5 เรื่องประทับใจของไวนาดุมกับหงส์แดง

ลิเวอร์พูลจบฤดูกาล 2020-2021 ด้วยการจบอันดับสามพร้อมคว้าตั๋วไป UCL ได้ในเกมสุดท้าย ด้วยการเอาชนะพาเลสไป 2-0 ท่ามกลางแฟนบอลนับหมื่นคนที่ได้เข้ามาชมเกมการแข่งขันที่แอนฟิลด์อีกครั้ง ถือเป็นฉากจบที่ดีเกินคาดของเราเมื่อเทียบกับผลงานเมื่อ 2 เดือนก่อน ที่ยังวนเวียนอยู่กับความพ่ายแพ้

นอกจากนี้เกมนี้ยังกลายเป็นเวทีอำลาทีมของไวนาดุมอย่างเป็นทางการ วันนี้เขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมลงเล่น และถูกเปลี่ยนออกในนาทีที่ 78 ท่ามกลางเสียงปรบมือของแฟนบอล นับเป็นฉากอำลาที่ตราตรึงยิ่ง แม้ตลอดฤดูกาลนี้ เขาจะวนเวียนอยู่กับข่าวย้ายทีม แต่ก็ยังโชว์สปิริตลงเล่นเป็นแกนหลักของทีมต่อเนื่อง แม้ต้องจากลา แต่ก็นับว่าเป็นการจากลาที่งดงาม

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่เขารับใช้สโมสรมา เขาไม่ใช่นักเตะประเภทสร้างความหวือหวาใด ๆ และอาจจะถูกมองว่าเป็นนักเตะธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่นักเตะธรรมดาที่ไม่ค่อยโชว์ฝีไม้ลายเท้าเท่าไหร่ในสนาม แต่กระนั้นเขากลับเป็นขุนพลหลักของคลอปป์ที่คลอปป์ไว้ใจมากที่สุดคนหนึ่งในสนามก็เป็นได้

บางทีนักเตะธรรมดา ๆ นี่แหละ ที่โค้ชผู้สถาปนาตัวเองว่า ‘คนธรรมดา’ อยากจะช่วงใช้มากที่สุด ไวนาดุมได้ลงสนามเกือบทุกเกมภายใต้การทำทีมของโค้ชธรรมดา ๆ คนหนึ่งนี้ และเพื่อระลึกถึงนักเตะที่ทุ่มเทหัวจิตหัวใจรับใช้สโมสรมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะย้อนรอยเรื่องราวของชายคนนี้กันสักนิด เพื่อให้ความรักมั่นยังฝังตรึงในใจเดอะค็อปทุกคน

จากตัวเลือกสู่ตัวหลัก

ในฤดูกาล 2016-2017 เป็นฤดูกาลแรกที่คลอปป์จะได้คุมทีมเต็มตัวหลังจากทดลองคุมทีมมาครึ่งฤดูกาลหลังของปีก่อน คลอปป์ต้องการนักเตะใหม่มาเสริมทัพหลายตำแหน่งในปีนั้น ทั้งกองหลังที่ได้มาติปมาแบบฟรี ๆ ได้คาริอุสมาเฝ้าเสา ได้มาเน่มาจากนักบุญ

และหนึ่งในตำแหน่งที่คลอปป์ต้องการที่สุดถึงขนาดวางเป้าหมายเอาไว้แล้วก็คือกองกลาง และนักเตะที่คลอปป์และฝ่ายวิเคราะห์นักเตะอย่างไมเคิล เอ็ดเวิร์ด ตั้งเป้าที่จะคว้าตัว ปิโอตอร์ ชีลินสกี้ มิดฟิลด์ห้องเครื่องชาวโปแลนด์ ของอูดินิเช่ ซึ่งตอนนั้นชื่อของเขากำลังเป็นที่รู้จักในแวดวงฟุตบอล มีข่าวเชื่อมโยงกับทั้ง ยูเวนตุส อาร์เซน่อล

มีทีท่าว่าการเจรจาจะไม่ยุ่งยาก ขนาดนักเตะเคยสวมเสื้อลิเวอร์พูลออกรายการทีวีที่โปแลนด์ แต่สุดท้ายเหมือนว่าราคาค่าตัวของเขาก็ถูกโก่งเพิ่มขึ้น หลังมีข่าวว่าหลายทีมก็สนใจเหมือนกัน  ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอไปที่ 10 ลป. และถูกปฎิเสธทันควัน เมื่อมองดูแล้วการเจรจาจะยืดเยื้อ คลอปป์กับทีมงานจึงเดินหน้าแผนสองทันที คือการเบนความสนใจไปที่ ไวนาดุม นักเตะของนิวคาสเซิลที่เพิ่งตกชั้นไปเล่นแชมป์เปียนชิป แต่การจะได้ตัวไวนาดุมก็ต้องแย่งกันกับทั้งสเปอร์สและอาร์เซนอล โดยเฉพาะทีมแรกที่ได้ไปเล่น UCL ส่วนหงส์แดงจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 8

