ทำไมหงส์แดงควรรีบดันเอเลียตขึ้นชุดใหญ่ปีนี้

โบราณว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เหล็กถึงจะงามและคม การปั้นยอดนักเตะขึ้นมาจากดาวรุ่งคนหนึ่งก็เช่นกัน จำต้องเร่งตีตอนที่กำลังร้อน เมสซี่คือตัวอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดของเรื่องนี้ ที่บาร์เซโลนามีแผนการปั้นที่ชัดเจนและกล้าเสี่ยงมากที่สุด และผลของมันก็เกินคำว่าคุ้มค่าไปนับแสนเท่า

การผลักดันเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนล์ดให้ขึ้นมาเป็นขุมกำลังสำคัญของทีมตั้งแต่ปี 2017-2018 ในวัยยังไม่ถึง 20 ขวบ จนกลายมาเป็นยอดแบ็กขวาคนหนึ่งของลีกและอาจกล่าวได้ว่าของโลกด้วยในเวลานี้ ในวัย 22 ปีที่เขายังสามารถไปไกลกว่านี้ได้อีก ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของหงส์แดงในยุคคลอปป์

มาวันนี้หงส์แดงลิเวอร์พูลมีสตาร์วัยใกล้เคียงกับเทรนท์ ที่กำลังมีช่วงชีวิตที่พีคและกำลังร้อนระอุ รอนายช่างใหญ่ลงมาตีให้กลายเป็นเหล็กกล้าอยู่ นั่นคือ ฮาร์วี เอเลียต ตัวรุกด้านขวาอีก 1 คนที่สร้างความประทับใจให้เหล่าสตาฟได้ตั้งแต่วันแรกที่ลงซ้อมกับทีม

พัฒนาการของเจ้าหนูคนนี้มีแต่ก้าวกระโดด เป็นกราฟที่พุ่งขึ้นไม่มีตก และทุก ๆ วันที่เขาลงสนามก็มีแต่เสียงชื่นชมและสร้างความประทับใจให้ทั้งโค้ชและผู้ชม ผลงานการเล่นเกมปรีซีซั่นที่ผ่านมาก็ทำผลงานได้น่าประทับใจทั้งที่ถูกปรับตำแหน่งการเล่นไป และนี่คือ 3 เหตุผลที่ผมอยากชวนให้ทุกคนมาร่วมคิด วิเคราะห์ตามว่า ทำไมหงส์แดงจึงจำเป็นต้องรีบดันเจ้าหนูคนนี้ขึ้นชุดใหญ่แบบจริงจัง

แผนการปล่อยยืมที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลว

ลิเวอร์พูลในยุคของคลอปป์มีนักเตะดาวรุ่งน่าจับตามองเกิดขึ้นทุกปี ทั้งจากอคาเดมีของเราเองและจากการซื้อตัวเข้ามาเสริมทัพเสริมทีมของทีมงามซื้อขาย และนโยบายที่ถือเป็นนโยบายหลักของคลอปป์ในการพัฒนานักเตะเหล่านั้นคือ การปล่อยยืมเพื่อให้นักเตะเหล่านั้นฝึกฝนชั่วโมงการบินให้มาก

แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ ไม่มีนักเตะดาวรุ่งที่ถูกปล่อยยืมคนไหนในยุคของคลอปป์ที่กลับมาติดในทีมชุดใหญ่ได้เลย หรือแม้กระทั่งขุมกำลังสำรองก็ถือว่าน้อยนิดมากๆ เท่าที่เคยเห็นมีเพียงวูดเบิร์นและฟิลลิปส์ที่ยังได้กลับมาในทีมสำรองบ้าง แต่ในรายของฟิลลิปส์ มันเกิดจากการที่ไม่มีใครสนใจในตัวนักเตะทำให้จำต้องเก็บไว้

