อำลาไมเคิล เอ็ดเวิร์ด 4 เรื่องเล่าของ บุรุษผู้เปลี่ยนหงส์จากถูกล่าเป็นผู้ล่า

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และงานเลี้ยงของหงส์แดงกับไมเคิล เอ็ดเวิร์ด ผู้อำนวยการกีฬา บุคคลเบื้องหลังที่มีอิทธิพลอย่างมากกับการขับเคลื่อนสโมสรหงส์แดงให้กลับมายิ่งใหญ่ในยุค 10 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดตัวเขาเพิ่งออกจดหมายเปิดผนึกถึงแฟนบอลหงส์แดงใจความสำคัญคือการยืนยันว่า หลังจบฤดูกาลนี้ตัวเขาจะต้องออกจากลิเวอร์พูลแล้ว วันนี้เราจึงจะมาเล่าเรื่องที่น่าสนใจของชายผู้เปลี่ยนหงส์แดงจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ล่ากัน

เขาเป็นเดอะค็อปตั้งแต่เด็ก

ผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นอาจจะรู้แล้วหรือไม่ แต่สำหรับผมเพิ่งรู้จากจดหมายเปิดผนึกล่าสุดของเขาว่าเขาเป็นแฟนบอลของหงส์แดงมาตั้งแต่เด็ก และมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะมาเป็นส่วนหนึ่งของหงส์แดงให้ได้ เอ็ดเวิร์ดเขียนเล่าว่า

“เช่นเดียวกันคนส่วนใหญ่ในวัยเดียวกับผม ผมได้ดูลิเวอร์พูลในทีวีบ่อยๆ ตอนที่ผมโตขึ้นมา พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษตอนที่ผมยังเด็กมากๆ

“แม้แต่ตอนเด็กๆ ผมก็รู้วิถีทางที่นักเตะลิเวอร์พูลได้เป็นตัวแทนของสโมสรแห่งนี้ด้วยการสร้างมาตรฐานให้ทุกคนได้ทำตาม คุณต้องเป็นสุดยอด หรือมีความสามารถในการเป็นส่วนช่วยเหลือกลุ่มได้ดีที่สุดในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่ม ดังนั้นไม่ต้องใช้เวลาหลายล้านปีในการจินตนาการในตอนนั้นเลยว่าผมจะลงเอยที่แอนฟิลด์ได้จริงๆ”

สำหรับ Edwards เกิดที่เมือง Southampton เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีม Peterborough United ในเวที Championship ในตำแหน่ง full-back แต่เล่นได้ไม่นานเขาก็ตัดสินใจออกมาเรียนหนังสือต่อในสาขาบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัย Sheffield แต่ก็ยังคงวนเวียนกับการเล่นฟุตบอลในระดับ semi-professional

ในปี 2003 หลังเรียนจบเขาเข้ามาทำงานเป็นหัวหน้าหน่วยวิเคราะห์ความสามารถของนักฟุตบอล (Head of Performance Analysis)  กับทีม พอร์สมัธ ที่ตอนนั้นมี แฮร่รี่ เรดแนปป์ เป็นผู้จัดการทีม เพราะเรดแนปป์เห็นว่าเอ็ดเวิร์ดเคยมีแบ็คกราวด์เป็นนักฟุตบอลมาก่อนจึงรับเขาทำงาน เอ็ดเวิร์ดทำงานที่แฟรตตั้น พาร์คอยู่6ปี

จากนั้นในปี 2009 เรดแนปป์ ย้ายไปคุมทีมสเปอร์ส เอ็ดเวิร์ดส ก็ตามไปทำงานร่วมกับเขาที่นั่นในตำแหน่งเดิมจนถึงปี 2011 ก่อนที่จะถูก ดาเมียง โกมอลลี่ ผอ. การกีฬาของลิเวอร์พูลในตอนนั้นดึงเข้ามาทำงานกับลิเวอร์พูล ในช่วงแรกๆที่ Fenway Sports Group ของ จอห์น เฮนรี่ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรลิเวอร์พูลพอดี นี่คือเส้นทางที่ความฝันวัยเด็กของเขาได้เป็นจริง

เอ็ดเวิร์ดปล่อยของในยุคคลอปป์

เอ็ดเวิร์ดร่วมงานกับผจก.ทีมของหงส์แดง 2 คน ในฐานะ Technical Director ตั้งแต่ เคนนี่ ดัลกริช และ แบรนดอน รอดเจอร์ แต่ช่วงเวลากับร็อดเจอร์ กลายเป็นช่วงเวลาที่งานของเอ็ดเวิร์ด ได้รับความสำคัญน้อยมาก เพราะรอดเจอร์ไม่ชอบการทำงานที่มีTechnical director เขามองว่าเป็นงานของผู้จัดการทีมอยู่แล้ว รอดเจอร์เคยกล่าวไว้ตอนมารับตำแหน่งใหม่ๆว่า “เมื่อผมมารับงานที่นี่ ผมอยากจะร่วมงานกับผู้คนหลายๆคน มากกว่าที่จะทำงานกับแค่ Technical Director เท่านั้น และในความเป็นจริง ตำแหน่งผจก.ทีมก็เหมือนกับเป็น Technical Director อยู่แล้ว ผจก.จะต้องมองหาการพัฒนาในเรื่องต่างๆของสโมสร นั่นควรจะเป็นความรับผิดชอบของผจก.ทีมมากกว่า”

ช่วงเดือนตุลาคมปี 2015 ลิเวอร์พูลประกาศคว้าตัว คล๊อปป์เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ ข่าวว่าคล๊อปป์ชื่นชอบการทำงานของ Edwards มาก เพราะสมัยที่ทำงานในดอร์ทมุนด์คล๊อปป์เองก็เคยทำงานในตำแหน่งหัวหน้าวิเคราะห์ความสามารถนักเตะเหมือนกัน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2016 หลังจากทำงานร่วมกับคล๊อปป์มาได้ 13 เดือนและโชว์ผลงานเข้าตาคล๊อปป์กับเจ้าของทีม  Edwards ก็ได้รับการแต่งตั้ง sporting director (ผู้จัดการฝ่ายกีฬา) ของสโมสร รับหน้าที่ดูแลด้านการจัดการเกี่ยวกับฟุตบอลทั้งหมด

มีหน้าที่ในการคัดเลือกนักเตะในทีมหลักและรวมทั้งทีม Academy ด้วย นอกจากนั้น Edwards ยังได้รับหน้าที่เกี่ยวกับการซื้อขายตัวนักเตะ ทั้งในด้านการพูดคุยและเรื่องการเซ็นต์สัญญา เขาจะดูแลเองทุกขั้นตอน แต่คลอปป์นั้นจะเป็นคนตัดสินใจคนสุดท้าย

ความสัมพันธ์ของเขากับคล๊อปป์ถือว่าเข้าขารู้ใจกันมาก และต่างก็ให้เกียรติกันและกันเสมอ เอ็ดเวิร์ดพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเค้ากับคลอปป์ว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมทำงานที่ลิเวอร์พูล เป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับการขอให้เป็นผู้นำในการที่จะทำให้ทีมเดินไปข้างหน้า ในฐานะSporting Director เรามีทีมทำงานที่ยอดเยี่ยมที่ให้การสนับสนุนเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เจอเก้นให้ความเชื่อมั่นและความมั่นใจในสิ่งที่ผมและทีมกำลังทำเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเรื่องสำคัญจริงๆที่ทำให้ผมตัดสินใจรับตำแหน่งนี้”

ขณะที่คล๊อปป์เองก็กล่าวชื่นชมไมเคิลเสมอ แม้กระทั้งตอนที่เขาต่อสัญญาใหม่เขาก็ไม่ลืมขอบคุณการทำงานของไมเคิล คล๊อปป์เคยกล่าวยกย่องไมเคิลว่า “ไมเคิลคือคนที่เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งนี้ ด้วยความรู้ความสามารถและประสบการณ์รวมถึงทัศนคติของไมค์ ผมดีใจมากตอนที่รู้ว่าไมค์ตอบตกลงที่จะรับตำแหน่งนี้ ที่สำคัญที่สุด ไมเคิลมีทีมงานที่ยอดเยี่ยมอยู่รอบๆตัว และจะทำให้งานทุกอย่างเป็นไปด้วยดีอย่างที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้กับนักเตะทีมชุดใหญ่ รวมถึงเหล่านักเตะวัยรุ่นในทุกช่วงอายุอีกด้วย”

เปลี่ยนหงส์จากผู้ถูกล่าเป็นผู้ล่า

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หงส์แดงร้างจากการคว้าแชมป์ลีกมานาน คือการที่พวกเขามักจะเสียนักเตะฝีเท้าดี ให้กับทีมอื่น และมักเป็นรองทีมอื่น ๆ ในตลาดการซื้อขาย

นับตั้งแต่คล๊อปป์เข้ามาทำงาน เราจึงได้เห็นการซื้อตัวที่คุ้มค่าอย่างมาเน่ ไวนาดุม ซาลาห์ ฟาบินโญ่ แชมเบอเลน เกอิตา ฟานไดจ์ค อลีสซง โรเบิร์ตสัน เป็นต้น ผลงานเหล่านี้ไม่ใช่เพราะแค่ว่าหงส์แดงทำผลงานได้ดี หรือมีผู้จัดการทีมชื่อคล๊อปป์เท่านั้น แต่เป็นเพราะทีมงานเบื้องหลังที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ทีมได้นักเตะที่ดีเข้าทีม หนึ่งในนั้นก็คือทีมงานของ  เอ็ดเวิร์ด ที่มีผู้ร่วมทีมมีฝีมือฉกาจอย่างเอียน เกรแฮมทำงานด้วย

ทีมงานของเอ็ดเวิร์ดเริ่มเป็นที่จับตามองครั้งแรกเลย เมื่อเขาปิดดีลของฟาบินโญ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการที่ไม่มีสื่อเจ้าไหนล่วงรู้มาก่อนเลย ผลงานการซื้อตัวที่รวดเร็ว และตรงตามเป้าหมาย ใช้งานได้ดี ทำให้เขาและทีมงานถูกยกให้เป็นนักล่านักเตะฝีเท้าดีแห่งยุค

นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาควบคู่กับการเป็นฝ่ายซื้อขายนักเตะ ทำให้การซื้อขายของลิเวอร์พูลดูมีศักยภาพมากขึ้นทันตาเห็น

ผลงานชิ้นแรกคือการมีส่วนร่วมในการดึงตัว โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จากโรม่า ในราคาที่ใคร ๆ ก็คิดว่าแพงเกินไป (37ล้านปอนด์) แม้แต่คล๊อปป์เองในตอนนั้นก็ไม่ได้อยากได้ซาลาห์มาก แต่เป็นเอ็ดเวิร์ดที่กล่อมจนคล๊อปป์ยอมในข้อมูลของเขา และสุดท้ายโม ซาลาห์ก็กลายร่างเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก

จากนั้นไม่นาน เอ็ดเวิร์ดก็อาสาบินไปเยอรมัน เพื่อปิดดีล นาบี เกอิตา กองกลางพันธุ์ดุ เป้าหมายอันดับหนึ่งของคล๊อปป์ในตอนนั้น ทางไลฟ์ซิกยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ขายอิตาแน่นอน แต่เอ็ดเวิร์ดก็กล่อมจนไลฟ์ซิกยอมตกลงขายให้ลิเวอร์พูลล่วงหน้าในราคา 52 ล้านปอนด์

และดีลที่ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเอ็ดเวิร์ดก็คือ การคว้าเพชรเม็ดงาม อย่าง แอนดูร์ โรเบิร์ดสัน มาให้ลิเวอร์พูลในราคาเพียงแค่ 8 ล้านปอนด์ เบื้องหลังดีลนี้ เอ็ดเวิร์ดต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะกล่อมให้คล๊อปป์เห็นดีเห็นงามด้วย

จากนั้นเอ็อเวิร์ดก็จัดการปิดดีลกับ แชมเบอเลน และฟานไดจ์ค ระหว่างต้นฤดูกาลกับกลางฤดูกาลจนเป็นปัจจัยสำคัญพาหงส์บินสูงถึงนัดชิง UCL จากนั้นหลังจาปิดฤดูกาลเอ็ดเวิร์ดก็โชว์ของอีกครั้งด้วยการเปิดตัวฟาบินโญ่แบบโลกตะลึง ชนิดที่ไม่มีข่าวให้ระแคะระคายออกมาก่อนเลย ทุกสื่อในโลกรู้พร้อมกัน

จากนั้นก็จัดการคว้าตัวชากิรี่กับอลิสซง ว่ากันว่าในรายของอลิสซงนั้น หลังจากเอ็ดทราบข่าวว่าเชลซีเองก็สนใจจะคว้าตัวนักเตะ เขาถึงกับรีบบันไปอิตาลีเพื่อยื่นข้อเสนอดักเชลซีไว้ ชนิดที่โรม่าเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ และอีกมากมายที่เขามีส่วนช่วยดึงเข้ามาทั้งโชตา ซิมิกาส ติอาโก

อันที่จริงไม่ใช่แค่การซื้อแต่การขายนักเตะในยุคของเอ็ดเวิร์ดก็ทำได้เยี่ยม การดึงราคาของคูติญโญ่ให้ได้มากกว่า 100 ล้านปอนด์ การขายนักเตะไปที่ได้ตัวเม็ดเงินมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมถึงการบริหารจัดการนักเตะที่ต้องปล่อยยืม ก็ทำได้ดี

ตัวแทนของเอ็ดเวิร์ด

“สิ่งที่สุดท้ายที่ผมต้องการคือการคาดการณ์อะไรที่ไร้ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผมรู้ว่าสโมสรลิเวอร์พูลที่ผมทิ้งไว้ข้างหลัง จะไม่มีคนดูแลที่ดีไปกว่านี้ได้” นี่เป็นท่อนหนึ่งในจดหมายของเขาที่ระบุว่า เขาจะไม่ทิ้งลิเวอร์พูลแบบทำให้สโมสรต้องไร้ทิศทางหรือเสียหาย

จากนั้นเขาจึงได้นำเสนอตัวแทนของเขา โดยเขาเขียนว่า “คนที่เหมาะสมที่จะมารับตำแหน่งแทนผมคือจูเลียน วอร์ด”  ผู้ช่วยผู้อำนวยการกีฬาของเขา ดูเหมือนเรื่องนี้จะมีการวางแผนกันมาสักระยะแล้วและน่าจะรู้กันเป็นการภายในแล้วว่า เอ็ดเวิร์ด คงใกล้จะลาทีมแล้ว จึงได้มีการเตรียมความพร้อมบุคคลที่จะมาสานต่องานของเขาให้ไม่สะดุด

เอ็ดเวิร์สบอกว่า จูเลียน วอร์ด ได้มาเรียนรู้งานกับเขาถึง 12 เดือน และได้รับการแนะนำให้รู้จักบทบาทของหน้าที่อื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของทีม นี่น่าจะเป็นการทำงานแบบมืออาชีพครั้งสุดท้ายของเขากับหงส์แดง

ในฐานะแฟนบอลและคนที่ติดตามข่าวสารของทีม ผมรู้สึกว่าเอ็ดเวิร์ด คือบุคคลต้นแบบที่น่าเอาเป็นแบบอย่างในหลาย ๆ ด้าน วิธีคิด การเจรจา การให้เกียรติผู้คน การทำงานหนัก ความจริงใจ การใส่ใจในรายละเอียด เหนือสิ่งอื่นใดคือความถ่อมตนของเขา คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นเขาอย่างทุกวันนี้

แม้เขาจะไม่ได้ลงมาวาดลวดลายในสนามให้แฟนบอลกู่ร้องชื่อของเขา แต่เขาก็สมควรได้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ YNWA