เรื่องเล่าลูกหนัง: 4 สถานการณ์โควิดพรีเมียร์ลีกและ 1 ทางออกที่ควรจะเป็น

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในอังกฤษส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอย่างชัดเจน หลังจากเริ่มต้นซีซั่นนี้อย่างชื่นมื่นมีแฟนบอลเข้าชมเกมแบบไม่ใส่แมสกัน จนกระทั่งเกิดการระบาดระลอกใหม่และผสมโรงกับโอมิครอน โควิดสายพันธ์ใหม่ที่มีอัตราการแพร่เชิ้อที่รวดเร็วกว่าเดลตาหลายเท่าตัว สถานการณ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกวันนี้จึงถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ วันนี้เราจึงอยากนำเสนอประเด็นที่น่าจับตามองเกี่ยวกับสถานการณ์ตอนนี้

ความกังวลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

 

แม้จะเป็นลีกใหญ่ของโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่า พรีเมียร์ลีกมีเปอร์เซ็นต์ของนักฟุตบอลที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มน้อยที่สุดใน 5 ลีกใหญ่ยุโรปเพียง 68% เท่านั้น ขณะที่อิตาลี 98 สเปนเกิน 90 เยอรมัน 94 และฝรั่งเศสเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ของพรีเมียร์ลีกแทบจะน้อยกว่าลีกอื่น ๆ เกินครึ่งหนึ่ง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักอย่างหนึ่งของการระบาดระลอกนี้ก็เป็นได้

อย่างที่เรารู้กันว่า การเข้ารับวัคซีนถือเป็นเรื่องของความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ และเราก็จะเห็นว่ามีผู้คนในหลายแวดวงการที่ต่อต้านการฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนของนักฟุตบอลเองก็เป็นเช่นนั้น สโมสรทำได้เพียงรณรงค์ หรือผลักดันให้นักเตะของตัวเองฉีด แต่ไม่มีสิทธิ์บังคับ

จากการเปิดเผยของ EFL โปรโมเตอร์ลีกรองของอังกฤษ ทั้ง แชมเปี้ยนชิพ, ลีก วัน และลีก ทู มีตัวเลขที่น่าสนใจว่าปัจจุบัน 25% ของผู้เล่นในลีกล่างที่ EFL รับผิดชอบ ยังไม่มีแนวโน้มจะฉีดวัคซีน นี่จึงเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากังวลของพรีเมียร์ลีก

เยอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่แห่งแอนฟิลด์ อาจจะเป็นกุนซือพรีเมียร์ลีกรายแรก ๆ ที่เขียนถึงความกังวลดังกล่าวนั้น โดยเขาเขียนในแมตช์เดย์ โปรแกรมประจำเกมกับนิวคาสเซิลที่ผ่านมาว่า “ข้อความของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้เรียบง่ายและชัดเจนเสมอมา”

“ผมเชื่อผู้เชี่ยวชาญ ผมทำตามคำแนะนำของคนที่ฉลาด มีความรู้ในสาขาของพวกเขา เพราะพวกเขาทุ่มเทชีวิตของพวกเขาให้กับมันและศึกษามัน เรากำลังย้อนกลับไปสู่มาตรการที่เข้มงวดขึ้นรอบสิ่งแวดล้อมของทีมอย่างชัดเจน ซึ่งที่สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เราโอเคกับมันอย่างเต็มที่”

“ผมจะไม่ขอโทษสำหรับมุมมองที่ผมยึดมั่นเรื่องการฉีดวัคซีน ไม่ว่ามันจะทำให้ผมไม่เป็นที่นิยมในบางภาคส่วนของสังคมแค่ไหน ผมเป็นคนเดิมทั้งในยามส่วนตัวเช่นเดียวกับต่อหน้าสาธารณชนในเรื่องนี้ โปรดอย่าไปฟังพวกที่ทำเป็นรู้ อย่าไปสนคำโกหกกับการให้ข้อมูลผิด ๆ ฟังคนที่รู้ดีที่สุด ถ้าคุณทำเช่นนั้น คุณจะลงเอยด้วยการอยากได้วัคซีนและเข็มกระตุ้น”

20 ทีมเป็นอย่างไร

จนถึงขณะนี้มีทีมในพรีเมียร์ลีกเกินครึ่งที่มีรายการนักเตะติดเชื้อโควิด ทีมที่ยังไม่มีรายการนักเตะติดเชื้อได้แก่ อาร์เซนอล พาเลช เอฟเวอร์ตัน ลีดส์ แมนซิตี นิวคาสเซิล เซาแธมป์ตัน วัดฟอร์ด และเวสต์แฮม นอกนั้นมากน้อยลดลั่นกันไป

