5 แนวทางเกมรุกที่น่าสนใจของลิเวอร์พูลในเกมกับนอริช

เกมส์ที่หงส์แดงบุกไปชนะนอริชได้ 0-3 นั้นแม้จะชนะเยอะ เก็บสามแต้มพร้อมคลีนชีตได้ แต่มีหลายคนคอมเมนท์ว่าประตูที่ได้แต่ละประตูนั้นไม่ได้มาจากการประสานงานหรือเข้าทำที่เต็มร้อยเท่าไหร่ อย่างลูกแรกที่ได้ก็มาจากการที่ซาลาห์จับบอลพลาดแล้วมาเข้าทางโชตา ประตูที่สองก็มาจากการที่มาเน่ยิงติดบลอ็กแล้วซาลาห์ตามไปเก็บ ส่วนประตูที่สามก็มาจากการเตะมุมที่กองหลังสกัดไม่ขาด

กับข้อวิจารณ์นี้ผมเห็นด้วยแบบครึ่ง ๆ ครับ จริงอยู่ว่าแต่ละประตูที่ได้มันไม่ได้มาจากการประสานงานแบบโอเพ่นเพลย์ที่เต็มร้อย แต่จะบอกว่าไม่ได้มาจากการประสานงานหรือรูปแบบการเล่นเกมรุก แท็กติกที่วางไว้คงไม่ใช่ พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ได้มาเพราะฟลุ๊ค

ดังนั้นวันนี้ผมเลยลองกลับมาดูเกมนี้อีกรอบ พร้อมกับนั่งดูแนวทางการเล่นเกมรุกของลิเวอร์พูลในเกมนี้ว่า เล่นเกมรุกกันอย่างไรบ้าง และประตูที่ได้นั้นมาจากแนวทางการเล่นเกมรุกไหนบ้าง ซึ่งทั้งหมดผมรวบรวมมาให้ 5 แนวทางที่เด่น ๆ ในเกมนี้ แน่นอนว่าในเชิงลึกจริง ๆ มีแต่โค้ช ทีมงานและนักเตะเท่านั้นที่รู้ ดังนั้นนี่จึงเป็นมุมมองหนึ่งจากคนดูเท่านั้น

จังหวะเติมและซ้อน

ในเชิงเทคนิกผมไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าว่ากลยุทธ์อะไร แต่มันน่าสังเกตว่าปกติลิเวอร์พูลจะเป็นบอลเข้าทำจังหวะเดียว โดยเฉพาะจากลูกเปิดด้านข้าง เช่น อาร์โนล์ดลากไปทางริมเส้นแล้วเปิดมาให้ตัวเป้าหมายเข้าชาร์ตทำประตูเลย นี่คือแนวทางปกติที่เราคุ้นชินตา

แต่เมื่อคืนมีจังหวะหนึ่งในนาทีที่ 5 กว่า ๆ เทรนท์อาร์โนล์ดได้บอลทางฝั่งขวาแล้วลากตะลุยขึ้นมาก่อนจะเปิดบอลไปให้มาเน่ ก่อนที่มาเน่จะวิ่งไปโหม่งแล้วบอลเลยไปถึงซิมิกาสที่วิ่งสอดขึ้นมาทางฝั่งซ้ายก่อนจะลองซัดดู แล้วไปติดกองหลังของนอริช

จังหวะนี้ผมมองดูด้วยความสงสัยว่ามาเน่แค่จะโหม่งเพื่อรับบอลแล้วดันพลาด บอลเลยหัวมาถึงซิมิกาส หรือมาเน่ตั้งใจโหม่งชงให้เพื่อนที่จะตามขึ้นมาเติมกันแน่ เพราะถ้าเป็นอย่างแรกจังหวะนี้ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก แต่หากเป็นจังหวะที่สอง แสดงว่านี่เป็นการเข้าทำที่มีการฝึกซ้อมและเตรียมการมาเป็นอย่างดี

และคำตอบก็คือเป็นอย่างที่สอง จากการย้อนดูหลาย ๆ รอบจึงได้เห็นว่ามาเน่นั้นตั้งใจโหม่งชงให้ซิมิกาสวิ่งเติมขึ้นมา เพราะท่าทางการโหม่งและหลังจากโหม่งมาเน่รีบหันมาดูว่าบอลถึงซิมิกาสหรือไม่ ทั้งที่ก่อนอาร์โนล์ดจะเปิดมาเน่ยังไม่ได้เหลียวมองซิมิกาสด้วยซ้ำ นี่แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการเข้าทำแบบนี้เราอาจจะเห็นบ่อยขึ้นในปีนี้

บอลไดเรกจากกองหลัง

นี่เป็นรูปแบบการเล่นที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว ในช่วง 2 ฤดูกาลก่อนหน้าหรือนับตั้งแต่ฟานไดจ์คเข้ามาอยู่ในทีมของเรา เขามีบทบาทอย่างมากในการเล่นเกมรุกตั้งแต่แดนหลังของเราด้วยการวางบอลยาวแบบไดเรกที่มีลักษณะของการพุ่งแรงและตรงตัวกองหน้าเพื่อพักบอลหรือเล่นเกมรุกต่อเนื่องได้เลย หรือบางครั้งก็เป็นการวางบอลแบบทะแยงมุมไปให้แบ็กขวาอย่างอาร์โนล์ดหรือซาลาห์วิ่งตัดหลัง

