หงส์-สิงห์-จิ้งจอก กับเงื่อนไขการจบท็อปโฟร์แบบสามเศร้า

ไฮท์ไลท์ของพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายคงไม่มีอะไรเกินไปกว่าการลุ้นแย่งท็อปโฟร์ของ 3 ทีมใหญ่ อย่างหงส์แดงลิเวอร์พูล สิงห์น้ำเงินเชลซี และจิ้งจอกสยามเลสเตอร์ นับเป็นการลุ้นแบบสามเศร้า เชลซีมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม พวกเขาเข้าถึงรอบชิงบอลถ้วย 2 รายการ แม้จะเพิ่งแพ้เลสเตอร์ ในรายการ FA คัพ แต่ก็ยังมีนัดชิง UCL ที่เป็นถ้วยใหญ่ที่สุดในยุโรปไว้รอพวกเขาอีก กับ 67 แต้มตอนนี้ที่นำอยู่เป็นอันดับสาม พวกเขาสามารถคว้าตั๋ว UCL ก่อนไปนัดชิงได้

เลสเตอร์เองก็มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน กับทีมที่มีสไตล์การปลุกปั้นนักเตะขึ้นมาเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก้าวมาเป็นแถวหน้าของเวทีพรีเมียร์ลีก พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ FA คัพครั้งแรกของสโมสรได้ แม้โอกาสการลุ้นเข้าไปเล่น UCL ฤดูกาลหน้าจะไม่ได้อยู่ในมือของพวกเขา แต่โอกาสนั้นยังเปิดกว้างมาก ๆ กับ1 แต้มที่ตามหลังอันดับสาม และมีหรือพวกเขาจะไม่สู้เพื่อโอกาสในการไป UCL

ขณะที่ ลิเวอร์พูลอาจจะมีฤดูกาลที่ย่ำแย่ จนเกือบจะพลาดทุกสิ่ง ทุกอย่าง และตีตั๋วมือเปล่าในปีนี้แล้ว การที่พวกเขาสามารถงัดฟอร์มที่ดีออกมาในช่วง 4 เกมหลังสุด จนสามารถคว้าโอกาสไป UCL ไว้ในมือของตัวเองได้ และกลายเป็นความหวังเดียวของฤดูกาลที่แสนปั่นป่วนนี้

ทั้งสามทีมมีแต้มห่างกันแค่ 1 แต้ม เชลซี 67 ลิเวอร์พูลกับเลสเตอร์ 66 ผล แพ้ ชนะ เสมอ หรือแม้แต่ประตูได้ ประตูเสียในเกมนี้ล้วนอาจเป็นส่วนตัดสินชะตากรรมของทั้งสามทีมได้ทั้งนั้น ซึ่งต้องบอกว่าเป็นบอลสามหน้าสามฉากอย่างแท้จริง วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันดูว่าเงื่อนไขของการจบท็อปโฟร์ของแต่ละทีมนั้นเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะลิเวอร์พูลของเรา

แพ้-ชนะ-เสมอ ใครได้เปรียบบ้าง

แน่นอนว่าเกมนี้ทั้งสามทีมหากจะลุ้นไปเล่น UCL เป้าหมายสำคัญคือจำเป็นต้องชนะไว้ก่อน เชลซีอาจจะได้เปรียบกว่าใครเพื่อน เพราะพวกเขาขอแค่ชนะก็พอจะเข้ารอบทันที โดยไม่ต้องสนใจทีมอื่นเลย และจะจบที่อันดับสามแน่นอน แต่หากเสมอ หรือแพ้ขึ้นมา พวกเขาจะต้องลุ้นผลงานของอีกสองทีมทันที

เลสเตอร์ เป็นกรณีพิเศษ พวกเขาแพ้ไม่ได้เลยในกรณีทั้งปวง เพราะแต้มที่มีอยู่ไม่พอที่จะทำให้พวกเขาไต่อันดับขึ้นไปได้ ดังนั้นเกมนี้หากพวกเขาหวังที่จะมีโอกาสผ่านไปเล่น UCL ปีหน้ายังไงก็ต้องมีแต้มไว้ก่อน แล้วไปลุ้นให้อีกสองทีมพลาดกันบ้าง