 

ทีมที่ประสบปัญหาหนักกว่าเพื่อนน่าจะเป็นเลสเตอร์กับสเปอร์สที่ผู้เล่นตัวหลักจำนวนมากมีผลตรวจเป็นบวก ทำให้พวกเขาไม่สามารถ แข่งขันมาได้หลายเกมแล้ว โดยเฉพาะสเปอร์สที่พลาดการลงเล่นไป 3 เกมติดต่อกันแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ลงเล่นในเร็ววันนี้

อะไรคือมาตรฐานการเลื่อนเกมที่ผ่านมา

ผลกระทบที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดตอนนี้คือมีการประกาศเลื่อนเกมการแข่งขันออกมาเป็นระยะ เมื่อกลางสัปดาห์มีหลายคู่ที่ต้องเลื่อน รวมไปถึงเกมสุดสัปดาห์นี้ที่เลื่อนแน่นอนแล้ว 5 จาก 10 แมตช์การแข่งขัน คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้คือ อะไรเป็นมาตรฐานของการเลื่อนไม่เลื่อนเกมเหล่านี้

มีการอ้างถึงกฎของพรีเมียร์ลีกที่ว่าหากยังมีนักเตะตัวหลักเกิน 13 คน จะต้องลงเล่น แต่ที่ผ่านมาหลายสโมสรก็เลื่อนโดยได้โดยที่เหมือนว่าไม่ได้อิงกับกฎเกณฑ์นี้ เช่น กุนซือไบร์ทตัน เรียกร้องขอเลื่อนเกมกับแมนยูในสุดสัปดาห์นี้หยังพบว่ามีเคสบวก 3-4 ราย แต่ในขณะที่ทั้งเชลซี วิลล่า และลิเวอร์พูลต่างก็ยังต้องการลงแข่งขันแม้ว่าจะพบผลเป็นบวกในนักเตะ 3-4 รายเช่นเดียวกันก็ตาม

คำถามคือมันควรทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ ตอนนี้เหมือนกับว่าการจะเลื่อนไม่เลื่อนอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละทีมมากว่าพรีเมียร์ลีกที่เป็นผู้ดูแลการแข่งขันเอง เรื่องนี้อาจจะต้องมีการทบทวนและวางมาตรการกันใหม่ของพรีเมียร์ลีก แต่ไม่รู้ว่ามันจะช้าไปหรือเปล่าสำหรับสถานการณ์ตอนนี้

พักการแข่งขัน การแตกหักทางความคิด

เมื่อเกิดปัญหาก็ย่อมมีการหาทางออก แต่ทางออกย่อมไม่ได้มีแค่ทางเดียว และแต่ละทางก็จะมีคนเห็นด้วยและเห็นแย้ง ในกรณีของสถานการณ์โควิดที่เป็นอยู่นี้ก็เช่นกัน เริ่มมีความเห็นมาเป็นสองทางว่า ควรจะมีการจัดการแข่งขันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่ หรือว่าควรจะหยุดพักก่อน ถือโอกาสปิดเบรกหนีหนาวอะไรก็ว่ากันไป

ผู้จัดการทีมหลายคนเริ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้แล้ว  โดยโธมัส แฟรงก์ กุนซือเบรนท์ฟอร์ด ได้ออกมาเรียกร้องให้พรีเมียร์ลีกพักการแข่งขันชั่วคราว โดยการเลื่อนการแข่งขันของสัปดาห์นี้ออกไปทั้งหมดก่อน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อลง เช่นเดียวกับ เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มองว่า ถ้าลีกเตะกันไม่ต่อเนื่องก็จะมีผลเสียได้ ดังนั้นพรีเมียร์ลีกควรต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของทุกทีม ไม่อยากให้บางคู่แข่งขันและบางคู่ต้องเลื่อนออกไป

เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล มองว่า การหยุดเกมลีกทั้งหมดอาจจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่พรีเมียร์ลีกอาจจะต้องมีการยืดหยุ่นกับตารางการแข่งขันให้มากที่สุด โดยคลอปป์มองว่าที่ผ่านมาทุกคนก็อยู่ในระเบียบการป้องกันโควิด-19 มาตลอด ในส่วนของทูเคิลมองว่าการจะเลื่อนไม่เลื่อนไม่ใช่หน้าที่ของสโมสร เพราะมันมีกฎระบุเอาไว้แล้ว สิ่งที่ต้องทำ คือ ดูว่ามีนักเตะกี่คนที่พร้อมลงสนามบ้างเท่านั้น

