เชิงลึกลูกหนัง 4 ตำแหน่งหงส์แดงที่ต้องแย่งชิงกันหนัก

ปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะตัวหลัก การเสียนักเตะตัวหลักบางคนไปและผลงานในภาพรวมของปีที่แล้วที่ลดประสิทธิภาพลงในหลายตำแหน่ง ทำให้ตำแหน่งและพื้นที่ที่แต่เดิมเคยถูกยึดครองด้วยนักเตะบางคน กำลังเกิดรอยแยก และกลายเป็นโอกาสสำหรับนักเตะคนอื่น ๆ แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 3 ปี

สิ่งที่เห็นได้จากการฝึกซ้อมในช่วงปรี-ซีซั่นที่เพิ่งจบลงไปคือ นักเตะทางเลือกของเราหลายคน แสดงความมุ่งมั่นในการทำผลงานของตัวเองอย่างมาก โดยหวังจะทำผลงานเข้าตาและเป็นตัวเลือกของคลอปป์ โอกาสของพวกเขาเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน วันนี้เราจะหยิบยก 4 ตำแหน่งการเล่นที่นักเตะหงส์แดงอาจต้องแย่งพื้นที่กันดุเดือดมาวิเคราะห์ถึงโอกาสของแต่ละคนกันครับ

คู่เซ็นเตอร์

แน่นอนว่าหากฟานไดจ์คฟิตเต็มร้อยและพร้อมลงสนาม เขาจะเป็นตัวเลือกแรกทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงเรื่องของอนาคต เพราะตอนนี้แผนการใช้งานฟานไดจ์คน่าจะยังเป็นแผนการที่ค่อยเป็นค่อยไป นั่นทำให้โอกาสที่จะเกิดการจับคู่แบบสลับการใช้งานเกิดขึ้นได้สูงในช่วงแรก

ฟานไดจ์ค-โกเมส ถือเป็นคู่กองหลังของหงส์แดงในชุดที่ลงตัวมากที่สุดนับตั้งแต่คลอปป์เข้ามาคุม แต่สถานการณ์ที่ทั้งสองคนเจ็บหนักพักมานาน ก็เปิดโอกาสให้ทั้งมาติป ที่ดูจะฟิตมากกว่าสองคนแรก มีโอกาสสอดแทรกขึ้นมาก่อนในช่วงแรกของฤดูกาล เพราะมีทั้งประสบการณ์ ความเก๋า และจุดเด่นเรื่องการเติมเกมขึ้นไปโหม่ง การพาบอลขึ้นหน้า มาติปทำได้ค่อยข้างดี

นักเตะที่โอกาสน่าจะเยอะที่สุดในสายตาของนักวิเคราะห์ตอนนี้ต้องยกให้ โกนาเต ถึงขนาดมองว่า เขาจะเริ่มเป็นตัวหลักให้หงส์แดงได้ทันทีตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล จากผลงานการเล่นในช่วงปรีซีซั่น ทรงบอล สภาพร่างกาย ทุกอย่างเอื้อให้โกนาเต้ ถูกวางไว้ว่าจะเป็นคู่ขาคนใหม่ของฟานไดจ์คได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่อย่างที่บอก สถานการณ์ตอนนี้มันเอื้อให้เกิดการทดลองสลับคู่ไปก่อน ดังนั้นนักเตะที่ฟิต ร่างกายพร้อมที่สุดย่อมจะได้รับโอกาสก่อน เราไม่รู้ว่าฟานไดจ์ค โกเมส มาติป หรือแม้กระทั่งโกนาเตเองที่เคยมีประวัติมีอาการบาดเจ็บหลายครั้งเมื่อยังอยู่ไลป์ซิก ทั้ง 4 คนใครจะยืนระยะและอยู่รอดปลอดภัยจากอาการบาดเจ็บได้นานกว่ากัน แต่หากตอนนี้ไม่มีอะไรพลิกผัน ฟานไดจ์ค-โกนาเต้ ดูเหมือนจะเป็นคู่เซ็นเตอร์ในฝันของหงส์แดงในตอนนี้

โอกาสทองของซิมิกาส

อาการบาดเจ็บของนักเตะตัวหลักไม่ใช่เรื่องดีของทีมแน่ โดยเฉพาะกับนักเตะที่แอสซิสต์ให้เพื่อนเกิน 10 ลูกต่อปีอย่างโรเบิร์ตสัน ยิ่งเป็นความสูญเสียที่สโมสรไม่อยากเจอแน่นอน ตอนนี้ยังไม่มีใครคนไหนบอกได้ว่า อาการบาดเจ็บของโรเบิร์ตสันนั้นต้องใช้เวลานานเท่าไหร่

แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ซิมิกาส คือนักเตะที่กำลังจะได้รับโอกาสนั้น ผลงานของเขาในเกมปรีซีซั่นเป็นบทพิสูจน์ว่าตัวเขาเองมีศักยภาพที่จะคว้าโอกาสนั้นได้เช่นกัน ผลงานการเล่นที่ยังไม่พบว่ามีจุดไหนที่โรเบิร์ตสันทำได้แล้วเขาเองทำไม่ได้ ทั้งการวิ่งขึ้นลงแบบไม่มีเหนื่อย การเล่นเกมรับในระดับดี เกมรุกก็มีแววให้เห็นว่าอันตรายไม่แพ้กัน

หากเราลองมองย้อนไปในช่วงที่โรเบิร์ตสันเพิ่งเข้ามาอยู่กับทีม เขาเองก็ต้องแข่งขันกับอัลแบร์โต้ โมเรโน่ เช่นกัน การแข่งขันก็สูสีดุเดือดไม่แพ้กัน เพราะช่วงแรกต้องยอมรับว่าผลงานของร็อบโบ้เองก็ยังไม่นิ่ง ไม่สม่ำเสมอ และโดดเด่นมากไปกว่าโมเรโน่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาสามารถสานต่อผลงานได้เรื่อย ๆ จนยึดตัวจริงได้คืออาการบาดเจ็บของโมเรโน่ นั่นเป็นปัจจัยหนึ่ง

สถานะของโรเบิร์ตสันกับโมเรโน่ตอนบาดเจ็บอาจจะต่างกันบ้างตรงที่ โรเบิร์ตสันมีผลงานที่โดดเด่นชัดเจนกว่า ขณะที่โมเรโน่นั้นผลงานกระท่อนกระแท่นและไปทางถูกวิจารณ์มากกว่า ดังนั้นการที่ซิมิกาสจะสอดแทรกถึงขั้นแย่งตำแหน่งตัวจริงจากนักเตะอย่างโรเบิร์ตสันนั้นอาจจะยากไปหน่อย

เพราะโรเบิร์ตสันไม่ใช่แค่เล่นดีเท่านั้น สิ่งที่เขาทำได้และไม่แน่ว่าซิมิกาสจะทำได้หรือเปล่าคือการเล่นเป็นทีมเข้าขากับเพื่อน การ cover ตำแหน่งต่าง ๆ เขาทำได้ดี และโดยเฉพาะการเล่นประสานงานกับแบ็กขวาอย่างอาร์โนล์ดที่ทำให้แบก็ซ้ายขวาของเรามีความพิเศษ

แบ็กสองข้างของหงส์แดงสามารถประสานงานกันได้ในเกมรุกและรับอย่างสอดประสาน กระทั่งมีการแอสซิสต์ให้กันทำประตูอยู่บ่อยครั้ง การวางบอลข้ามจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย การสลับตำแหน่งกันเล่น เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยมากจนเป็นที่ชินตา นี่เป็นเรื่องยากที่ทีมอื่น ๆ จะทำได้ จุดนี้ซิมิกาสอาจต้องเรียนรู้และใช้เวลา แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิด ตอนนี้เขามีโอกาสแล้ว และถ้าคุณคือของจริง ก็ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้มั่น อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าคลอปป์จะปวดหัวเมื่อต้องคิดว่าจะส่งใครลงเล่นดีในตำแหน่งนี้

นอกจากฟาบิญโญ่

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ติอาโก-ฟาบิญญ่-เฮนเดอร์สัน ถูกวางเป็นตัวหลักในแดนกลางชุดนี้ของหงส์แดง และไม่มีใครเถียงว่าหากทั้งสามคนฟิตเต็มร้อย ก็น่าจะยืนเป็นเสาหลักในแดนกลางให้หงส์แดงได้แน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความฟิตและอาการบาดเจ็บจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักเตะอย่างนาบีเกอิตามีโอกาสขึ้นมาทันที

ฟาบิญโญ่ อย่างไรเสียหากไม่เจ็บไม่ป่วย และไม่ต้องลงไปเป็นเซ็นเตอร์จำเป็น เขาจะยืนปักหลักตรงกลางสนามแน่นอน และสถานการณ์ตอนนี้มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หากแต่เมื่อพูดถึงกองกลางซ้าย-ขวา ผมมองว่าโอกาสยังเปิดกว้างให้นักเตะหมายเลข 8 ของทีมอย่างนาบี เกอิตา ไม่น้อย

เฮนเดอร์สันที่เพิ่งกลับมาจากการรับใช้ทีมชาติ เขาเพิ่งจะได้ลงเล่นในเกมปรีซีซั่นนัดสุดท้าย เช่นเดียวกับติอาโกเองก็เพิ่งได้ลงเล่นในช่วง 2 เกมเป็นระยะเวลาสั้น ๆ มีโอกาสที่ทั้งสองคน คนใดคนหนึ่งอาจจะต้องค่อน ๆ ลงเล่นเรียกความฟิตกันไปก่อน