แต่จากการโน้มน้าวของคลอปป์ ก็ทำให้ไวนาดุมยอมมาอยู่กับหงส์แดง ด้วยราคาค่าตัวถึง 25 ล้านปอนด์ เป็นรองเพียงมาเน่คนเดียวในปีนั้น และแม้จะถูกปรามาสว่าเป็นนักเตะจากทีมตกชั้น เล่นได้ไม่สวยงาม แต่ก็มีเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้นที่เขารับใช้ทีมหงส์แดงในพรีเมียร์ลีกน้อยกว่า 35 เกม คือฤดูกาล 2017-2018 ที่ลงไป 33 เกม

เบื้องหลังความสำเร็จของคลอปป์

หลายคนอาจจะคิดว่าสามประสานเป็นนักเตะคนสำคัญ ฟานไดจ์คขาดไม่ได้ อาร์โนล์ด โรเบิร์ดสัน ก็ห้ามป่วย กัปตันเฮนโด้ก็โคตรสำคัญ แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า นักเตะที่ลงเล่นเฉลี่ยต่อฤดูกาลมากที่สุดในทีมกลับเป็น ไวนาดุม และเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่แทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวนเลย ได้ลงเล่นสม่ำเสมอมากที่สุด หาช่วงที่เขาฟอร์มหลุด หรือฟอร์มตกได้ยากมาก

แม้ในฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันเรื่องอนาคตของตัวเอง แต่เขาก็ยังได้รับความไว้วางใจจากคลอปป์ให้ลงเล่นสม่ำเสมอ และเขาก็เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง ลงเล่นด้วยสปิริตและความทุ่มเท โดยลงเล่นครบทั้ง 38 เกม แบ่งเป็นตัวจริง 34 ตัวสำรอง 4 เกม ลงเล่นครบ 90 นาทีโดยไม่โดนเปลี่ยนออกเลยถึง 24 เกม

จุดเด่นที่ทำให้คลอปป์ไว้ใจให้ไวนาดุมเป็นขุมกำลังคู่บุญของเขาในทุกสนามรบเพราะไวนาดุมมีสภาพร่างกายที่ฟิตเสมอ เป็นนักเตะที่เล่นเพื่อทีมอย่างแท้จริง เล่นตามแท็คติก เป็นนักเตะที่สร้างสมดุลให้แดนกลางของทีม คลอปป์เคยพูดถึงไวนาดุมว่า เพราะเป็นนักเตะยาวชนของฮอลแลนด์ ที่มักจะถูกปลูกฝังให้เรียนรู้และเข้าใจแท็กติก รวมถึงการเล่นได้อย่างยืดหยุ่น เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ในเกม

นอกจากเรื่องในสนาม อีกสิ่งหนึ่งที่จุดเด่นของไวนาดุมคือ เขาเป็นนักเตะที่แทบจะไม่มีเรื่องนอกสนามให้กังวล ไม่เคยมีเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ไม่เคยมีแม้จังหวะหรือเสี้ยววินาทีที่กล้องจับให้เห็นว่าเขาไม่พอใจคลอปป์หรือโมโหใส่เพื่อนร่วมทีม เราเห็นเขาตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมายจากเจ้านาย และทุก ๆ ครั้งที่เขาทำประตูได้ เราจะเห็นท่าดีใจ การเข้าไปแสดงความยินดีกับแฟนบอลและเพื่อน ๆ นั่นคือภาพที่เราเห็นประจำ

ตำนานเกมพลิกชะตาหงส์

หากจะหาช่วงเวลาที่ไวนาดุมมีความโดดเด่นกับลิเวอร์พูล คงไม่พ้นการเล่นกับบาร์เซโลน่าในเกม UCL รอบตัดเชือกเกมที่สอง หลังจากที่หงส์แดงบุกไปแพ้ที่คัมป์นูมาก่อน 3-0 เมื่อกลับมาเล่นที่แอนฟิลด์ คลอปป์เซอร์ไพร้ส์แฟนบอลด้วยการดร็อป ไวนาดุมเป็นแค่ตัวสำรอง