ชัดดาวน์พรีเมียร์ทางรอดของลีก

หัวข้อสุดท้ายเป็นมุมมองของผมเอง ที่อยากนำเสนอว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ บางทีการหยุดพักการแข่งขันไว้ก่อนอาจจะเป็นทางรอดทางเดียวของพรีเมียร์ลีก มากกว่าการเลื่อนไปแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง ผมพิจารณาจาก 3 เหตุผลดังต่อไปนี้

เหตุผลแรก ความรุนแรงของโควิดในระลอกนี้ อย่าลืมว่าเราอยู่ในยุคของเดลตาที่ระบาดทั่วโลกและโอมิครอนที่มีเปอร์เซ็นต์การแพร่เชื้อที่รวดเร็วกว่า และเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าความรุนแรงที่แท้จริงของมันขนาดไหน ขนาดแค่รอบแรกนักเตะหลายคนที่ติดเชื้อยังออกมายอมรับว่ามีผลต่อร่างกายของพวกเขาอยู่มาก ฉะนั้น การไม่ประมาท ไม่ก่อความเสี่ยงให้เชื้อแพร่สู่นักเตะจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

เหตุผลที่สอง ทุกทีมควรมีเวลาตั้งตัวและเตรียมตัว การดันทุรังจัดการแข่งขันภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากนั้น จะสร้างภาระงานหนักให้กับเจ้าหน้าที่ของสโมสรทุกฝ่าย ยิ่งสร้างความกังวลใจให้คนทำงานเพราะยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนอะไร เหมือนเป็นการทำงานเฉพาะหน้ากันไปในแต่ละวัน หนทางที่ดีคือทุกคนควรได้หยุดพัก เพื่อตั้งตัวตั้งหลักกันใหม่ และเตรียมตัววางแผนการทำงานภายใต้แผนงานที่ชัดเจนและรัดกุมยิ่งขึ้น

เหตุผลที่สาม แฟร์เพลย์นอกสนาม การแข่งขันอย่างยุติธรรมไม่ควรเกิดขึ้นแค่ในสนามเท่านั้น แม้แต่นอกสนามยามนี้ก็ควได้รับความเป็นธรรมกับทุกทีม การที่ทีมใหญ่อย่างลิเวอ์พูล เชลซี แมนซิตี แมนยู มีนักเตะหายไป 3-4 อาจจะไม่ได้กระทบกับทีมมากนักเพราะขุมกำลังที่มีอาจทดแทนกันได้ แต่หากเป็นทีมเล็กๆ อย่างเบิร์นลีย์ ไบร์ทตัน หากพวกเขาต้องเสียนักเตะตัวหลักในทีมไปเกิน 3 สถานการณ์ของพวกเขาจะย่ำแย่ทันที

ผมเห็นด้วยกับเอ็ดดี้ ฮาว ที่ว่า ไม่อยากให้บางคู่แข่งขันและบางคู่ต้องเลื่อนออกไป เพราะการได้แข่งหรือไม่ได้แข่งมันสร้างภาวะกดดันก่อนเกมที่ไม่เหมือนกัน สมมติ แมนซิตีได้แข่งแล้วชนะ 5 เกมติด ส่วนลิเวอร์พูลเชลซีต้องหยุดแข่ง 5 เกมติด คะแนนของซิตีก็จะนำโด่ง และสร้างแรงกดดันว่าลิเวอร์พูลกับเชลซีต้องชนะอีก 5 เกมเท่านั้น ซึ่งนี่ผมมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่แฟร์สำหรับทุกทีม

การแข่งขันควรพร้อมกันและในบรรยากาศที่ทุกทีมเท่าเทียมกัน เพราะนี่คือฟุตบอลลีกที่ 20 ทีมต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปร่วมกัน ผมเชื่อว่าหากเราหยุดก่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ผลดีกว่า เมื่อเหตุการณ์บานปลายแล้วอาจจะแก้ไขอะไรไม่ทัน และการหยุดช่วงนี้อาจจะเป็นการหยุดเพียงระยะสั้น ๆ และดีต่อทุกฝ่าย