ในเกมนี้ผมนั้งนับดูแล้วว่าฟานไดจ์คเปิดบอลลักษณะนี้กี่ครั้ง คำตอบคือ 4 ครั้ง และทุกครั้งต้องถือว่าเข้าเป้า ตรงเป้าหมาย แต่ที่หายไปอาจจะเป็นเรื่องของน้ำหนักบอลที่ดูจะไม่หนักแน่น พุ่ง เหมือนตอนเขาท็อฟฟอร์ม

ที่สำคัญคือตอนนี้ไม่ใช่แค่ฟานไดจ์คเท่านั้นที่วางบอลอะไรแบบนี้จากแดนหลังแม้แต่โจเอล มาติป ก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้กัน ในนาทีที่ 35 มาติปได้บอลอยู่บริเวณเลยครึ่งสนามมา เขาบรรจงเปิดบอลยาวเร็วพุ่งไปหามาเน่ ก่อนที่มาเน่จะจับบอลแล้วเล่นเกมรุกต่อได้ทันที

แม้ว่ารูปแบบการเข้าทำนี้จะยังไม่สามารถสร้างโอกาสการทำประตูให้หงส์แดงเลยในเกมนี้ แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ามิติการเล่นเกมรุกแบบที่เราคุ้นเคยกลับมาแล้ว และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม การกลับมาของฟานไดจ์คจึงสำคัญกับเกมของหงส์แดงอย่างมาก

บอลตามช่องยังอันตราย

นี่ก็เป็นอีกรูปแบบการเล่นเกมรุกของหงส์แดงที่หากวันไหนเข้าฟัก เท้าฟอร์ม การประสานงานกันจะไหลลื่นเป็นพิเศษ และจะทรงพลังอย่างมากในการทำประตูคู่แข่ง เพราะหากทะลุช่องทะลุแนวไปได้ ส่วนมากมักจะหมายถึงการได้ดวลเดียวกับผู้รักษาประตู

ในเกมนี้มีจังหวะหนึ่ง ที่ผมมองว่าสวยงามและน่าสนใจ แม้จะไม่ได้นำมาซึ่งประตูก็ตาม จังหวะนี้เกิดขึ้นในนาทีที่ 16 เป็นการประสานงานเล่นตามช่องระหว่างมาเน่กับซาลาห์ ในท่ามกลางวงล้อมของนักเตะนอริชถึง 6-7 คน

ในจังหวะนี้เราจะเห็นการเคลื่อนที่เพื่อรับส่งบอลของทั้งสองคนที่ไหลลื่น เริ่มจากมาเน่ที่ได้บอลบริเวณหน้าหัวกะโหลก โดยมีนักเตะนอริชเข้าหา 2 คน ซาลาห์จึงขยับมาหาช่องก่อนที่มาเน่จะส่งบอลให้ซาลาห์ จังหวะนั้นก็มีนักเตะนอริชกว่า 5 คนรุมล้อมซาลาห์ ก่อนที่ซาลาห์จะรีบผ่านบอลให้มาเน่ที่รีบวิ่งไปในกรอบเขตโทษ

ทันทีที่มาเน่ได้รับบอล เขาก็ตอกส้นกลับคืนหลังมา โดยหวังว่าซาลาห์จะวิ่งตามมาอีก แต่จังหวะนี้ก็จบตรงนี้เพราะซาลาห์ลงไปไม่ทัน และมาเน่เองก็ตอกส้นมาติดกองหลังของนอริช แต่ 4 จังหวะ one touch และการหาช่องของทั้งสองคนก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมาก แน่นอนว่าจังหวะแบบนี้เราจะเห็นเรื่อย ๆ ในปีนี้แน่นอน

ทีเด็ดโชตา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านักเตะอย่างโชต้านั้นเข้ามามีอิทธิพลกับรูปแบบการเล่นเกมรุกของลิเวอร์พูลไปแล้ว และต้องบอกด้วยว่าลักษณะและสไตล์การเล่นของเขามันเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เด่นชัดไปแล้ว จนเราอาจจะกล่าวได้ว่า โชตาเป็นอีกหนึ่งแนวทางการเล่นเกมรุกที่แตกต่างของหงส์แดง

ในเกมนี้เราจะเห็นว่าโชตาแสดงให้เห็นความแตกต่างในเกมรุกอยู่ 2 อย่างคือ 1 เขามีจมูกที่ไวต่อกลิ่นของลูกบอล การพยายามโฟกัสไปที่ฟุตบอล อ่านจังหวะเกมและพาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในจุดที่ถูกที่ถูกเวลา เป็นจุดเด่นของเขา นอกจากจะอยู่ถูกที่ถูกเวลาแล้ว การใช้โอกาสไม่เปลือง ความเด็ดขาดในการยิงประตูก็ทำให้เขาน่ากลัวมาในกรอบเขตโทษ

