5 สิ่งที่หงส์แดงพัฒนาขึ้นจากปีที่แล้วอย่างชัดเจน

ผลงาน 5 เกมเก็บได้ 13 แต้ม เสียแค่ 1 ประตูและทำไปได้ถึง 12 ประตู จนทะยานขึ้นเป็นจ่าฝูงร่วมกับเชลซี แบบหล่อ ๆ อยู่ในขณะนี้ ที่ว่าหล่อ ๆ เพราะอย่าลืมว่าปีนี้หงส์แดงเสริมทัพได้ขัดใจแฟนบอลและกูรูทั่วโลก ผลงานที่ออกมาจึงทำให้ทีมที่เสริมทัพแบบจัดหนักทั้งจากฝั่งเมืองแมนเชสเตอร์และเมืองหลวงอาจมีมองค้อนบ้าง

อะไรทำให้หงส์แดงกลับมาทำผลงานได้น่าเกรงขามแบบนี้ทั้งที่ปีที่แล้วพวกเขาสั่งสมปัญหาไว้มาก วันนี้เราจะมาชวนเจาะลึกวิเคราะห์ในแต่ละแง่มุมว่าลิเวอร์พูลพัฒนาตัวเองขึ้นมากในด้านใดบ้าง จากมุมมองของผมเองเห็นว่ามีอยู่ 5 สิ่งที่หงส์แดงพัฒนาขึ้นมากจากปีก่อน

การเพรสซิ่งที่ดุดัน

จังหวะไล่บอลของเอเลียตต์

นี่คือสิ่งปกติที่ขาดหายไปเมื่อปีที่แล้ว อันที่จริงแนวโน้มการเพรสซิ่งของหงส์แดงมันเปลี่ยนแปลงมาเสมอ แต่จุดเปลี่ยนจริง ๆ คือปีที่เราได้รองแชมป์ ปีนั้นคลอปป์ปรับวิธีการเพรสแบบไม่ได้เดือดพล่านเช่นเคย แต่ไล่เป็นบางช่วง เพรสเป็นบางแดน และเน้นการครองบอลไว้กับตัวให้มาก ซึ่งได้ผลดีมาก จนปีต่อมาหงส์แดงได้แชมป์ก็ด้วยการปรับวิธีการเล่นเพื่อถนอมพละกำลังของนักเตะ

แต่ปีที่แล้วลิเวอร์พูลเจอปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหนัก และนักเตะหลายตำแหน่งทำผลงานไม่ดี ส่งผลต่อรูปแบบการเล่นเกมเพรสซิ่งที่เคยมีประสิทธิผลมาตลอดลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลายจังหวะหงส์แดงโดนแก้เกมเพรสซิ่งได้แบบง่าย ๆ นี่จึงเป็นโจทย์ที่ชัดเจนของคลอปป์และทีมงานที่จะนำเอาพื้นฐาน และหัวใจของทีมกลับมาอีกครั้งในปีนี้

ออกแบบการปรีซีซั่นเพื่อกู้คืนการเพรสซิ่ง

ด้วยการวางแผนการซ้อมในช่วงปรีซีซั่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อการกู้คืนสไตล์เพรสซิ่งของทีมกลับคืนมาโดยเฉพาะ นอกจากนั้นการได้นักเตะพลังหนุ่มหมุนเวียนเข้ามาในทีมทั้งโจต้า โจนส์ เอเลียตต์ เกอิตา ก็ช่วยให้การเพรสของหงส์แดงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

พัฒนาการจากปีที่แล้วที่เห็นได้ชัดคือ นักเตะหงส์แดงไล่บอลไม่มีหมด และเข้าไล่เป็นทีมเป็นระบบมากขึ้นกว่าปีที่แล้วที่เราเห็นหลายจังหวะนักเตะก็ปล่อยเกียร์ว่าง หรือไล่แต่ไม่เป็นระบบมากเหมือนปีนี้  อย่างที่สองคือชีวิตชีวาในการเล่นเกมเพรสซิ่ง ที่นักเตะตื่นตัวกันมาก อาจจะเพราะปีนี้ตำแหน่งต่าง ๆ พอจะมีพื้นที่ให้แย่งชิงกัน นักเตะเลยลงเล่นเต็มที่ทุกเกม

เกมรุกที่หวังผลได้

เกมรุกน่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนกังวลใจมากที่สุดก่อนเปิดฤดูกาล ยิ่งหงส์ไม่เสริมใครมาเลยในเกมรุกยิ่งทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่าปัญหาของปีที่แล้วคือหงส์แดงเล่นเกมรุกได้แย่มาก ใช้โอกาสเปลือง และหลายคนมองว่า ช่วงพีคของ 3 ประสานนั้นกำลังเป็นขาลงมากกว่า

