เรื่องเล่าหลังเกม: เกมกับตราหมีบอกอะไรเราบ้าง

หงส์แดงชนะตราหมีได้เป็นครั้งแรกจากการเจอกันในยุคของคลอปป์หลังก่อนหน้านั้น 2 เกมเป็นฝ่ายแพ้รวด ด้วยการบุกไปชนะตราหมีถึงถิ่น ส่งผลให้หงส์แดงคว้าชัยเป็นเกมที่ 3 รวดในรายการ UCL รอบแบ่งกลุ่ม มี 9 คะแนน ต้องการอีกเพียง 3 แต้มก็จะการันตีเข้ารอบทันที แล้วชัยชนะที่แสนดรามาเมื่อคืนกับตราหมีบอกอะไรเราบ้าง วันนี้เราจะมาเหลา เอ้ย เล่าให้ท่านฟัง

เกมรุกหงส์ของจริง

ฟอร์มสุดปังของหงส์แดงในเกมลีกเป็นที่จับตาและพูดถึงมาก โดยเฉพาะเกมรุกที่แสดงแสนยานุภาพออกมาใน 5 เกมล่าสุดที่ทำประตูได้ถึง 16 ประตู ค่าเฉลี่ยมากกว่า 3 ลูกต่อเกม มากกว่าใครทุกทีมในพรีเมียร์ลีก และทำประตูรวมในลีกไป 22 ประตูมากที่สุดในลีกเช่นกัน เมื่อกวาดตามองไปทั่วยุโรป มีเพียงบาเยิร์น มิวนิค เท่านั้นที่ทำประตูได้มากกว่าพวกเขาใน 5 เกมหลังสุด และมีเพียงอินเตอร์ บาเยิร์น ปารีส 3 ทีมนี้เท่านั้นที่ทำประตูรวมในลีกได้มากกว่าหงส์แดง

นั่นก็เป็นคำถามว่าฟอร์มการเล่นของหงส์แดงที่เราเห็นในลีกนั้น เป็นของจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อต้องเปลี่ยนมาเล่นในเกมยุโรปที่มีแต่ทีมเก่งๆ เกมกับตราหมีเกมนี้ จึงถูกมองว่าเป็นบทพิสูจน์ที่คนจับตา กับทีมที่มีสไตล์การเล่นเกมรับที่ชัดเจนและแข็งแกร่งเบอร์ต้น ๆ ของโลก

เกมนี้หงส์แดงใช้เวลาเพียง 13 นาทีในการออกนำตราหมีไป 0-2 และสองประตูนี้ก็มีระยะห่างกันเพียง 5 นาทีเท่านั้นเอง อีกทั้งเป็นการทำประตูสุดสวยจากนอกกรอบประตูทั้งจากลีลาการเลี้ยงหลบกระชากยิงในประตูแรกของซาลาห์ และการตะบันไกลของเกอิตา ก่อนจะโดนตีเสมอได้ และมาได้จุดโทษในครึ่งหลัง

โดยในเกมนี้ลิเวอร์พูลสร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้ถึง 11 ครั้ง เป็นการยิงเข้ากรอบถึง 6 ครั้ง ชัยชนะนัดนี้น่าจะสร้างความมั่นใจให้กองทัพหงส์แดงมากขึ้น โดยเฉพาะเกมรุกที่น่าจะพกความมั่นใจเต็มร้อยในการไปทำศึกแดงเดือดกับแมนยู

เกมใหญ่ในต้องนิ่ง

สิ่งที่เกมกับตราหมีบอกเราได้ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ ในเกมยุโรปยิ่งเป็นเกมใหญ่ ใจต้องนิ่งๆ จริง ๆ หงส์แดงออกนำก่อนถึง 2 ประตูในเวลาเพียง 13 นาที นั่นควรจะเป็นโมเมนท์ของเกมที่เข้าทางหงส์แดงมากที่สุดแล้ว แต่กลับเป็นว่า ตราหมีเองก็ใช้เวลาเพียง 20 นาทีในการทวง 2 ประตูคืน

