เรื่องเล่าหลังเกม: 5 ประเด็น หลังเกมหงส์ปลุกผีให้ตื่นจากละครความฝัน

ไม่รู้จะเปรียบเทียบความรู้สึกของเกมแดงเดือดเมื่อคืนยังไงดีนะครับ หากเป็นหนังแอคชั่นสักเรื่องก็คงเป็นจอห์นวิค กับฉากไล่ล่าทวงแค้นสุดมันส์แม้จะเจ็บตัวบ้าง หากเป็นหนังเศร้าก็คงดุจดั่งหนังวันสิ้นโลกอะไรปานนั้นเพราะคุณค่าทุกสิ่งของแมนฯ ยูฯ แทบจะพังทลายลงต่อหน้า หากเป็นหนังรักดรามาก็เป็นรักสุดแสนโรแมนติกสำหรับสาวกหงส์แดงกับคลอปป์ และเป็นรักแสนเศร้าของคนหมดรักสำหรับโซลชาร์และเหล่าปีศาจแดง

ในความสัมพันธ์ของสองทีม ชัยชนะนัดนี้ของหงส์แดงก็เหมือนเป็นการปลุกผีให้ตื่นจากละครความฝันที่ลวงพวกเขาให้หลงทางมานานนับจากท่านเซอร์จากไป การตื่นมาเจอความจริงที่เจ็บปวดอาจจะดูโหดร้ายสำหรับแฟนผี แต่นี่แหละชีวิตจริง เอาละครับ มาเข้าเรื่องที่อยากจะเล่าหลังเกมนี้กันดีกว่า

11 ตัวจริงของคลอปป์มีอะไรซ่อนอยู่

เมื่อเราเห็นรายชื่อ 11 ตัวจริงก่อนเกม ผมว่าทุกคนต้องเซอร์ไพร์สและเกาหัวกับการจัดทีมลงเกมที่สำคัญที่สุดเกมหนึ่งในฤดูกาลของคลอปป์เป็นแน่ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเองที่อดตั้งคำถามไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ากรจัดทัพนั้นมันแย่หรืออะไร ยิ่งทำให้อยากรู้ว่าการจัดตัวของคลอปป์แบบนั้นมันเพราะอะไรกันแน่

หากตัดฟาบิญโญ่ออกไปที่เขามีอาการบาดเจ็บรบกวน 2 ตำแหน่งที่ถือว่าสร้างความประหลาดใจให้เด็กหงส์ไม่น้อยคือ ตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่ให้โกนาเตลงเป็นตัวจริงคู่กับฟานไดจ์คแทนที่โจเอล มาติปที่ฟอร์มดีที่สุดในแผงหลังเวลานี้ กับอีกหนึ่งตำแหน่งคือการส่งโชต้าลงแทนมาเน่

แล้วความจริงก็ถูกเปิดเผยระหว่างเกม การเลือกใช้โกนาเต้นั้น เพราะคลอปป์ต้องการความคล่องตัวของนักเตะที่จะมายืนทางฝั่งของเทรนท์ที่จะเผชิญกับแรชฟอร์ดเป็นพิเศษ เพราะทุก ๆ ครั้งที่หงส์แดงปะทะแมนฯ ยู ฯ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มักจะโดนโจมตีบ่อยครั้ง แรชฟอร์ดยังเป็นนักเตะที่สร้างอันตรายให้หงส์แดงได้ในทุก ๆ เกม

โกนาเต อาจจะไม่ได้โชว์ของอะไรมาก เพราะวันนี้แดนกลางหงส์แดงเล่นได้โดดเด่น ทำให้แดนหลังไม่ต้องเหนื่อยมาก บวกกับแมนยูเองที่วันนี้เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานของพวกเขาไปมากและแรชฟอร์ดเองก็ยังไม่ฟิตเต็มที่ทำให้งานของโกนาเตและฟานไดจ์คจึงเบาลงมาก แต่เราก็เห็นหลายจังหวะที่โกนาเตทำให้เห็นว่าเขาสามารถจัดการกับแรชฟอร์ดได้ดี