ผมขอยกตัวอย่างของนักเตะดาวรุ่งที่หลายคนน่าจะรู้จักชื่อกันดี ตั้งแต่ โอโจ, กรูยิช, เคนท์, ชิลิเวญ่า, วูดเบิร์น, วิลสัน, บรูวส์เตอร์, และล่าสุดกับฟานเดนเบิร์กและเอเลียต เหล่านี้คือดาวรุ่งที่ถูกจับตามองตอนขึ้นมาและแม้ตอนออกไปเล่นแบบยืมตัวพวกเขาก็ยังทำผลงานได้ค่อนข้างน่าพอใจ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ยกเว้นสองคนหลังสุด ไม่ใช่นักเตะลิเวอร์พูลแล้วในวันนี้ ล้วนถูกขายออกจากทีมไปแบบเงียบๆ โดยเฉพาะในรายของรีอาน บรูวส์เตอร์ ที่ทั้งศักยภาพและเส้นทางของเขาน่าจะเฉิดฉายได้ไม่ยาก

ถามว่าเป็นความผิดของสโมสรหรือไม่ มันคงไม่ใช่ และนี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบทั่วไปในวงการสโมสรฟุตบอลทั่วโลก จะถือว่าล้มเหลวคงไม่ได้ เพราะสุดท้ายการขายนักเตะไปก็ยังได้เงินเข้าทีมมาพอสมควร อย่างที่บอกไปว่าในแง่ของเป้าหมายถือว่าการปล่อยยืมแล้วไม่ได้นักเตะกลับมาเลยสักคนนั้นมันลมเหลว สิ่งสำคัญคือ มันอาจจะสร้างความไม่เชื่อมั่นให้เหล่าดาวรุ่งที่จะถูกปล่อยตัวในอนาคต

ทำไมนักเตะปล่อยยืมจึงมักหลุดจากวงโคจร

การที่ดาวรุ่งนับ 10 คนในแต่ละปีที่ถูกปล่อยยืมไม่สามารถกลับมารับใช้ต้นสังกัดอย่างหงส์แดงได้เลยสักคนนั้น มันมีเหตุผลสำคัญอยู่ 2 คือ การที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับแผนการเล่นของสโมสรได้อีก กับการไม่สามารถทอดแทรกขึ้นมาได้เลยจริง ๆ ในตำแหน่งนั้น ๆ และทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่สอดรับกันอยู่ไม่น้อย

การจะปรับตัวเล่นให้เข้ากับระบบของคลอปป์จริง ๆ นั้นต่อให้เป็นนักเตะชื่อดังซื้อมาใหม่ก็ยังต้องอาศัยเวลาที่ค่อนข้างนาน นับประสาอะไรกับดาวรุ่งที่ไม่ได้เล่นอยู่ในระบบของทีมนานแรมปี การได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองช่วงสั้น ๆ ในช่วงปรีซีซั่นจึงแทบจะไม่เคยพอสำหรับพวกเขา

ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่าง เคอติส โจนส์ นักเตะที่สโมสรไม่ปล่อยยืมเลย ในจำนวนดาวรุ่งรุ่นเดียวกัน เดิมทีฝีเท้าของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าดาวรุ่งคนอื่น ๆ ที่ผมเกริ่นมาข้างต้น แต่เพระสโมสรเก็บเขาไว้ใช้งาน ได้ซ้อมกับรุ่นพี่ ได้มีโอกาสลงเล่นบ้างในรายการบอลถ้วย และลงเล่นพรีเมียร์ลีกบ้างประปราย

ปี 2019-2020 เขาได้ลงเล่นเพียง 6 เกมในพรีเมียร์ลีก 4 เกมในเอฟเอคัพ 2 เกมในลีกคัพ แต่พอมาปีล่าสุดเขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกถึง 24 เกม เอฟเอคัพและลีกคัพอย่างละ 2 เกม จนมีบางช่วงที่เขาแทบจะยึดตัวจริงในแดนกลางไปแล้ว สาเหตุเพราะลิเวอร์พูลมีปัญหานักเตะบาดเจ็บเยอะทั้งกองหลังและแดนกลาง ทำให้เขาที่เล่นอยู่กับทีมมาตลอดมีโอกาสสอดแทรกเข้าไปได้