อีกจุดเด่นหนึ่งก็คือดูเหมือนโชตาจะเป็นนักเตะในแนวรุกคนเดียวของเราตอนนี้ที่กล้าจะเลี้ยงบอลตะลุยฝ่านักเตะของคู่แข่ง และทำได้ดีด้วยในหลายจังหวะโดยเฉพาะการโซโลเดี่ยวครึ่งสนามในนาทีที่ 52 ก่อนที่จะถูกแคนท์เวลล์ตัดฟาล์วในจังหวะได้เสีย

สมัยที่ซาลาห์หรือมาเน่มาปีแรกเราก็จะเห็นลักษณะการเล่นเช่นนี้เหมือนกัน คือเป็นนักเตะที่ใช้ความเร็วและไปกับบอลได้ดี ซึ่งตอนนี้มาเน่กับซาลาห์อายุเข้าเลข 3 แล้ว สปีดบอลจึงตกลง และการเข้ามาของโชตาก็ทำให้จังหวะพากองหลังคู่แข่งทัวร์แบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อย ๆแน่

การสวนกลับ 2 ประตู

ย้อนกลับไปที่โจทย์เดิมที่ตั้งไว้แต่แรกว่า ประตูที่หงส์ทำได้ในเกมนี้ฟลุ๊คหรือมาจากรูปแบบการเล่นที่ชัดเจน คำตอบคืออย่างหลัง 2 ประตูแรกที่เกิดขึ้นแม้จังหวะสุดท้ายอาจจะไม่เต็มร้อย เพราะมีจังหวะจับบอลพลาดของซาลาห์กับการยิงติดบล็อกของมาเน่เข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่ทั้งสองประตูนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากระบบการเล่นเดียวกันคือการสวนกลับเร็ว ในจังหวะที่คู่แข่งกำลังทำเกมบุกเข้าหาแล้วเสียการครองบอลให้เรา

ประตูแรกมาจากจังหวะที่นอริชตั้งเกมมาทางฝั่งซ้ายของเรา มีจังหวะที่ฟานไดจ์คปะทะกับปุกกีแต่ไม่ฟาล์ว จากนั้นลิเวอร์พูลก็เริ่มเกมสวนกลับทันทีคือฟานไดจ์คจ่ายบอลให้มิลเนอร์ที่ลงมารับบอล ก่อนที่มิลเนอร์จะออกบอลยาวไปทางอาร์โนล์ดในพื้นที่ว่าง อาร์โนล์ดควบบอลไปสองจังหวะก่อนจะเปิดบอลเข้ามาให้ซาลาห์ จับบอลพลาดจนหลุดมาถึงโชตารวมแล้วจังหวะนี้ใช้การต่อบอลเพียง 4 จังหวะ จากนักเตะ 4 คนเท่านั้น

ประตูที่สองก็เช่นกัน นอริชกำลังตั้งเกมขึ้นมาในแดนของเราแล้วพลาดเสียการครองบอลบริเวณหน้ากรอบเขตโทษของเราจากซิมิกาสดักบอลแทงทะลุช่องของนอริชได้ ก่อนจะจ่ายให้เกอิตาแต่บอลติดเท่าผู้เล่นนอริช ยังดีที่บอลมาเข้าทางฟานไดจ์คและรีบส่งต่อให้เกอิตาทันที

จากนั้นเกอิตารีบออกบอลให้มิลเนอร์ มิลเนอร์รีบออกบอลริมเส้นให้ฟีร์มิโน่เลี้ยงจี้ไป 2 จังหวะ แล้วส่งบอลให้มาเน่ที่เติมมาตรงกลาง มาเน่ลากมาถึงกรอบเขตโทษก่อนจะล็อก 1 ทีแล้วยิงติดบล็อกกองหลัง แต่บอลยังมาเข้าทางซาลาห์ ก่อนจะไหลให้ฟีร์มิโน่ที่วิ่งเติมมาที่เสาไกล ยิงเข้าไปแบบโล่ง ๆ จังหวะนี้จากซิมิกาสดักบอลได้มาถึงการทำประตูใช้เวลาไป19 วินาที ต่อบอลเพียง 8 ครั้งเท่านั้น

ทั้งสองประตูนี้แสดงให้เห็นถึงการเล่นเกมสวนกลับที่ยังมีประสิทธิภาพสูงของหงส์แดง ที่จริงเกมนี้ยังมีจังหวะสวนกลับที่สวย ๆ อีกหลายจังหวะ อย่างเช่นในนาทีที่ 71 กับ 72 เป็นสองจังหวะติดต่อกันที่ลิเวอร์พูลแย่งบอลได้ตรงกลางสนาม ตอนนั้นกองหลังนอริชดันขึ้นสูงมาก เป็นฟีร์มิโน่ มาเน่ ซาลาห์คอนเน็คชั่น น่าเสียดายที่จังหวะที่มาเน่พยายามแทงทะลุให้ซาลาห์ทั้งสองจังหวะไม่ผ่านกองหลังของนอริช