แต่สิ่งที่ปรากฏในปีนี้คือ หงส์แดงเป็นทีมที่สร้างโอกาสทำประตูมากที่สุด 125 ครั้ง มากกว่าแมนซิตี้ 25 ครั้ง ยิงตรงกรอบมากที่สุด 43 ครั้ง มากกว่าแมนยู 11 ครั้ง และทำได้ 12 ประตู น้อยกว่าแมนยูแค่ 1 ลูก มีค่าเฉลี่ยสร้างโอกาสการยิงมากถึง 25 ครั้งต่อเกม

ซาลาห์กับมาเน่สองในสามประสานที่หลายคนมองว่าฟอร์มกำลังจะตก และยิ่งฟีร์มิโน่ฟอร์มไม่ค่อยดี ก็อาจจะส่งผลกระทบกับทั้งสองคน กลายเป็นว่าช่วยกันทำประตูให้หงส์แดงเป็นกอบเป็นกำ ซาลาห์ทำไป 4 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ในลีก ส่วนมเน่ก็ทำไป 3 ประตู รวมแล้วแค่สองคนนี้ก็มีส่วนร่วมกับ 9 ประตูให้หงส์แดง มาเน่ยังเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสยิงต่อเกมมากที่สุดในลีกถึง 4.8 ครั้งต่อเกมด้วย

ทั้งสองคนแก้จุดบอดของตัวเองจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของทีมเวิร์ค โดยเฉพาะในจังหวะสุดท้ายที่บางจังหวะการเลือกจ่ายให้เพื่อนนั้นเป็นโอกาสที่ดีกว่าแต่ทั้งสองกลับไม่ค่อยทำ ปีนี้จุดนี้หายไปเยอะ ในแต่ละเกมทั้งสองเล่นเพื่อทีม และประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้ดีขึ้น

แดนกลางที่หลากหลาย

น่าเสียดายที่เอเลียตต์น่าจะพลาดการลงเล่นในซีซั่นนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นกองกลางของหงส์แดงจะมีตัวเลือกและมิติที่ลึกกว่านี้อีกมาก แต่เอาเฉพาะเท่าที่เรามีตอนนี้ ผ่านมา 5 เกมในลีก เราสามารถพูดได้ว่าแดนกลางของเราไม่เป็นรองใครในลีกเลย

ติอาโกกลับมาฟิตและทำผลงานได้น่าประทับใจ เป็นหัวใจของเกมที่ทำให้การเคลื่อนบอล จังหวะบอลของหงส์แดงสมูทขึ้น แม้ตอนนี้จะบาดเจ็บแต่ไม่หนักมาก ฟาบิญโญ่กับเฮนเดอร์สันกลับมาเป็นตัวหลักของทีมได้เร็ว ในส่วนของฟาบิญโญ่นั้นทำให้แดนกลางแข็งแกร่งมาก คุมแดนกลางได้เด็ดขาด เขาเป็นนักเตะที่ดักบอลจากคู่แข่งได้มากที่สุดในทีม

เฮนเดอร์สันต่อยอดผลงานการเล่นที่ดีขึ้นของตัวเองจากช่วง 2 ปีหลังได้ดี การเติมเกมรุกที่ดุดันมากขึ้น การวางบอลยาว การเล่นแบบเน้นชัวร์ การเป็นคนที่ทำงานหนัก การมีเขาอยู่ในสนาม มันเพิ่มพลังบวกให้กับทีมได้มาก

อีกหนึ่งคนที่ต้องได้รับคำชื่นชมคือนาบี เกอิตา ที่ปีนี้หากไม่มีอะไรมาขัดลาภอีก น่าจะเป็นปีแจ้งเกิดของเจ้าตัวกับทีมหงส์แดงแบบเต็มตัวสักที ผลงานทุกเกมที่เขาได้ลงเล่นนั้นถือว่าโดดเด่นมาก โดยเฉพาะการแท็กเกิลแย่งบอลที่เขาทำได้มากที่สุดในทีม 10 ครั้ง แถมเพิ่งปลดล็อกการยิงไกลไปหมาด ๆ เป็นอีกหนึ่งคนที่น่าจับตามองผลงานในปีนี้มาก

ปีนี้กองกลางของหงส์แดงมีมิติของการยิงไกลเข้ามามากขึ้น เหมือนจะเป็นสิ่งที่คลอปป์ตั้งใจใส่ลงไปในรายละเอียดของเกม เพื่อแก้ปัญหาการเจาะเกมรับคู่แข่งทีถอยลงต่ำบ้าง นักเตะอย่างเฮนเดอร์สัน เกอิตา ฟาบิญโญ่ ต่างช่วยกันตะบันไกลทุกครั้งที่มีโอกาสถือเป็นอีก 1 อาวุธเด็ดในปีนี้ของหงส์แดง

