายใจ”

ฟังเหมือนผู้คนจะสรุปไปแล้วว่า ถ้าลิเวอร์พูลชนะทั้ง 3 เกมได้จะได้ไป UCL แน่นอน คำถามคือแน่นอนจริงเหรอ หรือว่าไม่จริง อันที่จริง ถ้าวิเคราะห์กันตามเนื้อผ้า เกมต่อไปเชลซีกับเลสเตอร์ต้องตัดแต้มกันเอง หงส์แดงจึงมีโอกาสมาก  ๆ ที่จะปาดทีมใดทีมหนึ่งได้ในท้ายที่สุด

แต่ถ้าเด็กหงส์คนไหนกำลังจะออกไปประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า “ชนะอีก 3 เกม พวกตรูได้ไป UCL แน่นอนโว้ย” อาจจะต้องตั้งสติดี ๆ ก่อนครับ เพราะแม้ว่าเปอร์เซ็นมันจะมากขนาดไหนก็ตาม มันยังไม่ 100 % ครับ ที่เราจะบอกว่าไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ

ต้องบอกว่ามันยังมีทางเป็นไปได้ที่ต่อให้หงส์แดงเก็บ 9 แต้มเต็มจาก 3 เกมที่เหลือ ก็อาจจะไม่ได้ไป UCL อยู่ดีครับ แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่าไม่ใช่อยากจะขวางเรือเชี่ยว หรือขัดลาภเด็กหงส์เราที่กำลังได้ลุ้น ให้สะดุด เพราะผมเองก็ลุ้นเยี่ยวเหนียวทุกนัดเหมือนกัน แต่แค่อยากบอกให้รู้ว่ามันยังมีทิศทางนี้อยู่ เผื่อมันเกิดขึ้นจริง เราจะได้รู้ตัวทัน

เมื่อกฎผลต่างประตูถูกนำมาใช้

ตอนนี้ลิเวอร์พูลมี 60 แต้มเหลือโปรแกรมแข่งอีก 3 เกม มีโอกาสมีแต้มเต็มที่เลยคือ 69 แต้ม ขณะที่เลสเตอร์ทีมอันดับสามตอนนี้มี 66 แต้มเหลือโปรแกรมแข่งอีก 2 เกม มีโอกาสทำแต้มได้สูงสุด 72 แต้ม เชลซีตอนนี้มี 64 แต้ม เหลือโปรแกรมอีก 2 นัดเช่นกันมีโอกาสทำแต้มสูงสุดที่ 70 แต้ม จะเห็นว่าทั้งเลสเตอร์และเชลซีมีโอกาสทำแต้มมากกว่าหงส์แดงได้ทั้งสองทีมในท้ายที่สุด

เพียงแต่ว่าพวกเขาทั้งสองทีมจะไม่มีทางมีแต้มมากกว่าหงส์แดงพร้อมกัน 2 ทีม ในกรณีที่หงส์แดงเก็บได้ 9 แต้มเต็ม สาเหตุเพราะพวกเขาจะต้องมาเจอกันเองในเกมถัดไป ทำให้ต้องมีทีมหนึ่งที่แต้มไม่น้อยกว่าก็เท่ากับหงส์แดงในตอนจบฤดูกาล

ทฤษฎีแรกที่ผมบอกว่าเมื่อกฎผลต่างประตูจะถูกนำมาใช้ ก็คือในกรณีที่หากเชลซีชนะรวดและสเปอร์สโดนเลสเตอร์ถล่มเละในเกมสุดท้าย นั้นอาจจะทำให้หงส์แดงอดไป UCL ก็เพราะว่า ในกรณีที่เลสเตอร์แพ้เชลซีแล้วมาชนะสเปอร์สพวกเขาจะมี 69 แต้มเท่ากับหงส์แดงพอดี ซึ่งตามกฎของพรีเมียร์ลีกเมื่อทีมมีคะแนนเท่ากันจะใช้ผลต่างประตูมาตัดสินก่อน

ตอนนี้สิ่งที่ทำให้กูรูต่างมองกันว่าหงส์แดงได้เปรียบมาก ๆ ในกรณีนี้เพราะต่อให้แต้มเท่ากัน หงส์แดงก็น่าจะได้ไปแน่ ๆ เพราะหากชนะทั้ง 3 เกมที่เหลือยังไงก็น่าจะมีผลต่างประตูที่มากกว่าเลสเตอร์แน่นอน เพราะชนะตั้งสามเกม ตอนนี้เลสเตอร์มีผลต่างที่ 21 ลูกมากกว่าหงส์แดงตอนนี้ 1 ลูก

ตามทฤษฏีนี้พวกเขาจะแพ้เชลซี ดังนั้นยิ่งแพ้เชลซีเยอะเท่าไหร่ ผลต่างก็จะตามลิเวอร์พูลมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ต้องบอกว่า ด้วยความที่ผลต่างของทั้งสองทีมไม่ได้ห่างกันมากถึง 10 ลูก มันเลยทำให้โอกาสที่เลสเตอร์จะทำผลต่างประตูมากกว่าหงส์แดงก็ยังพอเป็นไปได้

สมมติว่าหงส์แดงยิงได้อีกนัดละ 1 ลูก จะมีผลต่างบวกที่ 23 ลูก สมมติเลสเตอร์แพ้เชลซี แค่ 1 ลูก แล้วไปกระหน่ำสเปอร์ส 4 -0 จะทำให้พวกเขามีลูกได้เสียบวก 24 ซึ่งจะมากกว่าหงส์แดงทันที และนั่นจะทำให้แม้หงส์แดงจะชนะ 3 เกมติด ได้ 9 แต้มเต็มพวกเขาก็ยังอดไป UCL อยู่นั่นเอง

