เชิงลึกลูกหนัง: 4 เหตุผลที่ทำให้เกมรุกหงส์แดงดูเหมือนจะแกร่งขึ้น

ลิเวอร์พูลกำลังทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ แทบจะทุกรายการที่ลงเล่นอยู่ในตอนนี้ ในพรีเมียร์ลีกพวกเขานำเดี่ยวเป็นจ่าฝูงอยู่ที่ 14 แต้ม ขณะที่ในลีกคัพพวกขาก็ใช้ชุดเด็กผ่านเข้ารอบต่อไปที่สำคัญคือผ่านไปเจอกับทีมระดับแชมเปียนส์ชิปอย่างเปรสตัน ขณะที่ในเวทียุโรปพวกเขาก็ชนะ 2 เกมรวด คว้า 6 คะแนนเต็มนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม โอกาสเข้ารอบสดใส

สิ่งหนึ่งที่ผู้คนพูดถึงคือ เกมรุก ของหงส์แดงที่มาแรงมากในช่วงหลัง โดยเฉพาะช่วง 6 เกมหลังสุดที่ยิงประตูคู่แข่งไม่เคยต่ำกว่า 3 ลูก ไล่ตั้งแต่ ชนะลีดส์ 0-3 มาจนถึงการบุกไปถล่มปอร์โต 1-5 ในเวทียุโรปที่ผ่านมา อันที่จริงหากดูทุกเกมที่หงส์แดงลงเล่นไปแล้ว 9 เกม มีเพียงเกมที่ชนะเบิร์นลีย์ 2-0 กับเสมอเชลซี 1-1 เท่านั้นที่ยิงต่ำกว่า 3 ลูก

เกมรุกหงส์แดงดีขึ้นจริงหรือ

เมื่อเรามองในแง่ของจำนวนประตูที่เกิดขึ้น ลิเวอร์พูลทำได้ไม่แตกต่างจากปีที่แล้วเลย ในลีกพวกเขาทำไป 15 ประตูเท่ากันหลังผ่านไป 6 เกม ในลีกคัพพวกเขาถล่มคู่แข้งลินคอล์นไปถึง 2-7 ส่วนในเวทียุโรปก็ชนะ 2 เกมติดกับมิดทิจ์ลแลนด์และอตาลันตา หากนับจำนวนเกม 9 เกมเท่ากัน ปีที่แล้วหงส์แดงทำไป 25 ประตู และปีนี้ก็ทำไป 25 ประตูเท่ากันเปะ ๆ ในแง่ของการทำประตูจริง ๆ ตัวเลขมันจึงบอกชัดว่าเกมรุกของหงส์แดงนั้นถือว่าอยู่ในมาตรฐาน

ในแง่ของผู้เล่นที่ทำประตูได้ ซาลาห์ มาเน่ ยังเป็น 2 ตัวหลักที่มีส่วนร่วมกับประตูของหงส์แดง หลังผ่านไป 6 เกมลีก ปีที่แล้วซาลาห์ทำไป 6 ประตู มาเน่ 5 ประตู และโชต้าอีก 2 ประตู ทั้งสามคนยังเป็นกำลังหลักของปีนี้เหมือนเดิม กับจำนวนการทำประตูที่อยู่ในเกณฑ์เดิม คือซาลาห์ 5 มาเน่กับโชต้าคนละ 3 ประตู

ฉะนั้นในแง่ของจำนวนประตูและผู้เล่นหลักในเกมรุกทุกอย่างแทบจะเหมือนเดิมทุกประการ หากนับเอาผลลัพธ์จำนวนประตูมาวัดกันจึงไม่อาจพูดได้ว่าเกมรุกของหงส์แดงแกร่งขึ้นหรือดีขึ้นกว่าปีที่แล้วก็คงไม่ถนัดปากมากนัก แล้วอะไรที่ทำให้ดูเหมือนว่าเกมรุกของหงส์แดงปีนี้มันช่างสะเด่าเหลือเกิน ผมคิดว่าเหตุผลมันมาจากปัจจัยแวดล้อมอย่างน้อยก็ 4 เหตุผลที่ผมกำลังจะกล่าวถึง

เกมรับหงส์แดงแกร่งขึ้น

ในจำนวน 15 ประตูเท่ากันของทั้งสองฤดูกาลในลีกนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ต่างกันลิบลับคือจำนวนประตูที่เสีย ฤดูกาลก่อนหงส์แดงเสียประตูไปถึง 14 ประตู ในช่วง 6 เกมแรก และเก็บคลีนชีตได้เพียง 1 เกมคือเกมที่สองที่บุกไปชนะเชลซี 0-2 นอกนั้นเสียประตูทุกเกม มีเกมหนึ่งที่แพ้วิลล่าถึง 7-2 ขณะที่ฤดูกาลนี้ หงส์แดงเสียไปเพียง 4 ประตู โดยที่ 3 ประตูที่เสียคือเกมล่าสุดกับเบรนท์ฟอร์ด ก่อนหน้านั้น 5 เกมเสียเพียง 1 ประตูกับเชลซี ที่เหลืออีก 4 เกมหงส์แดงเก็บคลีนชีตได้ทั้งหมด