การกลับมาของฟานไดจ์คและเซอร์ไพร์สฟอร์มมาติป

หากจะบอกว่าอะไรที่สร้างอิมแพ็คต่อทีมมากที่สุด ก็อาจกล่าวได้ว่าการกลับมาเป็นตัวหลักของทีมของฟานไดจ์ค นี่แหละ เป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุด 4 คลีนชีตจาก 5 เกมเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดี และอย่างที่รู้ฟานไดจ์คไม่ได้สำคัญแค่เกมรับแต่เขาคือหัวใจของทีม

ทั้งการผ่านบอลมากที่สุดในทีม 342 ครั้ง ชนะดวลกลางอากาศมากที่สุดในทีม 19 ครั้ง การสกัดบอลได้มากถึง 21 ครั้ง นี่เป็นการบ่งบอกว่าเขาคือแกนหลักของทีมอย่างแท้จริง ยังไม่นับเรื่องการวางบอลยาวอันเป็นเอกลักษณ์และการเติมเกมรุกในการใช้ลูกตั้งเตะอีกที่เขาสร้างความกดดันให้คู่แข่งได้ ลิเวอร์พูลสามารถทำประตูที่เกี่ยวเนื่องกับลูกตั้งเตะมากถึง 6 ประตูในฤดูกาลนี้ ก็มาจากฟานไดจ์คที่ยืนปักหลักสร้างความกดดันให้คู่แข่ง

การกลับมาของฟานไดจ์คว่าอิมแพ็คแล้ว ฟอร์มการเล่นของมาติปปีนี้ก็ถือว่าพีคมาก เขาเบียดทั้งโจ โกเมส อดีตคู่หูฟานไดจ์ โกนาเต กองหลังค่าตัวแพง ขึ้นมายืนคู่กับฟานไดจ์คได้เหนียวแน่น บางเกมเขาโดดเด่นกว่าฟานไดจ์คแบบไร้ที่ติ การพาบอลขึ้นหน้าก็เป็นจุดเด่นของเขามาแต่ไหนแต่ไร แต่มันมามีประสิทธิภาพที่ดีมากในฤดูกาลนี้ ยิ่งสถิติการยืนคู่กับฟานไดจ์คแล้วไม่เคยแพ้ ก็ยิ่งการันตีว่า ปีนี้หากไม่เจ็บ เราจะเห็นกำแพงเหล็กของหงส์แดงทำงานร่วมกันยาว ๆ แน่

ซิมิกาสส่วนเติมเต็มที่สำคัญ

นี่เป็นสิ่งที่เหนือคาดกว่าเรื่องใด ๆ ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา เพราะทุกเรื่องเราเคยเห็นมาแล้ว และแทบจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่สิ่งที่ใหม่จริง ๆ ของฤดูกาลนี้คือ การที่ซิมิกาสแบ็กซ้ายก้าวขึ้นมาเป็น 1 ในตัวหลักของทีมและสร้างความแตกต่างให้ทีมอย่างมาก ลูกครอสและลูกเปิดเตะมุมของเขาสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้ทีมได้เสมอ

จากเดิมที่เราคิดว่าในตำแหน่งแบ็กซ้ายคงหานักเตะจะมาทาบรัศมีของร็อบโบ้ได้ยาก เพราะผลงานที่เขาทำไว้หลายปีมันพีคมาก แต่กลายเป็นว่าซิมิกาสทำได้ เขาเขย่าบัลลังค์ของร็อบโบ้ได้แบบน่าสนใจ ปีนี้เขาลงเล่นเป็นตัวจริงในลีก 3 เกมเป็นสำรองอีก 1 เกม ขณะที่ร็อบโบ้เป็นตัวจริง 2 เกม

เมื่อเทียบผลงานแล้วซิมิกาสโดดเด่นกว่าร็อบโบ้ทั้งเกมรุกและเกมรับ เกมรับนั้นซิมิกาสแท็กเกิลเฉลี่ย 2.3 ครั้งต่อเกม รวมแล้ว 9 ครั้ง เป็นรองแค่เกอิตา ขณะที่โรเบิร์ตสันทำได้แค่ 1 ครั้ง ในแง่ของเกมรุกแม้การเล่นร่วมกับเพื่อนอาจจะยังดูเป็นรองร็อบโบ้ แต่ยามใดที่ต้องเติมเกมรุกเขาทำได้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะลูกครอสที่เฉลี่ยแล้วทำได้ 2.8 ครั้งต่อเกม ร็อบโบ้ 1.5 ครั้ง และอย่างทีบอกการเปิดลูกเตะมุมของเขาตอนนี้กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้เขาดูโดดเด่นกว่าร็อบโบ้แล้ว

ทั้งหมดคือ 5 พัฒนาการของหงส์แดงในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ต้องบอกว่าทั้งหมดนี้เราต้องยกเครดิตให้คลอปป์ที่ทำงานหนักเพื่อให้เกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ หากไม่ใช่เขา ผมเชื่อว่าทีมหงส์แดงในสภาพนี้อาจจะมาไม่ไกลแบบนี้