นี่เป็นเรื่องที่ไวนาดุมเองก็ออกมาพูดหลังเกมว่าเขาเองก็ไม่เข้าใจคลอปป์เหมือนกัน ว่าทำไมถึงไม่ให้เขาเล่นตัวจริงไปเลย ครึ่งแรกลิเวอร์พูลนำบาร์ซ่าแค่ 1 ประตู และต้องการอีกอย่างน้อย 2 ประตูเพื่อยันกับบาร์ซ่า แล้วครึ่งหลังไวนาดุมก็ถูกเปลี่ยนตัวลงมทันที เขาใช้เวลาอยู่ในสนามเพียง 10 นาทีเพื่อทำ 2 ประตูที่ลิเวอร์พูลต้องการได้ และนั่นกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด และน่าประทับใจที่สุดของเขาในสีเสื้อลิเวอร์พูล

นักเตะที่คลอปป์อาลัยรักที่สุด

คลอปป์ไม่เคยออกมาบอกอยู่แล้วเรื่องว่ารักนักเตะคนไหนมากกว่าคนไหน แต่เราสามารถสังเกตได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของคลอปป์ได้ต่อการที่ไวนาดุมจะไม่ได้อยู่กับทีมแล้ว โดยในช่วงที่สโมสรยังเจรจาต่อรองกับไวนาดุมอยู่นั้น มีหลายครั้งที่คลอปป์ พูดออกหน้าเชิงขอร้องสโมสรว่าให้รั้งตัวนักเตะคนนี้อยู่กับสโมสรต่อ เขาชื่นชมผ่านสื่อเสมอเมื่อมีโอกาส

เสียดายและเสียใจคงเป็นนิยามความรู้สึกของคลอปป์ในช่วงเวลานี้อย่างมาก เขารู้ดีว่าไวนาดุมยังยอดเยี่ยมได้อีกหลายปี และจะช่วยงานเขาได้อีกมากในช่วงเปลี่ยนผ่านทีม บทความการเขียนหรือการให้สัมภาษณ์ของคลอปป์ในช่วงเวลาที่เหมือนจะรู้ตัวว่าทีมจะไม่มีไวนาดุม หรือรู้แล้วว่าไวนาดุมจะไปแน่ ๆ ก็เต็มไปด้วยความเสียหาย เปรียบเสมือนแม่ทัพต้องเสียนายทหารชั้นยอดไป

ในหนังสือโปรแกรมการพบกับพาเลสในนัดสุดท้ายคลอปป์พูดถึงไวนาดุมด้วยถ้อยทีที่ไม่อยากให้ไป ยังมีหวังว่าจะอยู่ หรือเสียดายว่า “ในทีมมีผู้เล่นที่สำคัญมากซึ่งเขากำลังจะหมดสัญญากับเรา มันยากที่จะเขียนเพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ เขายังไม่ยืนยันความตั้งใจของเขาในฤดูกาลหน้า แต่ผมต้องตระหนักไว้เผื่อว่านี่คือการอำลา แอนฟิลด์ ของเขา” นี่คือการยื้ออย่างสุดกำลังของคลอปป์ แม้รู้ดีอยู่เต็มอกว่า มันคือเกมสุดท้ายของไวนาดุม

หลังเกมจบลงซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าไวนาดุมจะออกจากลิเวอร์พูลคลอปป์ก็พูดถึงเขาแบบร่ายยาวอีกครั้ง ที่ผมอยากจะยกมาให้อ่านแบบยาวเลยว่ามันสื่อถึงความเสียดาย เสียอกเสียใจของคลอปป์มากขนาดไหน คลอปป์บอกว่า

“ผมได้เจอกับนักเตะที่วิเศษคนนี้เป็นครั้งแรกในห้องนั่งเล่นของผม เราเข้ากันดีมากๆ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก เขาเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี เป็นคนที่ฉลาดและใจกว้างมากๆ ด้วย”

“ส่วนตัวแล้ว ผมเสียใจมากนะ เพราะผมเสียเพื่อนที่ดีไปคนหนึ่ง นั่นคือความรู้สึกของผม ผมคิดว่าทุกสโมสรที่ให้ความสนใจในตัวเขาควรจะติดต่อมาหาผมเพื่อถามเกี่ยวกับเขาสักหน่อย ถ้าพวกเขาทำอย่างนั้นพวกเขาก็จะดึงเขาไปร่วมทีมทันทีแน่นอนเพราะต่อให้ผมพูดชมเขากับสิ่งที่เขาทำได้ในการเล่นให้กับที่นี่มากเท่าไหร่มันก็คงพูดได้ไม่หมดหรอก”

