เจาะลึกแผนการเปลี่ยนตัวแก้เกมของคลอปป์เกมพลิกแซงนอริช

สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วง 2 เกมหลังสุดของลิเวอร์พูลคือ การเปลี่ยนตัวเพื่อแก้เกมของคลอปป์ ที่ได้ผลและแสดงให้เห็นกึ๋นของกุนซือชาวเยอรมันผู้นี้

เกมนี้ ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องโรเตชั่นนักเตะถึง 7 ตำแหน่ง นั่นทำให้นอริชสามารถทำงานของพวกเขาได้ง่ายขึ้น และสร้างความลำบากให้หงส์แดงตลอดครึ่งแรกและต้นครึ่งหลัง แต่เรื่องนี้ต้องบอกก่อนว่าการโรเตชั่นไม่ใช่ความผิดพลาดในการวางแผนแต่อย่างใด เพราะหากมองดูตารางการแข่งขัน ลิเวอร์พูลมีโปรแกรมการแข่งขันชนิด 3 วัน เตะ 1 นัด ในเวลา 1 เดือนเต็ม ๆ หรือคิดเป็น 10 เกม ตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์ จนถึง 8 มีนาคม ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้มองลงมาจากดาวพลูโตที่ถูกยกเลิกจากระบบสุริยะก็ยังรู้ว่า ยังไงเกมนี้ก็ต้องโรเตชั่นนักเตะ

อันที่จริง หากพิเคราะห์ดู ใน 7 ตำแหน่งที่เปลี่ยนนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนเอานักเตะโนเนมลงมา ในแดนกลางนั้นเกอิตากับเฮนเดอร์สันก็เป็นนักเตะที่ไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง ส่วนแบ็กซ้ายอย่างซิมิกาสก็ไม่ใช่แค่อะไหล่ เขาทำผลงานได้ในระดับเดียวกับร็อบโบ้เสมอในยามลงสนาม ดังนั้นหากพิจารณาจริง ๆ คงมีเพียงโกเมสและแชมเบอร์เลนที่อาจจะมองได้ว่าเป็นจุดที่น่าวิตกบ้าง

ปัญหาจริง ๆ ที่เกิดขึ้นในเกมคือ นอริช ทำการบ้านมาดี เมื่อบวกกับคุณภาพของทีมลิเวอร์พูลที่ลดลงบ้างจากการโรเตชั่นทำให้แผนการเล่นที่คลอปป์เตรียมมาก่อนเกมนั้นยากลำบากในสองจุด ที่จะชี้ให้เห็นในหัวข้อต่อไป ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคลอปป์จึงเลือกที่จะเปลี่ยนเอาติอาโกลงมา ทำไมจึงต้องเลือกโอริกี้ลงมา และทำไมต้องเปลี่ยนระบบการเล่นระหว่างเกม วันนี้เราจะมาเจาะลึกแผนการเปลี่ยนตัวของคลอปป์ในครั้งนี้กัน

สามจุดบกพร่องแดนกลาง

ประการแรกวันนี้ เฮนเดอร์สัน เกอิตา และแชมเบอร์เลนไม่สามารถทำงานประสานงานสอดคล้องกันได้เลยในแดนกลาง ยังไม่ต้องพูดถึงการเล่นต่ำกว่ามาตรฐานของเกอิตาและโดยเฉพาะแชมเบอร์เลน แต่มันคือการที่ทั้งสามคนทำงานประสานกันไม่ลงตัว เหมือนที่ควรจะเป็น

ตัวอย่างแรกในนาทีที่ 51 จากภาพด้านบนเราจะเห็นว่าเฮนเดอร์สันกำลังครองบอลอยู่ในแดนกลาง โดยมีผู้เล่นของนอริชถึง 3 คนคอยวิ่งไล่และดักทาง โดยที่ไม่มีกองกลางคนอื่นมาช่วยประคองเลย นั่นทำให้การขึ้นเกมจากแดนกลางมักจะไปจบที่การจ่ายพลาด หรือโดนไล่เพรสจนเสียบอล การช่วย cover หรือประคองกันในแดนกลางนั้นน้อยไปหน่อย

ประการที่สองคือ แดนกลางหงส์แดงปล่อยให้นักเตะนอริชเติมเกมง่ายเกินไป ตัวอย่างแรกคือนาทีที่ 3 ของเกม จากภาพเราจะเห็นกองกลางของหงส์แดงถึง 3 คนกำลังวิ่งไล่นักเตะของนอริช 1 คน โดยที่ปล่อยให้นักเตะนอริชคนหนึ่งทางวงกลมครึ่งสนามวิ่งเติมเกมมาแบบสบาย ๆ จังหวะนี้นอกจากการวิ่งไล่ตามหลังนักเตะนอริชถึง 3 คนโดนไม่จำเป็นแล้ว ยังไงก็ต้องมีกองกลางหนึ่งคนมายืนประคองทางฝั่งขวาสักคนหนึ่งเพื่อป้องกันพื้นที่ตรงนั้น