บางคนอาจมองว่าเพราะฟานไดจ์คกลับมา อันที่จริงก็มีส่วนแต่อย่าลืมว่าผมเปรียบเทียบกับช่วง 6 เกมแรกของฤดูกาลก่อนที่ฟานไดจ์คยังลงตัวจริงให้หงส์แดงถึงเกมที่ 5 กับเอฟเวอร์ตัน และที่จริงหลังจากเสียฟานไดจ์คไป ลิเวอร์พูลก็ยังประคองไม่แพ้ได้ติดต่อกันถึง 12 เกม

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องยอมรับคือ เกมรับของหงส์แดงปีที่แล้วมันย่อหย่อนมาตั้งแต่ช่วงเปิดฤดูกาล ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบชัด ๆ ให้เห็นว่าเกมรับหงส์แดงปีนี้ดีขึ้นอย่างไร ก็ต้องเทียบเกมรับของหงส์แดงในปีทีได้แชมป์ ปีนั้นหงส์แดงชนะรวด 6 เกม และเสียประตูไป 5 ประตู ทำประตูไป 17 ลูก แต่ก็เก็บคลีนชีตได้เพียง 1 ปีนี้เก็บได้ถึง 4 จาก 6 เกม

ดังนั้นถ้าจะบอกว่าตอนนี้เกมรับของหงส์แดงทำผลงานได้ดีขึ้นจนมีส่วนทำให้ประตูที่ทำได้แต่ละประตูของหงส์แดงมีคุณค่ามากขึ้น และไม่เสียเปล่าก็พูดได้เต็มปากเต็มคำ การกลับมาของฟานไดจ์ค ที่บวกกับกำลังสนับสนุนในตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่ปีนี้ดูดีกว่าหลายปีมาก มีทั้ง โกเมส มาติป  โกนาเต และ แนท คอยสนับสนุน และอลิสซงเองก็กลับมาท็อปฟอร์มการเซฟได้ดี เกมรับที่ดีจึงทำให้เกมรุกดูดีขึ้นไปด้วย นี่เป็นสาเหตุข้อแรกเลยที่ทำให้เกมรุกของหงส์แดงดูดีขึ้นในปีนี้

ความดุดันที่เพิ่มขึ้น

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ลองนึกถึงเชลซีในยุคมูรินโญ่ที่ชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ 3-0 แต่เน้นเกมรับทั้งเกม มีโอกาสทำประตูแค่ 5 ครั้ง กับ ลิเวอร์พูลชนะคู่แข่ง 1-0 แต่ไล่บี้คู่แข่งทั้งเกมมีโอกาสทำประตู 25 ครั้งต่อเกม ความรู้สึกถึงชัยชนะมันแตกต่างกันแน่นอน

สามฤดูกาลก่อน เริ่มตั้งแต่ฤดูกาลที่หงส์แดงได้รองแชมป์ ได้แชมป์ และปีที่แล้วที่ได้อันดับ 3 ต้องบอกว่า ‘ความดุดัน’ ของเกมเราลดลงอย่างมีนัย อาจจะเพราะต้องถนอมแรงนักเตะไว้เล่นตลอดซีซั่นจึงต้องลดความดุดันในการไล่บี้ลงบ้าง ซึ่งผลสุดท้ายมันมีแรงเฉื่อยตามมาให้เห็นในฤดูกาลที่แล้ว ผลจากการไม่ได้วิ่งไล่แบบที่คุ้นเคยมากนัก ทำให้ความ ‘เข้มข้น’ ในเกมของหงส์แดงลดลงจริง

ปีนี้เป้าหมายของหงส์แดงชัดเจนตั้งแต่วางแผนการซ้อมในช่วงปรีซีซั่นแล้วว่าจะต้องดึงเอาความเข้มข้นเหล่านั้นกลับคืนมาให้ได้ และเราก็เห็นประจักษ์ชัดในสนามว่า ปีนี้ลิเวอร์พูล เพิ่มสปีดและความเข้มข้นอย่างมาในการไล่เพรสคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะในแดนหน้าและแดนกลางที่ช่วยกันไล่จนคู่แข่งเล่นบอลยาก เสียบอลเร็ว คล็อปป์นำปรัชญาง่าย ๆ ของทีมกลับมาอีกครั้งคือ ทำยังไงก็ได้ให้บอลอยู่ในความครอบครองของเราให้มากที่สุด

ตัวเล่นเชิงรุกที่หลากหลายขึ้นในปีนี้

ปีที่แล้วนักเตะลิเวอร์พูลเจ็บกันระนาว ไม่ใช่แต่แนวรับ แต่แนวรุกก็เจ็บ โดยเฉพาะในแดนกลางที่พอจะสมทบเกมรุกหงส์แดงได้บ้าง อย่างเกอิตา แชมเบอร์เลน ชากิรี่ ก็พากันเจ็บออดแอด ในแนวรุกโอริกีก็ฟอร์มตกไม่อยู่ในมาตรฐานที่พอจะแบ่งเบาภาระแดนหน้าหงส์แดงได้