“เขาไม่ได้แค่พร้อมช่วยทีมอยู่เสมอเท่านั้น แต่เขายังเล่นได้ดีถึง 90 % จากการลงสนามทั้งหมดด้วย หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าคำว่า ‘ทำได้ดี’ ของผมมันมีความหมายที่แท้จริงแบบไหน เพราะบางครั้งมันไม่ใช่เรื่องที่วิเศษอะไร แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เคยเล่นเป็นจอมทัพแบบนักเตะหมายเลข 10, เป็นปีกที่ นิวคาสเซิ่ล แล้วต้องมาเป็นกองกลางตัวคุมเกมกับที่นี่ ต้องถือว่าเขามีพัฒนาการที่ดีมาก และจะทำแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อ เข้าใจเกมการเล่นได้ในทางที่เหมาะสมเท่านั้น”

“เขาทำประตูที่ยอดเยี่ยมได้ในเกมที่เจอกับ บาร์เซโลน่า, คาร์ดิฟฟ์, มิดเดิ้ลสโบรห์ เขาเล่นได้ดีมากๆ ในหลายนัด และตอนนี้ดูเหมือนว่าช่วงเวลาของเขากับทีมมันหมดลงแล้ว ทุกอย่างจะโอเคดี ไม่มีใครพรากความทรงจำที่เรามีร่วมกันไปจากเราได้ ตอนจบเกม ผมพูดแบบนั้นกับเขา และเขาก็คิดแบบเดียวกัน”

“การบอกลามันจะไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากหากช่วงเวลาที่มีร่วมกันไม่ได้คู่ควรกับสิ่งนั้น นั่นหมายความว่าการที่เราต้องบอกลาเขามันเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยากมากๆ เพราะเรามีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน”

การอำลาที่สมบูรณ์แบบของไวนาดุม

ในช่วงที่ฟุตบอลเจอปัญหาการระบาดของโควิด-19 มันจึงมีโอกาสมากที่ไวนาดุมจะอำลาทีมโดยไม่ได้รับเสียงปรบมือจากแฟนบอล แต่เกมสุดท้ายในแอนฟิลด์รอบนี้เหมือนมีขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ แฟนบอลกว่า 10,000 คนพร้อมใจกันยืนปรบมือให้กับไวนาดุมในขณะที่เขากำลังเดินออกจากสนามในนาทีที่ 78

ไม่ใช่แค่แฟนบอลหรอกนะครับ หลังเกมทั้งเพื่อนร่วมทีมสต๊าฟ ทีมงานลิเวอร์พูลทั้งหมดยังยืนต่อแถวเกียรติยศให้กับไวนาดุมด้วย ถามเลยครับว่ามีนักเตะคนไหนในยุคคลอปป์ที่ย้ายทีมแล้วจะได้รับช่วงเวลาที่พิเศษแบบนี้เหมือนไวนาดุม มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษทั้งกับตัวเขาและพวกเราเองที่การจากลาครั้งนี้มันมีแต่เรื่องน่าประทับใจ

สิ่งที่ไวนาดุมต้องต่อสู้มากที่สุดในชีวิตการค้าแข้งกับหงส์แดงไม่ใช่การเจอคู่แข่งทีแข็งแกร่ง แต่คือในวันที่เขาต้องเดินจากสโมสรแห่งนี้ทั้งที่ยังรัก หลังเกมเขาให้สัมภาษณ์ว่า “ตั้งแต่นาทีแรกของเกมจนถึงตอนนี้ที่กำลังให้สัมภาษณ์อยู่ ผมต้องพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ทุกคนในสโมสร ลิเวอร์พูล รวมถึงแฟน ๆ ต่างมอบความรักให้มากมายตลอดระยะเวลา 5 ปี ทุกคนรู้ใช่ไหม ว่านับจากนี้ไป ผมจะต้องคิดถึงพวกคุณมากจนแทบขาดใจแน่”

“ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะกลับมาเยี่ยมเยือนที่นี่อีก ความรู้สึกที่ผมได้รับ ความรู้สึกที่ครอบครัวของผมได้รับกับสโมสรแห่งนี้ มีแต่เรื่องดีๆ ก็หวังว่ามันจะเป็นไปได้ที่กลับมาชมเกมและเชียร์ ลิเวอร์พูล เพราะว่าผมจะเป็นแฟนบอลของทีมไปตลอดชีวิต”

14 สิงหาคม 2016 คือวันแรกที่เขาได้สวมใส่เสื้อลิเวอร์พูลลงสนามเป็นครั้งแรกในเกมกับอาร์เซนอล และสามารถแอสซิสต์ให้ลัลลาน่าได้ 23 พฤษภาคม 2021 คือวันสุดท้ายในสีเสื้อลิเวอร์พูลของเขา แต่ไม่ใช่วันสุดท้ายที่เขาจะเป็นครอบครัวของเราแน่นอน เรารักนายเสมอ และรักนายตลอดไป จอร์จิญโญ่ เกรจีโยน เอมีเลอ ไวนัลดุม นักเตะธรรมดาคนหนึ่งของหงส์แดงตลอดไป