สำหรับโชตาเขาได้พักมาเต็ม ๆ 2 เกมกับวัตฟอร์ดและแอตแลนติโก มาดริด ถ้านี่เป็นการมองข้ามช็อตของคลอปป์เพื่อจะใช้งานแนวรุกชาวโปตุเกสในวันนี้ก็ต้องถือว่าเป็นวิสัยทัศน์และการวางแผนจัดการผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมของคลอปป์อีกครั้ง ในแง่แท็กติกที่เล่นโชตาเป็นนักเตะที่อันตรายมากในเขตโทษ มีทีเด็ดเรื่องลูกโหม่ง การเบียดแย่ง เบียดเสียดกองหลังเพื่อหาพื้นที่ทำได้ดี ที่สำคัญคือ เขาเป็นนักเตะโปตุเกสที่เล่นกับบรูโน่และโรนัลโด้มานาน ย่อมรู้ทันสไตล์การเล่นของเพื่อนดี

จากไลน์อัพ 11 ตัวจริงและผลงานที่ปรากฏในสนาม แสดงให้เห็นว่าคลอปป์สามารถเลือกสรร เลือกใช้นักเตะได้อย่างหลากหลาย แสดงความมั่นใจในนักเตะที่มีและนักเตะที่ได้ลงเล่นหรือแม้แต่ไม่ได้ลงเล่นต่างก็ยอมรับและเชื่อมั่นในการตัดสินใจของโค้ช โกนาเตที่ซื้อมาแพงแต่ไม่ได้เล่นเลย ก็จะรู้สึกดีขึ้นมาก มาติปที่ได้ลงเล่นตลอด ก็คงไม่เสียใจมาก นี่เป็นกึ๋นของกุนซือที่ทุกคนทุกทีมจะมีได้

เล่นตามระบบได้อย่างอิสระ

ลิเวอร์พูลสามารถชนะแมนฯยูฯ ได้ และทำผลงานได้ดีมากในช่วงนี้ไม่ใช่เพราะซาลาห์โชว์ผลงานดี แน่นอนว่าการที่นักเตะคนหนึ่งเล่นดีมันส่งผลต่อทีมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ลิเวอร์พูลแตกต่างจากแมนฯ ยูฯ ชัดเจนมากในเกมนี้คือเรื่องของทีมเวิร์ค นักเตะลิเวอร์พูล สามารถเล่นตามระบบได้อย่างอิสระ

การเล่นของลิเวอร์พูลมันจึงไม่ใช่การวางหน้าที่แล้วให้นักเตะทำตามเป็นขั้นตอน 1-2-3 แต่การทำงานของนักเตะลิเวอร์พูลอาจจะคล้ายสิ่งที่เรียก ปัญญาประดิษฐ์ สมองกล อะไรก็ว่าไป คือภายใต้ระบบ ปรัชญาการเล่นที่คลอปป์และทีมงานวางไว้ ให้นักเตะซึมซับอย่างเข้าใจ ในขณะเดียวกัน นักเตะก็มีอิสระในการเล่นไปตามเกม มีการวิเคราะห์หน้าที่ของตัวเอง และใส่จินตนาการของตัวเองไปด้วย มันจึงทำให้ระบบโครงสร้างของคลอปป์เป็นระบบระเบียบที่ดูไม่น่าเบื่อ

“ถ้าเทรน์เติมเกม โกนาเตต้องมาปิด นักเตะคนนั้น คนนี้ต้องทำแบบนั้นแบบนี้” การเล่นของหงส์แดงมันไม่ใช่การเล่นแบบนั้น แต่มันคือในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อนักเตะคู่แข่งเล่นแบบนี้ หรือกำลังจะเล่นแบบนี้ คุณที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมและสถานการณ์ในตอนนั้นต้องทำอะไร ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องนามธรรมที่เข้าใจง่ายแต่ทำแสนยาก แต่นี่แหละเป็นเหตุผลที่นักเตะใหม่ของหงส์แดงหลายคนต้องอาศัยเวลาปรับตัวกันเป็นปี ๆ