และเพื่อตอกย้ำว่าวันนี้แดนกลางเราเล่นไม่สอดประสานกันหรือปล่อยให้นักเตะนอริชเติมเกมง่ายเกินไป ก็คือจังหวะที่หงส์แดงเสียประตูในนาทีที่ 47 จังหวะนี้ที่หมายเลข 24 ของนอริชได้ลากเลื้อยตัดเข้ามาในกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาของหงส์แดง ตอนนั้นเขาแทบไม่มีทางเลือกแล้ว ปุกกี้ถูกฟานไดจ์คยืนคุมสนิท โดยมีโกเมส มาติปมายืนประคองพื้นที่

ทางเลือกเดียวที่เหลือคือการจ่ายบอลคืนมาที่เบอร์ 17 ซึ่งจุดนี้คือข้อผิดพลาดของแดนกลางทางฝั่งขวาอย่างแชมเบอร์เลนที่ยืนประกบตัวห่างมาก ทั้งที่วิ่งตามลงมาจนทันแล้ว ทำให้เบอร์ 17 มีโอกาสและเวลาในการแต่งบอลแล้วยิงประตูได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับภาพที่ด้านบนที่ผมบอกว่าแดนกลางของเขาปล่อยให้นอริชเติมเกมง่ายเกินไป

ประการที่สามคือ แดนกลางหงส์แดงขาดไอเดียในการสร้างสรรค์เกม โดยเฉพาะการจ่ายบอลไปข้างหน้านั้นเป็นการจ่ายแบบที่ผมมองว่า คาดเดาง่ายเกินไป จ่ายทื่อ ๆ ไปที่นักเตะแดนหน้าที่โดนคุมตัวอยู่บ้าง จ่ายพลาดบ้าง จ่ายแต่มิติเดียวคือพื้น ๆ บ้าง ทำให้นักเตะนอริชเก็บกินได้หมด

ไม่ใช่แค่กองกลางแต่แบ็คขวาจำเป็นอย่างโกเมสเองก็ประสานงานกับแดนหน้าไม่ได้เลย แม้จะพยายามแล้วก็ตาม เช่นจังหวะในนาทีที่ 47 ซึ่งผมมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียประตูของหงส์แดงในไม่กี่วินาทีต่อมา คือโกเมสจ่ายบอลให้ซาลาห์ที่โดยนักเตะนอริชจ้องเล่นงานอยู่แล้วแบบเบาไป ทำให้โดยฉกบอลได้ก่อนจะทำเกมขึ้นมาจนทำประตูนำหงส์แดงได้ในท้ายที่สุด

แดนหน้า 3 คนไม่พอ

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อแดนกลางและแบ็กไม่สามารถทำเกมหรือผ่านบอลไปให้แดนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักเตะแดนหน้าของหงส์แดงต้องทำงานหนัก และเล่นได้ยากมากขึ้น จากภาพในนาทีที่ 13 เราจะเห็นว่ามีนักเตะนอริชมากถึง 8 คนในกรอบเขตโทษโดยมีนักเตะหงส์แดงเพียง 3 คน หนึ่งในนั้นคือฟานไดจ์คที่ยังไม่ได้ถอยลงมาเพราะเป็นจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม

โดยสิ่งที่เราเห็นนั้นคือนอริชปิดพื้นที่ในกรอบเขตโทษ และประชิดตัวนักเตะอย่างซาลาห์ มาเน่ จนแทบไม่มีจังหวะและพื้นที่ให้เล่นเลย ยิ่งบอลจากแดนกลางมาไม่ถึงพวกเขาหรือมาแบบชนิดไม่ได้ลุ้นอะไร และบอลจากด้านข้างที่เคยทำอันตรายและกดดันคู่แข่งได้หายไป ทำให้วันนี้เกมรุกหงส์แดงจึงได้แต่ด่อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าเขตโทษและการเข้าทำที่ติด ๆ ขัด ๆ

เปลี่ยนสองได้สาม

โดยส่วนตัวผมไม่สงสัยที่คลอปป์เปลี่ยนทั้งติอาโกและโอริกี้ลงมา แต่ผมแค่อยากรอดูว่า การเปลี่ยนทั้งสองคนลงมามันจะสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกันยังไง เป็นการเปลี่ยนที่แก้ทีละจุดๆไป คือเปลี่ยนติอาโกเพื่อมาแก้ปัญหาแดนกลาง เปลี่ยนโอริกี้ลงมาเพื่อเพิ่มโอกาสแดนหน้าเท่านั้นหรือ หรือว่าการเปลี่ยนทั้งสองคนลงมาพร้อมกันมันมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่

ทีนี้ผมจะเจาะให้เห็นว่ามันแก้ทีละจุดยังไง และมันเกี่ยวข้องกันยังไง

หากมองว่าเป็นการแก้เป็นจุด ๆ การเปลี่ยนติอาโกลงมา สามารถแก้ปัญหา 3 ปัญหาของแดนกลางที่ผมว่ามาได้ดีเลยทีเดียว ประการแรกคือแดนกลางของเราต่อบอลกันได้มากขึ้น จากภาพด้านล่างเราจะเห็นว่าเฮนเดอร์สันกำลังครองบอลและไปต่อไม่ได้ เพราะโดนนอริชไล่บี้ จึงกำลังจะส่งบอลคืนให้โกเมส ซึ่งหากนาทีนั้นไม่มีติอาโกในสนาม ผมเชื่อโกเมสอาจจะจ่ายคืนอลิสซงหรือเลือกจะส่งให้ซาลาห์ที่โดนประกบอยู่