คลอปป์เป็นกุนซือที่มักจะเลือกนักเตะที่พร้อมที่สุดลงสนาม โดยเฉพาะในเชิงกายภาพ เขาต้องการนักเตะที่ร่างกายฟิตสมบูรณ์จริง ๆ มีผลการฝึกซ้อมที่เข้าตาลงสนาม นาทีนี้เราก็ยังไม่เห็นว่าใครจะฟิตและลงเล่นต่อเนื่องในช่วงปรีซีซั่นไปมากกว่า นาบี เกอิตาอีกแล้ว

ผลงานของเกอิตาในช่วงปรีซีซั่นสอดคล้องกับแนวทางการเล่นของทีมในปีนี้ที่ทีมต้องการกลับไปหาการไล่เพรสแดนบนที่เข้มข้นอีกครั้ง และเกอิตาตอบสนองกับแนวทางนี้ได้เป็นอย่างดี การไล่บอล ไล่เพรส พละกำลัง ความเร็ว น่าจะเป็นจุดเด่นของเขาที่ทำให้เขาอาจจะเบียดทั้งติอาโกและเฮนโด้ในการลงสนามก็เป็นได้ ถ้าไม่เจ็บ ผมเชื่อลึก ๆ ว่าปีนี้เขาจะมีที่ยืนในสนามอย่างแน่นอน

สามประสานที่หลากหลาย

นักเตะในตำแหน่ง 3 ประสานของเราเมื่อฤดูกาลก่อน ฟีร์มิโน่คือคนที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงผลงาน จริง ๆ ต้องบอกว่าในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาถึงจะถูก ผลงานในสนามของเขาไม่พลิ้ว เหมือนที่เขาเคยทำได้ในปีก่อนหน้านั้น แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะหมดความสำคัญลง เขายังจะเป็นตัวเลือกแรกแน่ ๆ หากฟิตและทำผลงานได้ดี

เพียงแต่หากเขามองไปที่ม้านั่งสำรองแล้วเห็นนักเตะอย่าง โชต้า แชมเบอร์เลน และมินามิโนะนั่งรออยู่ เขาจะต้องรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างแน่นอน โชต้า แสดงให้เห็นมาตลอดทั้งซีซั่นแล้วว่าเขาสามารถสร้างความแตกต่างในแนวรุกได้อย่างไร ที่สำคัญคือเขาสามารถสานต่อผลงานนั้นได้ทั้งในทีมชาติและปรีซีซั่นที่ผ่านมา

แชมเบอร์เลนได้รับบทบาทใหม่ในตำแหน่งกองหน้าตัวหลอก และเขาก็แสดงให้เห็นว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ฟีร์มิโน่อาจจะมองหาเพื่อนในการเล่นตรงตำแหน่งนั้น แต่แชมเบอร์เลนต่างออกไป เขาอาจจะหาโอกาสสร้างสรรค์ประตูจากตำแหน่งนั้นได้ดีกว่า

เช่นเดียวกับมินามิโนะ ที่เหมือนได้ร่างเดิมกับมา เพิ่มเติมคือความถึกขึ้น ร่างกายที่มองจากภายนอกก็รู้ว่าแข็งแกร่งขึ้น ความขยันความคล่องตัว เซ็นบอลที่ไว หาพื้นที่เก่ง และสามารถทำประตูได้ดีขึ้น เขาทำให้กองหลังและกองหน้าต้องมองหาเขาทุกครั้งที่ได้บอล

คลื่นลูกใหม่ที่รอโอกาสอย่างเอเลียต ที่ถูกอัพเกรดให้สามารถถอยมาเล่นตรงกลางสนามได้ ไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะถูกปรับตำแหน่งใหม่ไปเลย แต่มันหมายถึงว่า ในฐานะนักเตะที่เล่นปีกตัวรุก เมื่อถอยลงมาเล่นเป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมบอล มันจะทำให้เขาสามารถพัฒนาการเล่นปีกของตัวเองได้ เขาจะเข้าใจมุมมองของแดนกลางที่กว้างขึ้น จังหวะไหนที่นักเตะแดนกลางต้องการให้ปีกทำอะไร นั่นจะส่งผลโดยตรงต่อการเล่นของเขาในอนาคต

สามประสานของหงส์แดงชุดที่ดีที่สุดแบบไม่ต้องเถียงกันคือ ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน แน่นอน แต่ถามว่า ณ วันนี้ จำเป็นหรือไม่ที่ลิเวอร์พูลต้องใช้ชุดนี้เท่านั้น คำตอบอาจจะยืดหยุ่นมากกว่าเดิม และคำถามที่สำคัญที่พอจะทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ที่หลากหลายคือ หากนักเตะทั้งสามคนใดคนหนึ่งทำผลงานได้ไม่ดีพอ นักเตะที่เหลือสามารถทดแทนได้หรือไม่ ณ วันนี้คำตอบมันไม่ใช่ชุดเดิมอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น และอาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ก็เป็นได้