การเคลื่อนที่ การซับพอร์ตเกม การอ่านเกม ของนักเตะหงส์แดงทำได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ เนียนตาไปหมด ในเกมรุก นักเตะทุกคนวิ่งเคลื่อนที่ เตรียมตัวรุก ขณะเดียวกันก็จะมีนักเตะจำนวนหนึ่งวิ่งเคลื่อนที่ และเตรียมตัวรับ อ่านจังหวะของเกมเสมอ มันจึงยากที่จะจับทางหงส์แดง แต่ทั้งหมดที่นักเตะหงส์แดงทำได้ มันมาจากการซึมซับปรัชญาการเล่นของคลอปป์และการทำงานหนักในสนามซ้อมของทุกภาคส่วน

เล่นอิสระแบบไม่มีระบบ

แมนฯ ยูฯ ยังทำให้เราเห็นข้อแตกต่างของทีมใหญ่ ที่มีนักเตะชื่นชั้นเยี่ยมแต่ไม่สามารถหลอมรวมกันเป็นหนึ่งหรือเล่นเพื่อทีมได้ เหมือนอย่างที่ทูเคิลทำกับเชลซีภายในระยะเวลาไม่ถึงปี เหมือนอย่างที่เป๊บและคลอปป์กำลังทำอยู่กับเรือใบและหงส์แดง พวกเขามีนักเตะชั้นยอดมาก แต่ก็เล่นออกมาได้เป็น 1 เดียวกัน คือเล่นเพื่อทีม

ทีมของโซลซาร์เป็นทีมที่ขาดทีมเวิร์ค ขาดการวางระบบ ปรัชญาการเล่น ที่จะให้นักเตะเข้าใจได้ว่าพวกเขาควรทำอะไรในสถานการณ์ไหน นักเตะเพียงทำไปตามหน้าที่ 1-2-3 และกองหน้าก็อาศัยพื้นฐานเกมรุกส่วนตัวมากเกินไป ดังนั้นเมื่อเจอสถานการณ์ที่ต้อง ‘ช่วยกัน’ แบบ ‘ทั้งทีม’ ทั้งเกมรับและเกมรุก พวกเขาจึงทำออกมาได้ไม่ดีเลย พวกเขาแค่เล่นตามหน้าที่แต่ไม่เข้าใจในระบบ หรือระบบนั้นมันไม่มีแก่นอะไรให้เข้าใจ ผู้เล่นจึงไม่สามารถต่อยอดการเล่นของตัวเองให้เชื่อมต่อกันได้ มันจึงเห็นว่าบางครั้งต่างคนต่างเล่น เป็นศิลปินอิสระไร้สังกัด

ตอกย้ำความเหนือกว่าทุกมิติ

แดงเดือดหนนี้ เป็นการตอกย้ำความเหนือกว่าของหงส์แดงในทุกมิติ มันแทบจะเปลี่ยนนิยามและรูปโฉมของแดงเดือดที่คุ้นเคยไปเลย โดยเฉพาะใน 2 เกมเยือนหลังสุดที่หงส์แดงบุกมายิงถึงถิ่นโรงละครแห่งนี้ 9 เม็ด ชนิดแมนฯยูฯ สู้ไม่ได้ในทุกมิติ โดยเฉพาะเกมนี้ที่แทบจะทำลายความขลังของโรงละครไปสิ้น

แมนฯยูฯ ไม่เคยถูกคู่แข่งนำก่อนถึง 4-0 ในครึ่งแรกตลอดประวัติศาสตร์ของพวกเขา และยิ่งในเกมกับลิเวอร์พูลการพ่ายแพ้มากถึง 5-0 เกิดขึ้นครั้งล่าสุดคือเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ไม่เคยมีนักเตะหงส์แดงคนไหนบุกมาทำประตูที่นี่ติดต่อกันได้ 3 เกมติดเหมือนที่ซาลาห์ทำ จนถึงตอนนี้ พวกเขาแพ้ไปถึง 2 เกมจาก 3 เกมที่เล่นในบ้านตัวเองและเก็บได้เพียง 1 แต้มเท่านั้น