ระหว่างเกมเราจะเห็นว่าหลังจากทีมตามหลังหงส์แดง 2 ประตูสิ่งที่ซิเมโอเน่ทำ ไม่ใช่การปลุกเร้าลูกทีมให้เร่งเอาประตูคืน แต่เป็นการบอกให้ลูกทีมใจเย็นลง ตั้งสติและเล่นตามเกมของตัวเอง จนสามารถกลับสู่เกมของตัวเองได้ โดยเฉพาะแดนกลางของตราหมีที่ยิ่งเล่นยิ่งเหนือกว่าหงส์แดงอย่างเห็นได้ชัด

หลังทำประตูตีเสมอเกมของตราหมีดีขึ้นเรื่อยและมีช่วงเวลาที่เล่นได้เหนือกว่าหงส์แดงนิด ๆ ตั้งแต่ตีไข่แตกไปจนถึงช่วงก่อนกรีนซ์มันโดนใบแดง

หนึ่งในนักเตะหงส์แดงที่น่าจะได้รับบทเรียนจากเกมนี้ไปเต็ม ๆ คือเกอิตา แม้จะสามารถทำประตูสุดสวยให้หงส์แดงได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า 2 ประตูที่หงส์แดงเสียไปนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการเล่นที่ไม่เน้นของเขา คือการปล่อยให้คู่แข่งเลี้ยงผ่านไปง่าย ๆ ทั้งสองประตู และก็ต้องชื่นชมการตัดสินใจของคลอปป์เช่นกันที่เปลี่ยนเอาฟาบิญโญ่ลงมาทันทีในครึ่งหลัง นี่แหละเกมใหญ่ ใจต้องนิ่งจริง ๆ

ความสุดยอดของซาลาห์

คงไม่แปลกหากทุก ๆ คอนเทนท์ของสื่อหงส์แดงนับจากเกมนี้จะต้องมีเรื่องความสุดยอดของนักเตะชาวอียิปต์คนนี้ เพราะดูเหมือนว่าการเดินทางของเขากำลังไล่ล่าสถิติและความสำเร็จส่วนตัวเรื่อย ๆ อย่างเกมนี้นอกจากประตูแรกที่เขาได้แสดงศักยภาพของตัวเองอีกครั้งเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน โดยการเลี้ยงหลบแล้วลากไปยิง ไปจนถึงการยิงจุดโทษเป็นประตูชัยให้หงส์แดง

ซาลาห์ยังสร้างสถิติใหม่ให้ตัวเองอีก 2 สถิติคือ การเป็นนักเตะหงส์แดงคนแรกที่สามารถทำประตูได้ 9 เกมติดต่อกันรวมทุกรายการ นับตั้งแต่เกมที่เสมอเชลซี 1-1 ในลีก ซาลาห์ทำประตูต่อเนื่องได้ทุกเกมที่ลงเล่น รวมเป็น 11 ประตู 2 แอสซิสต์ จาก 9 เกม

ประตูชัยจากลูกยิงจุดโทษยังกลายเป็นประตูที่ 31 ของซาลาห์ในเวที UCL ส่งผลให้เขาแซงตำนานหงส์แดงอย่างสตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่เคยทำไว้ 30 ประตู แต่ซาลาห์ทำได้จากการลงเล่นเพียง 48 เกม ขณะที่เจอร์ราร์ดต้องเล่นถึง 87 เกม แน่นอนว่าหนทางในเวทียุโรปของซาลาห์ยังอีกยาวนาน ซาลาห์คงจะทำประตูสะสมที่ยากจะมีใครคนไหนมาทำลายสถิติของเขาได้ในอนาคต

ไม่ว่าปัญหาเรื่องการต่อสัญญาของเขาจะมีส่วนในการกระตุ้นฟอร์มของเขาหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อฟอร์มการเล่นออกมาแบบนี้ ความกดดันทั้งหมดน่าจะไปกองอยู่ที่ผู้บริหารของทีม โดยเฉพาะเมื่อมีการค้นเจอข้อมูลว่า หงส์แดงเองเคยยื่นข้อเสนอแบบตามใจให้ซัวร์เรสก่อนย้ายไปบาร์ซ่าที่ตอนนั้นนักเตะเลือกปฏิเสธทุกข้อเสนอ แต่นี่นักเตะอยากอยู่กับสโมสรต่อและเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอให้สโมสร ก็อยู่ที่ว่าสโมสรหงส์แดงจะทำอย่างไรกับเคสนี้