ในขณะที่ลิเวอร์พูลเองสถานการณ์ก็คล้ายกับเชลซี คือพวกเขาต้องชนะไว้ก่อน และต้องชนะให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ พวกเขามีโอกาสแซงเชลซีและถูกเลสเตอร์แซงพอ ๆ กัน หากว่ากันถึงโอกาสชนะนั้นลิเวอร์พูลอาจมีภาษีดีกว่าอีกสองทีม เพราะได้เล่นในบ้านที่เหล่าเดอะค็อปมาเชียร์ได้ ประกอบกับเจอคู่แข่งที่ไม่หนักมากอย่างพาเลสที่นัดแรกเพิ่งเอาชนะมาได้ 7-0

ขณะที่เชลซีและเลสเตอร์ต้องเจอกับงานหินทั้งนั้น เลสเตอร์ต้องเจอกับสเปอร์สอันดับ 7 ที่กำลังลุ้นพื้นที่ยุโรป้าลีกกับเวสต์แฮม และหากพลาดท่าแพ้ก็อาจจะถูกอาเซนอลหรือเอฟเวอร์ตันแย่งพื้นที่ยูฟ่าคอนเฟอร์เรนซ์รายการใหม่ของยูฟ่าด้วย เชลซีเองก็มีนัดชิง UCL รออยู่สัปดาห์หน้า การจัดทัพเจอกับวิลล่าน่าจะเป็นงานที่ปวดหัวไม่น้อย

ประตูได้เสียโอกาสของทีมรอง

เป็นเพราะแต้มที่ห่างกันแค่ 1 แต้มทำให้โอกาสที่ทั้งสามทีมจะมีแต้มเท่ากัน หรือ 2 ในสามทีมมีแต้มเท่ากัน นั้นก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน เช่น ในกรณีที่เชลซีแพ้ และลิเวอร์พูลกับเลสเตอร์เสมอ ทั้งสามทีมจะมี 67 แต้มเท่ากัน แบบนี้ลิเวอร์พูลจะแซงเชลซีขึ้นไปเป็นอันดับสามทันที

สำหรับเลสเตอร์อาจต้องลุ้นสองชั้น เพราะตอนนี้ทีมมีประตูได้เสียเป็นรองทั้งเชลซี 3 ลูก และลิเวอร์พูล 4 ลูก ในกรณีที่เชลซีแพ้ ต้องลุ้นว่าแพ้ด้วยสกอร์เท่าไหร่ หากแพ้ 1-2 ประตู เลสเตอร์ก็อด แต่หากเชลซีแพ้ด้วย สกอร์ห่าง 3 ลูกขึ้นไป เลสเตอร์มีหวังปาดหน้าเชลซีขึ้นท็อปโฟร์ได้ เพราะในกรณีที่ประตูได้เสียเท่ากัน จะวัดกันที่ประตูได้ และประตูได้ของเลสเตอร์ดีกว่าเชลซีถึง 9 ลูก

ในกรณีที่เลสเตอร์ชนะ ลิเวอร์พูลเสมอ เชลซีแพ้ เลสเตอร์จะจบที่สาม และลิเวอร์พูลจะมี 67 แต้มเท่ากับเชลซี แต่ลิเวอร์พูลจะจบด้วยอันดับที่สี่ และเชลซีจะหล่นลงมาที่ห้า เพราะประตูได้เสียลิเวอร์พูลดีกว่าเชลซี

ลิเวอร์พูล-เลสเตอร์ อาจมีดราม่า

จริง ๆ กรณีเคยเขียนไปแล้ว แต่อยากเอามาเล่าต่ออีกครั้ง คือในกรณีที่ทั้งสามทีมชนะ เชลซีจะจบอันดับที่ 3 เหมือนเดิม ส่วนลิเวอร์พูลกับเลสเตอร์จะยังมี 69 แต้มเท่ากัน ทีนี้ตามทฤษฎีที่ยังพอเป็นไปได้ ทั้งสองทีมยังต้องลุ้นกันนิดหน่อย ซึ่งอาจจะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมาก

คือ ในกรณีที่เลสเตอร์เกิดท็อปฟอร์มถล่มสเปอร์สจนประตูได้เสียแซงลิเวอร์พูล ที่บอกว่ายากเพราะ ตอนนี้ประตูได้เสียของสองทีมห่างกัน 4 หากลิเวอร์พูลชนะ 1-0 จะห่าง 5 นั่นหมายความว่าเลสเตอร์จะต้องยิงสเปอร์สถึง 6-0 ถึงจะแซงประตูได้เสียของลิเวอร์พูลได้

หากเลสเตอร์ทำได้ขนาดนั้น หรือต่ำกว่านั้นลงมาสัก 1 ประตูคือชนะแค่ 5-0 และลิเวอร์พูลชนะแค่ 1 ลูก ทั้งสองทีมจะมี 69 แต้มเท่ากัน และมีประตูได้เสีย 25 ลูกเท่ากัน เมื่อมาถึงตรงนี้ ประตูได้จะสำคัญขึ้นมาทันที และไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ประตูได้ของทั้งสองทีมจะเท่ากันที่ 66 ลูกเท่ากันอีก

สำหรับเลสเตอร์โอกาสของพวกเขามีได้สูงสุดแค่นี้ และเป็นโอกาสที่ยากจะเกิดขึ้นมาก ๆ เพราะพวกเขาถล่มคู่แข่งอย่างสเปอร์ส แต่โอกาสของเลสเตอร์ต้องจบแค่ไม่เกินประตูได้ เพราะหากเมื่อวัดกันถึงประตูได้แล้วทั้งสองทีมยังเท่ากัน เมื่อนั้นกฎเฮดทูเฮดจะถูกนำมาใช้ทันที และลิเวอร์พูลมีเฮดทูเฮดที่ดีกว่าเลสเตอร์

จะสามเศร้าหรือไม่มีคนเศร้า

ว่ากันตามตรงลิเวอร์พูลกับเชลซีกำความได้เปรียบไว้ในมือของตัวเองแล้ว หากไม่ปล่อยให้หลุดมือ ก็ไม่มีใครมาพรากพวกเขาได้ ส่วนเลสเตอร์แน่นอนว่า พวกเขายังมีโอกาสมาก ๆ ในกรณีที่สองทีมบนพลาด ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ในเกมระดับพรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ว่าเถอะ อย่างที่ร็อดเจอร์บอก ต่อให้ไม่ได้ไป UCL ปีนี้ก็เป็นปีที่มหัศจรรย์ของพวกเขาแล้ว เพราะคว้าแชมป์ FA คัพมาครองได้

เชลซีเองก็มีเรืออีกแคมให้เหยียบในกรณีเครื่องสะดุดแพ้วิลล่าขึ้นมาแล้วชวดอันดับสี่ พวกเขายังมี UCL กับซิตีให้ลุ้นอีก เผลอ ๆ หากแพ้แล้วไม่ได้อันดับสี่จริง พวกเขาอาจไปสู้ตายนัดชิงกับซิตีก็เป็นได้ แต่หากพลาดทั้ง 2 อย่างก็คงเป็นฉากจบที่แสนเศร้าของเชลซีละครับ สมมติว่าพวกเขาพลาดอันดับ 4 แล้วได้แชมป์ UCL แบบนี้ก็จะวิน ๆ ทุกฝ่ายเหมือนกันนะ ไม่มีใครต้องเศร้า

ขณะที่ลิเวอร์พูลเรียกว่าคงไม่มีอะไรให้เศร้าแล้วละ พวกเขาเอาชนะแมนยูมาได้ แถมยังโกงความตายเกมกับเวสต์บอร์มที่อลิสซงอุสสาห์ขึ้นมาโหม่งประตูชัยนาทีสุดท้าย แถมยังจะได้แฟนเดอะค็อปเข้ามาชมเกมนัดสุดท้ายในแอนฟิลด์อีก และหากพวกเขาสามารถชนะในเกมสุดท้ายตามเป้าหมายได้อีก แล้วยังต้องอดไป UCL เพราะเลสเตอร์สร้างปาฎิหาริย์ของพวกเขาได้ ก็คงต้องยอมพวกเขา และก้มหน้าก้มตายอมรับความเศร้าที่เกิดละครับ