ผลงานในบ้านที่ย่ำแย่ สะท้อนถึงอะไรได้หลายอย่าง สะท้อนถึงการที่นักเตะแมนยูอาจะเล่นด้วยความกดดันภายใต้การจดจ้องของแฟนบอล พวกเขาอาจจะแบกรับแรงกดดันของแฟนบอลจนเล่นไม่ออก หรือบางทีพวกเขาอาจจะเกิดความรู้สึกผิดต่อแฟนบอลไม่ภาคภูมิตัวเองต่อหน้าแฟนบอลอีกแล้วก็เป็นได้

ตังแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้ายของเกมหงส์แดงควบคุมเกมทุกอย่างไว้ได้หมด และบางทีหากไม่มีจังหวะใบแดงและอาการบาดเจ็บของเกอิตา บางทีสกอร์อาจจะไม่จบแค่ 5-0 ก็เป็นได้ “นี่คือวันที่มือมนที่สุด” การยอมรับสภาพของโซซาร์หลังเกมก็สะท้อนให้เห็นว่า เขาได้นำพาแมนยูเข้าสู่ยุคมืดอย่างเต็มตัวแล้ว

ความร้อนแรงของซาลาห์และหงส์แดง

ถ้าดูจากการที่เป็นเกมใหญ่ สกอร์ 5-0 นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ประหลาดใจ แต่หากมองจากฟอร์มการเล่นของหงส์แดงในภาพรวมฟอร์มการเล่นแบบนี้ผลสกอร์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ฤดูกาลนี้โดยเฉพาะการเป็นทีมเยือน ลิเวอร์พูลไม่เคยยิงได้ต่ำกว่า 3 ลูกเลย เกมล่าสุดก็เพิ่งบุกไปยำวัตฟอร์ดมา 0-5 และการทำ 0-5 ประตูกับแมนยูที่พักหลังเกมรับมีปัญหาก่อนหน้าจะเจอหงส์แดงเกมรับก็เสียประตูติดต่อกันมา 9 เกมรวมทุกรายการแล้ว รวมกับนัดนี้พวกเขาโดนยิงไป 19 ประตูจาก 10 เกมหลังสุด

ลิเวอร์พูลยังเป็นทีมเดียวในลีกที่ไม่แพ้ใคร จากการชนะ 6 เสมอ 3 และทีมที่พวกเขาสดุดเสมอนั้นก็เป็น 2 ทีมลุ้นแชมป์อย่างเชลซีกับแมนซิตีและอีก 1 ครั้งกับทีมที่เป็นม้ามืดของปีอย่างเบรนท์ฟอร์ด มีเพียง 3 เกมนี้เท่านั้นที่หงส์แดงไม่ชนะ ในทุกรายการ พวกเขาสามารถคว้าชัยได้หมด

ฟอร์มร้อนแรงของซาลาห์ก็คงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนคงพูดถึงกันอยู่ การทำประตูต่อเนื่อง 10 เกม 14 ประตู สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะแอฟริกันที่ทำประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุด 106 ประตูแซงหน้าดรอกบาไปแล้ว ขณะที่ก็กลายเป็นนักเตะหงส์แดงคนแรกที่ทำแฮทริกได้ในโอล์ดแทรฟฟอร์ด และเป็นนักเตะที่สามารถทำประตูในโอล์ดแทรฟฟอร์ดได้ 2 เกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกและ 3 เกมติดต่อกันรวมทุกรายการ

ความมั่นใจ ความเฉียบคม การเล่นด้วยชีวิตชีวา เล่นโดยมีเป้าหมายเพื่อทีมชนะ ไร้แรงกดดัน เป็นจุดแข็งของซาลาห์ในปีนี้ เชื่อแน่ว่าความมหัศจรรย์ของเขายังไม่จบแค่นี้ ฤดูกาลเพิ่งเริ่มต้น หนทางยังอีกยาวไกล และหนังสือที่ชื่อประวัติศาสตร์ยังมีที่ว่างให้จดบันทึกความยิ่งใหญ่ของเขาอีกมาก ดังนั้น ผู้บริหารทีม รีบต่อสัญญาพี่เขาซะ