เกมรับหงส์แดงยังไม่นิ่ง

นั่งดูเกมของหงส์แดงมาหลายเกม ต้องยอมรับนาทีนี้เกมรับของหงส์แดงยังไม่นิ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันแย่ เพียงแต่เราเคยเห็นเกมรับของเรานิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะ ฟานไดจ์ค ที่จนถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่า เขายังไม่ได้กลับไปอยู่ในฟอร์มที่เหมือนเดิม หลายจังหวะตัดสินใจช้า การพลิกตัวขยับตัวบางจังหวะช้าไปหน่อย ลูก 2-2 นี่ชัดเจนมาก นอกจากจะยืนประกบตัวห่างแล้ว ยังโดนพลิกหลบแบบง่าย ๆ ชนิดเจ้าตัวกลับตัวไม่ทัน แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่เด็กหงส์ต้องให้เวลาเขา

แต่อีก 1 จุดที่หงส์แดงอาจจะต้องทำให้นิ่งกว่านี้คือ สมดุลของแดนกลาง  การป้องกันแดนกลาง ที่ดูหละหลวม มีส่วนทำให้กองหลังรับภาระ จะว่าไปปีนี้กองหลังและกองหน้าของหงส์แดงนั้นนิ่งแล้วในแง่ของนักเตะแต่ละตำแหน่ง จะมีก็แต่กองกลางนี่แหละที่ยังสับเปลี่ยนหมุนเวียนนักเตะบ่อย และยังหา 3 กองกลางตัวหลักกับทีมไม่ได้ นั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแดนกลางเรายังมีฟอร์มที่แกว่ง

อย่าไปเอาอะไรมากกับคนอย่างซิมิโอเน่

แม้จะเราจะนับถือซิมิโอเน่ในแง่ของฝีมือการทำทีม แต่เราก็ไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมหลังจบเกมของเขาได้ ใครรับได้ก็รับไป แต่ผมมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ให้เกียรติคู่แข่งอย่างมาก มารยาทหลังเกมที่ดีแบบสุภาพบุรุษค่อนข้างไม่น่ารัก การที่เขาไม่ยอมอยู่รอจับมือกับคลอปป์ทั้งที่คลอปป์กำลังเดินเข้าไปหา และปล่อยให้คลอปป์ต้องจับมือกับความว่างเปล่านั้นเป็นอะไรที่แย่เหมือนกัน

ไม่รู้ว่าซิมิโอเน่จะโกรธหรืองอนหรือไม่พอใจอะไรคลอปป์หรือเปล่าที่ก่อนเกมคลอปป์บอกว่าไม่ชอบการเล่นสไตล์ของซิมิโอเน่ แถมเกมนี้ยังแพ้คาบ้านอีก แต่กลายเป็นว่าเหตุผลที่ซิมิโอเน่ให้หลังเกมนั้นฟังดูยังไงอยู่เขาบอกว่า “ผมไม่เคยจับมือหลังจบเกมนะ เพราะผมไม่ชอบ ผมคิดว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพทั้งกับคนที่ชนะหรือคนที่แพ้ นั่นเป็นมุมมองของผม”

เอ่อมาห่วงสุขภาพอะไรตอนนี้ แต่ที่ซิมิโอเน่บอกว่าไม่เคยจับมือหลังเกมนี่ผมว่าอาจจะไม่จริง เพราะไปหารูปและข้อมูลมาแล้ว ซิมิโอเน่มักจะรอจับมือกับโค้ชคู่แข่งเสมอ ยามที่ทีมของเขาชนะ ทั้งเกมที่ชนะมาดริดของซีดาน และเกมที่เอาชนะเราเมื่อ 2 เกมล่าสุด เขาก็รอมาจับมือกับบอสของเราที่ไม่ได้วิ่งหนีลงอุโมงค์แต่อย่างใด

หลังเกมคลอปป์พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ปฏิกิริยาของเขามันดูไม่เท่เลย” นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่าอย่าไปเอาอะไรมากกับคนอย่างซิมิโอเน่เลย