ถามว่าเลสเตอร์จะชนะสเปอร์ส 4-0 ได้ไหม ก็ต้องบอกว่าเป็นไปได้ยากมาก แม้เกมแรกที่เจอกันเลสเตอร์จะเอาชนะมาได้ 2-0 ก็ตาม แต่นั่นแหละเกมนัดเดียวอะไรก็เกิดขึ้นได้ การชนะกัน 4 ประตูไม่ใช่จะไม่เคยเกิดขึ้นในเกมฟุตบอล ขนาด 9-0, 6-2 ก็ยังมีมาแล้วในฤดูกาลนี้

เมื่อกฎ ‘ประตูได้’ ถูกนำมาใช้

จากทฤษฎีแรกที่บอกไป มันเลยมีคำถามต่อมาว่า แล้วถ้าเกิดผลต่างประตูของทั้งสองทีมมันเท่ากันละ จะทำยังไง เพราะโอกาสที่ผลต่างประตูของทั้งสองทีมจะเท่ากันนั้นมีเหมือนกัน อาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าทฤษฎีแรกเมื่อมองจากในมุมของ เลสเตอร์ คือ นัดสุดท้ายเลสเตอร์ขอแค่ชนะสเปอร์ส 3 ลูกก็พอ ผลต่างประตูก็จะเท่ากันที่ 23 ลูก โดยที่ทั้งคู่มี 69 แต้มเท่ากัน

ถึงตอนนี้ถ้าใช้กฎเฮดทูเฮดมาตัดสิน หงส์แดงจะผ่านเข้ารอบทันทีครับ เพราะหงส์แดงมีเฮดทูเฮดดีกว่าเลสเตอร์ เกมแรกชนะ 3-1 เกมที่สองแพ้ 3-1 แต่สำหรับพรีเมียร์ลีกเมื่อผลต่างประตูเท่ากัน จะยังไม่ใช้กฎเฮดทูเฮดทันทีครับ มันยังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก่อน

นั่นคือ ‘ประตูได้’ ต้องเท่ากันด้วย จึงจะไปใช้กฎเฮดทูเฮดได้ ง่าย ๆ คือแต้มเท่ากัน ให้ดูผลต่างประตู ผลต่างประตูเท่ากันต้องมาดูประตูที่ยิงได้ก่อน แล้วถ้าเท่ากันจึงจะวัดที่เฮดทูเฮด ตรงนี้อหละครับ ที่เป็นโอกาสของเลสเตอร์ เพราะตอนนี้เลสเตอร์ทำประตูได้ 65 ประตู ขณะที่หงส์แดงยิงได้ 61 ประตู

ดังนั้นสมมติว่าเลสเตอร์แพ้เชลซี 4-3 จะทำให้มีประตูได้ 68 และเกมสุดท้ายชนะสเปอร์ส 3-0 จะมีประตูได้ 71 ประตู และสมมติว่าหงส์แดงชนะคู่แข่งได้เกมละ 3-2 ทั้งสามเกม จะทำให้หงส์แดงมี 69 แต้ม ผลต่างประตู 23 และประตูได้ 70 ประตู ซึ่งน้อยกว่าเลสเตอร์ 1 ลูก นั่นจะทำให้กฎเฮดทูเฮดจะไม่ถูกนำมาใช้ และเลสเตอร์ก็จะเข้าไปเล่น UCL ด้วยกฎประตูได้ที่มากกว่าลิเวอร์พูลแค่ 1 ประตู

เงื่อนไขอื่น ๆ

อันนี้แค่สองทฤษฎีที่ผมนำมาแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าแม้ต่อให้หงส์แดงจะสามารถเก็บ 9 แต้มเต็มได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่นั่นก็ยังไม่ได้การันตี 100 % ชนิดที่ว่าไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจขนาดนั้น แน่นอนว่าแค่ลิเวอร์พูลตั้งใจยิงให้ได้มากที่สุดใน 3 เกมที่เหลือคือยิงให้ชนะเกมละ 2-0, 3-0 เพื่อทำผลต่างประตูให้ได้มากที่สุด เช่นบวกเพิ่มอีกสัก 7 ลูก ก็จะลดความหวังของเลสเตอร์ลงไปเยอะมาก

แต่อันที่จริงตลอดสามเกมที่เหลือมันยังมีความเป็นไปได้อื่น ๆ อีกมากครับ ในกรณีที่ลิเวอร์พูลไม่ชนะทั้งสามเกมที่เหลือ มันก็จะมีความเป็นไปได้อื่น ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะการมีแต้มเท่ากับทั้งเชลซีและเลสเตอร์

ถึงตอนนั้นไม่ใช่เลสเตอร์หงส์อาจต้องใช้ทฤษฎีทั้งสองนั้นกับเชลซีด้วย โดยกรณีนี้อาจจะต้องไม่ลืมว่ามีเวสต์แฮมที่จะมีสิทธิ์ขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาเองก็มีโอกาสทำแต้มได้ถึง 67 สมมติว่า เชลซี ชนะรวด เลสเตอร์ก็แพ้ รวด ส่วนลิเวอร์พูลชนะ 1 และเสมอ 2 จะทำให้เวสต์แฮมติดท็อปโฟร์ทันที

ดังนั้นหากจะบอกว่าการลุ้นท็อปโฟร์ตอนนี้แทบจะไม่มีอะไรแน่นอนเลย และต้องดูกันไปนัดต่อนัด และอาจต้องลุ้นกันนาทีต่อนาทีในเกมสุดท้ายที่เตะพร้อมกันหมดเลยก็เป็นได้