ข้อกังวลหลักที่ว่าหากเก็บนักเตะไว้กับทีมแล้วกลัวนักเตะจะไม่มีโอกาสและหยุดการพัฒนา ไม่มีชั่วโมงบิน อาจจะไม่จริงเสมอไป อย่างน้อยการได้เล่นอยู่ในระบบของทีมอย่างต่อเนื่อง ได้ผ่านการฝึกซ้อมร่วมกันกับรุ่นใหญ่ ได้ใช้แทกติกร่วมกัน ได้เล่นบอลถ้วย และมีโอกาสสอดแทรกขึ้นชุดใหญ่บ้าง นั่นก็อาจจะดีไม่น้อยไปกว่าการปล่อยยืมเท่าไหร่นัก ฟิล โฟเดน ของแมนซิตี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้

เอเลียตมีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

จากสองเหตุผลข้างต้นที่ผมลองวิเคราะห์มามันจึงนำมาสู่เหตุผลที่ว่า เอเลียต อยู่ในช่วงที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะถูกดันขึ้นชุดใหญ่ทันทีปีนี้ การปล่อยยืมเอเลียตเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว โดยปล่อยให้แบล็กเบิร์นยืมไปใช้งาน และได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องถึง 41 เกม ทำได้ 7 ประตู กับ 1 แอซิสต์ นี่นับเฉพาะในเกมลีก

ในสถานการณ์ที่แนวรุกของหงส์แดงกำลังอยู่ในช่วงท้ายอาชีพของสามประสาน ซึ่งโรยราและต้องการกำลังเสริมข้างสนามมาช่วย เป็นยุคของการเปลี่ยนผ่าน มันคือโอกาสอันดีที่เอเลียตจะมีโอกาสสอดแทรกขึ้นมาในร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงนี้

อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้น ตีเหล็กต้องตีตอนมันร้อน และช่วงเวลานี้เอเลียตกำลังอยู่ในช่วงที่เขามั่นใจในตัวเองมากที่สุด และนั่นก็เป็นช่วงที่อ่อนไหวที่สุดด้วยเช่นกัน หากเอเลียตถูกดึงขึ้นชุดใหญ่ จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้เจ้าตัว และทุกวินาทีที่เขาได้โอกาสลงไปในสนาม มันจะต้องเต็มไปด้วยไฟที่พลุ่งพล่านอย่างแน่นอน

ผมเชื่อว่าสโมสรกำลังตัดสินใจอยู่ว่า ระหว่างนักเตะใหม่ในแนวรุกที่หากจะเอาแบบดี ๆ ก็ต้องมี 50-60 ล้าน กับการดันดาวรุ่งที่ฝีเท้าไม่ธรรมดาคนนี้ขึ้นมา อย่างไหนมันจะคุ้มค่ากว่ากัน ทุกอย่างอยู่ที่เอเลียตก็จริง หากเขาแสดงให้เห็นในสนามว่าคู่ควร ก็ย่อมไม่มีปัญหา

แต่หากเกิดจากความลังเลไม่กล้าเสี่ยงของสโมสรที่จะใช้งานนักเตะที่ตัวเองสร้างมา ปล่อยยืมแล้วปล่อยยืมเล่า จนนักเตะพรสวรรค์สูงต้องหลุดจากวงโคจรของทีมไปโดยปริยาย นั่นจะเป็นการเดินเกมที่ผิดพลาดของสโมสรแน่นอน

ผมคือแฟนบอลคนหนึ่งที่เชื่อและมั่นใจว่า เอเลียต เหมาะจะขึ้นมาเล่นกับชุดใหญ่ในปีนี้ไม่ว่าจะในตำแหน่งตัวหลักหรือสำรอง และมั่นใจลึก ๆ ว่านี่ก็คงจะเป็นแนวทางที่สโมสรเลือกเช่นกัน