ต่างจากปีนี้ที่นักเตะแนวรุกของหงส์แดงเพียบพร้อมมากขึ้น แม้จะไม่ได้ซื้อใครเพิ่มดังที่หลายฝ่ายหวังไว้ก็ตาม แต่บรรดานักเตะที่พอเล่นเกมรุกได้ ปีนี้ต่างโชว์ของทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่เอเลียตช่วงก่อนบาดเจ็บก็โชว์ฟอร์มได้ดี แดนกลางคนอื่น ๆ ปีนี้มีส่วนร่วมกับเกมรุกเยอะขึ้น ทั้งฟาบิญโญ่ที่ปีนี้กลับมาประจำการตำแหน่งเดิมได้ เกอิตา เฮนเดอร์สัน พวกนี้ล้วนมีชื่อเป็นผู้ทำประตูในปีนี้แล้ว

การมาของติอาโก และการที่เคอติส โจนส์เองก็กำลังขยับฟอร์มการเล่นของตัวเองขึ้นมา แสดงให้เห็นตัวเลือกที่หลากหลายในการลงมาสร้างสรรค์เกมมากขึ้น หรือการมาของซิมิกาสก็ทำให้มิติเกมรุกทางฝั่งซ้ายนั้นหลากหลายและอันตรายมากขึ้น อาจจะบอกว่าตอนนี้ขุมสำรองของหงส์แดงเป็นผู้เล่นเชิงรุกซะส่วนใหญ่ และกำลังทำผลงานดีหลายคน พวกเขาสามารถลงมาเพิ่มมิติเกมรุกได้มากขึ้น

การเข้าทำที่หลากหลาย มิติ

หากจะบอกว่าอะไรในเกมรุกของหงส์แดงที่ดีขึ้นและโดดเด่นขึ้นจากปีก่อน ๆ สิ่งหนึ่งที่พอจะบอกได้แน่นอนคือ หงส์แดงมีรูปแบบการเข้าทำที่หลากหลายมากขึ้น ตอนนี้เราสามารถหวังพึ่งการโหม่งของโชต้าได้มากขึ้นในการเข้าทำแบบครอสบอลจากริมเส้น ปีนี้โจต้าทำไป 2 ประตูแล้วจากลูกเปิดด้านซ้ายจากซิมิกาสและด้านขวาจากมิลเนอร์ นี่เป็นรูปแบบการเข้าทำที่เราไม่ค่อยเห็นหรือไม่ค่อยได้หวังผลจากลูกโหม่งแบบโอเพ่นเพลย์มากนัก

การยิงไกลจากแถวสอง ก็เป็นอีกหนึ่งอาวุธเด็ดที่หงส์แดงพร้อมสาดใส่คู่ต่อสู้เช่นกัน ดูเหมือนนักเตะแดนกลางของหงส์แดงปีนี้จะได้รับไฟเขียวให้ตะบันไกลได้แบบไม่ยั้ง เฮนเดอร์สัน ฟาบิญโญ่ เกอิตา และโจนส์ ต่างทำประตูจากแถวสองได้แล้ว ซึ่งแต่ละลูกนั้นก็สวยงามไม่แพ้กัน

ลูกตั้งเตะปีนี้หงส์แดงเองก็ดีขึ้นทั้งจากการมาของฟานไดจ์คและมาติปที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดี ขึ้นมากดดันคู่แข่งได้ แม้จะยังไม่มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรง แต่การมีพวกเขาอยู่ในกรอบเขตโทษก็ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถทำประตูได้จากการตั้งเตะและลูกเตะมุมมาหลายลูกแล้ว ลูกเปิดมุมของซิมิกาสก็ถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่เพิ่มเข้ามาซึ่งสร้างแรงกดดันให้คู่แข่งได้มาก อีกทั้งเราจะเห็นว่าลิเวอร์พูลใช้ลูกสูตรมากขึ้นในการเปิดลูกตั้งเตะเหล่านี้

การเข้าทำทั้งสามอย่างที่ว่า ยังไม่นับรวมฟอร์มที่กลับมาไฉไลของซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ โจต้า ที่ตอนนี้ใครลงก็ทำผลงานได้ดีหมด การต่อสู้แย่งพื้นที่แดนกลางและแบ็กซ้ายก็จะช่วยพลักดันให้นักเตะที่ได้ลงสนามงัดฟอร์มเด่นของตัวเองออกมาช่วยให้ทีมชนะมากขึ้น

โดยภาพรวมของตัวเลขลิเวอร์พูลไม่ได้มีเกมรุกที่ร้อนแรงหรือเหนือกว่าปีก่อน ๆ เลย แต่หากมองในมุมของกลวิธีการเล่น ต้องบอกว่าปีนี้หงส์แดงทำได้แตกต่างและพัฒนาขึ้นจากปีก่อน ๆ มาก มันจะลงตัวและเนียนขึ้นเรื่อย ๆ หากนักเตะไม่มีใครบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก