เรื่องเล่าลูกหนัง: 2 บทเรียนราคาแพงของหงส์แดงจากการไม่ชนะใคร 2 เกมติดในลีก

หากให้เดาว่าลิเวอร์พูลจะเก็บได้กี่คะแนน จากชื่อทีมที่หงส์แดงจะต้องเจอสองทีมคือไบร์ทตันกับเวสต์แฮมแบบต่อเนื่องกัน เชื่อว่าไม่ว่ากูรูท่านไหนก็ต้องบอกว่ามันควรจะเป็น 6 แต้ม หงส์แดงในฐานะผู้ท้าชิงแชมป์ลีก ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพลาดแต้มกับทีมที่ชื่อชั้นต่ำกว่าตัวเอง และหากยิ่งมันมาเกิดขึ้นในช่วงที่ทีมตัวเองก็กำลังฟอร์มดี ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องต้องทำให้ได้

แต่ในความเป็นจริงลิเวอร์พูลเพิ่งจะเก็บได้เพียง 1 แต้ม จากการเจอทั้งสองทีมล่าสุด โดยการเสมอไบร์ทตัน 2-2 ในแอนฟิลด์ และการออกไปแพ้เวสต์แฮมถึงถิ่น 3-2 ส่งผลให้ลิเวอร์พูลเสียหายหนัก กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่มีค่าถึง 5 แต้ม พลาดทั้งโอกาสนำจ่าฝูง พลาดทั้งโอกาสทำแต้มไล่จี้เชลซี วันนี้เราจะมาพูดกันถึง 2 บทเรียนราคาแพงที่ลิเวอร์พูลได้เรียนรู้จากทั้งสองเกมล่าสุดกัน

กดดันตัวเองมากไปไหม

ข้อดีของลิเวอร์พูลในปีนี้คือช่วงการฝึกซ้อมก่อนเปิดฤดูกาลทีมเรามีการฝึกซ้อมและวางแผนการซ้อมเพื่อกระตุ้นนักเตะให้เกิดความฮึกเหิม มีกำลังใจสู้จากผลงานย่ำแย่เมื่อปีที่แล้ว มีการแข่งขันในทีมที่สูงขึ้น นักเตะจึงทำผลงานกันได้ดีขึ้น แต่ภาวะที่นักเตะต้องการชัยชนะหรือมีความฮึกนั้น บางครั้งมันกสะท้อนออกมาผ่านแรงกดดันที่อาจจะมากจนเกินพอดี โดยเฉพาะเมื่อมีโจทย์ว่า “ต้องชนะให้ได้”

ในเกมกับไบร์ทตัน ลิเวอร์พลูเพิ่งทำผลงานระดับพระกาฬด้วยการชนะวัตฟอร์ด กับ แมนยู อย่างละ 5 ลูก โดยไม่เสียประตูสักลูก แถมคั้นกลางด้วยชัยชนะเหนือตราหมีในศึก UCL อีก ผลงานกำลังขึ้นจุดพีค ซาลาห์ ฟีร์มิโน่กำลังอยู่ในฟอร์มที่ขาขึ้น และในเกมนี้เชลซีต้องเจอกับทีมอย่างนิวคาสเซิลที่ถูกมองว่ายังไงก็ชนะ ฉะนั้น ก่อนเกมกับไบร์ทตันนี้ โจทย์ของหงส์แดงมีแค่ชนะ เท่านั้น

และลิเวอร์พูลก็ทำโจทย์นั้นได้ดีตั้งแต่เริ่มต้นเกมเลยครับ เพราะออกนำเร็ว 2 ลูกตั้งแต่ 24 นาทีแรก ซึ่งขณะนั้นอีกสนามเชลซียังไม่ขึ้นนำนิวคาสเซิล แถมตอนนั้นแมนซิตีก็กำลังตามหลังคริสตัล พาเลส นั่นหมายความว่า หากลิเวอร์พลูชนะ จะขึ้นเป็นจ่าฝูงทันที

แต่ 1 ประตูของไบร์ทตันในนาทีที่ 41 นี่แหละเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาความกดดันให้กับทีมของลิเวอร์พูลมากขึ้น การจบครึ่งแรกด้วยการนำแค่ 2-1 สร้างแรงกดดันในการเล่นครึ่งหลังอย่างมาก และก็อย่างที่เห็น สุดท้ายลิเวอร์พูลก็โดนตีเสมอได้ ผลงานครึ่งหลังก็ดอร์ปลงชัดเจน

ในเกมที่เจอกับเวสต์แฮม ก็ยิ่งชัดเจนกว่า แรงกดดันจากผลการแข่งขันของคู่อื่น มีผลกับลิเวอร์พูลจริง ๆ โดยเฉพาะคู่แข่งในการลุ้นแชมป์ลีกอย่างเชลซีที่พลาดท่าเสมอเบิร์นลีย์ในคืนวันเสาร์ และอีกครั้งก่อนเกมที่หงส์แดงต้องชนะเพื่อทำแต้มไล่จี้เชลซีให้ได้

ประตูขึ้นนำของเวสต์แฮมในลักษณะที่ดูเหมือนอลิสซงทำพลาด มันยิ่งสร้างทั้งความสับสนความหวั่นไหวให้ทีมหงส์แดงเหมือนกัน ความตั้งใจก่อนเกมที่จะมาเล่นเพื่อชนะ มาสะดุดกับจังหวะดังกล่าว และจบลงด้วยการบุกไปแพ้เวสต์แฮม และ 1 แต้มของเชลซีก็กลายเป็นแต้มบวกให้พวกเขานำห่างลิเวอร์พูล ขณะที่หงส์แดงเองนอกจากแพ้ในเกม ในตารางคะแนนก็ยังหล่นลงมาอยู่ที่ 4

ถึงเวลาต้องปรับกระบวนรับหรือไม่

นับตั้งแต่ลิเวอร์พูลได้ตัวฟานไดจ์คมา ก็สถาปนาเป็นทีมที่เล่นเกมรับได้เหนียวแน่นอันดับต้น ๆ ของลีกมาเสมอ จนกระทั่งฟานไดจ์คบาดเจ็บเมื่อฤดูกาลที่แล้ว หงส์แดงต้องเผชิญกับวิกฤติเกมรับ ก่อนที่ปีนี้ฟานไดจ์คจะกลับมาเป็นตัวหลัก ได้มาติปและโกนาเตมาเป็นแขนขาที่ทรงพลังให้ทีมในตำแหน่งนี้

เกมรับของหงส์แดงดูเหมือนจะกลับมาท็อปฟอร์ม ตั้งแต่ผู้รักษาประตูจนเซ็นเตอร์ก็เล่นกันได้ดี แต่สิ่งที่ขาดหายไปกลับเป็นเรื่องของ “รายละเอียด” และ “ความต่อเนื่อง” มาพูดถึงความต่อเนื่องก่อน ลิเวอร์พูลเปิดฤดูกาลมา 5 เกมในลีกกับการเสียแค่ 1 ประตูกับเชลซี จากนั้นก็โดนเบนทร์ฟอร์ดอัดไป 3 ลูกในเกมเดียวแบบ งง ๆ จากนั้นอีก 3 เกมพวกเขาเสีย 2 ประตูกับซิตีและเก็บคลีนชีตโคตรสวยกับวัตฟอร์ดและแมนนยู และสุดท้ายก็มาเสีย 5 ประตูในสองเกมหลังสุด

แต่หากจะวิเคราะห์กันไปว่าความไม่ต่อเนื่องดังกล่าวมาจากอะไร มันมาจากเรื่องของรายละเอียดในเกมเล็ก ๆ น้อย ซึ่งมันกลายเป็นข้อผิดพลาดให้หงส์แดงเสียประตูจนได้ ผมว่าอย่างหนึ่งที่อาจจะต้องมีการปรับหรือทำอะไรสักอย่างกับมันคือการเล่นแบบดันกองหลังขึ้นสูงทั้งแผง

ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะครับ เพราะการเล่นแบบนี้มันเป็นหัวใจหลักของการเล่นของหงส์แดง การขึงเกมรุกการเพรสซิ่ง การไล่บอลกลับมาคืนตั้งแต่แดนคู่แข่ง ล้วนต้องใช้การบีบพื้นที่ด้วยการดันกองหลังขึ้นสูง แต่ต้องบอกว่าแผนการนี้มันเคยใช้ได้ดีมาก ๆ เมื่อมีกองกลางอย่าง ไวนาดุม ฟาบิญโญ่ และเฮนเดอร์สัน ประจำอยู่แดนกลาง เพราะนักเตะพวกนี้เป็นมดงานที่ขยัน คอยเก็บกวด และทำงานหนักในแดนกลาง

การที่ปีนี้หงส์แดงมีปัญหาแดนกลาง ฟาบิญโญ่กับเฮนเดอร์สันลงไม่สม่ำเสมอ นาบี เกอิตา เจ็บ ๆ หาย ๆ นักเตะคนอื่นก็ยังไม่ได้ทำผลงานในระดับถึงขั้นประคองระบบการเล่นให้เสถียรเหมือนครั้งที่ไวนาดุม ฟาบี้ และเฮนโด้ เคยทำไว้ได้ ปัญหามันจึงมาตกอยู่กับกองหลังและโดยเฉพาะแบ็คทั้งสองข้างที่หาคนมา cover พื้นที่การเล่น ช่วยประคองเกมได้ไม่เนียนเหมือนยุคไวนาดุมฝั่งซ้าย เฮนโด้ฝั่งขวา

เกมแดนกลางที่เคยเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อน และควบคุมสมดุลทีม ไม่ได้ทำงานอย่างที่เคยเป็นจึงส่งผลต่อเกมรับที่ใช้การดันขึ้นสูงในทันที บ่อยครั้งเราจะเห็นว่า ฟานไดจ์คกับคู่หูจะมีปัญหากับการยืนตำแหน่งและการป้องกันเกมสวนกลับของคู่ต่อสู้มาก เพราะแต่ก่อนมีกองกลางคอยยั้งให้ ผ่อนหนักเป็นเบาให้ แต่ตอนนี้คือรับเต็ม ๆ บวกกับสภาพที่ไม่เต็มร้อยของฟานไดจ์คทำให้ หงส์แดงอาจจะต้องคิดถึงการเล่นแบบอื่น ๆ การปรับท่าทีบางอย่างในเกม เพื่อสอดรับกับปัญหาเฉพาะหน้านี้ให้ได้

การปกป้องผู้รักษาประตูจะเป็นอีก1 บทเรียนให้หงส์แดงแน่นอนจากเกมกับเวสต์แฮมที่หงส์แดงเสีย 2 ประตูจากลูกแท็กติกของมอยส์ในการส่งผู้เล่นที่รูปร่างสูงใหญ่อย่างอันโตนิโอไปก่อกวนที่เกือบถึงขั้นขัดขวางการเล่นของอลิสซง การที่ผู้ตัดสินไม่เป่าอะไรเลย ก็อาจจะกลายเป็นช่องทางให้ทีมอื่น ๆ คิดรูปแบบการเล่นอะไรแบบนี้มาใช้กับหงส์แดงได้อีก

แม้ฟานไดจ์คจะออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า จังหวะแบบนั้นนักเตะหงส์แดงเข้าไปช่วยอะไรไม่ได้ มันอยู่ที่ดุลพินิจของผู้รักษาประตูก็ตาม แต่ในความเป็นจริง แน่นอนว่ามันย่อมต้องมีกลวิธีของมันแน่ และผมไม่เชื่อว่าคลอปป์และทีมงานจะไม่คิดถึงบทเรียนราคาแพงนี้ ในการเจอกับคู่แข่งครั้งต่อไป

รายละเอียดในการเล่นเกมรับทีได้รับผลกระทบโดยตรงจากความยังไม่ฟิตเต็มร้อยของฟานไดจ์คและความขาดสมดุลในแดนกลางมันน่าจะเพียงพอให้คลอปป์ต้องทำอะไรสักอย่างกับการเล่นเกมรับของหงส์แดง