แต่สิ่งที่ติอาโกทำคือสิ่งพิเศษ เขาที่อยู่ตัวไกลอ่านเกมรออยู่แล้วว่าเฮนโด้จะจ่ายคืนโกเมส เขาจึงคิดต่อทันทีว่าจะทำอย่างไรกับจังหวะนี้ โดยติอาโกรีบหุบตัวเองลงมาหาพื้นที่ว่างหน้าฟานไดจ์ค และยกมือชี้ส่งสัญญาณให้โกเมสตั้งแต่โกเมสยังไม่ได้สัมผัสบอลเลยว่าให้ส่งมาทางเขา

หลังจากโกเมสได้บอลเขารีบส่งบอลขวางไปหาติอาโกทันที และทันทีที่บอลยังมาไม่ถึงเขา ติอาโกก็หันไปมองด้านหน้าแล้วว่าจะทำอย่างไรในจังหวะนี้และสิ่งที่เขาทำก็คือทันทีที่ได้บอลมาเขาแต่งบอล 1 จังหวะก่อนจะวางบอลยาวให้ซาลาห์ทันที ซึ่งจังหวะนี้จบด้วยโอกาสทำประตูของซาลาห์แต่หลุดเสาไกลออกไปนิดเดียว ผมว่าจังหวะนี้จังหวะเดียวก็ทำให้เราเห็นแล้วว่าติอาโกแก้ปัญหาในแดนกลางที่ผมว่ามาอย่างไร เขาอ่านเกม และพยายามเป็นตัวสอดประสานของเพื่อน ๆ ได้ดี มีวิสัยทัศน์ในการวางบอลที่นักเตะนอริชคาดเดายากว่าบอลจะออกจากหน้าเท้าเขาอย่างไร

นี้มามองจุดของโอริกี้บ้างว่า เขามาแก้ปัญหาแดนหน้าไม่พออย่างไร จากภาพเห็นชัดว่าโอริกี สามารถเรียกผู้เล่นของนอริชเข้ามาหาเขาได้ถึง 3 คน และมองดูจากจังหวะนี้เราจะเห็นว่า ทั้งมาแน่และซาลาห์อยู่ในจุดที่มีพื้นที่ในการรอเล่นจังหวะต่อไปทันทีหากบอลเข้าทางพวกเขา

หรือจะเอาให้ชัดในจังหวะที่หงส์แดงได้ประตูที่ 3 การเคลื่อนที่ของโอริกี้มีส่วนทำให้ดิอาชสมารถวิ่งหลุดแนวรับของนอริชเข้าไปรับบอลทะลุช่องของเฮนเดอร์สันได้ จังหวะแรกในนาทีที่ 79.42 ระหว่างที่บอลยังอยู่กับติอาโก เราจะเห็นโอริกี้ยืนอยู่ตรงกลางโดยมีเบอร์ 4 เดินตามเขาขึ้นมา

จากนั้นตอนนี้บอลไปถึงเฮนเดอร์สันในนาทีที่ 79.55 ภาพมุมบนแสดงให้เห็นว่าโอริกี้ขยับมาทางฝั่งขวาแล้วโดยที่มีเบอร์ 4 ตามมาและเบอร์ 4 กำลังจะกลับไปประจำตำแหน่งตรงกลาง แต่จังหวะนี้ไม่ทันแล้วเพราะเฮนเดอร์สันเห็นช่องพอดี และดิอาชที่วิ่งอยู่หลังเบอร์ 4 กำลังจะวิ่งสอดขึ้นไปรับบอล

เมื่อกลับมาดูมุมที่ดิอาชวิ่งไปรับบอล เราจะเห็นว่าเบอร์ 4 นั้นหลุดตำแหน่งแล้วและวิ่งไปไม่ทันแล้ว ขณะที่เบอร์ 21 ที่พอจะวิ่งตามดิอาชไปได้ก็ต้องชะงักเพราะโอริกี้เองก็กำลังวิ่งฉีกออกมาทางขวาทำให้สุดท้ายแล้วดิอาชจึงสามารถวิ่งไปรับบอลของเฮนเดอร์สันได้อย่างพอดีและทำประตูแรกให้เจ้าตัวได้ นี่คือภาพการเปลี่ยนแปลงจากทั้งสองคนี่ลงมาที่มองแบบทีละจุด

4-4-2 หรือ 4-2-4 หรือว่า 4-2-2-2

ทีนี้หากมองว่าการลงมาของติอาโกกับโอริกี้มันสัมพันธ์กันยังไง ก็ต้องบอกว่า เพราะว่าการลงมของทั้งสองคนไม่ใช่แค่การปรับตัวผู้เล่นแต่เป็นการเปลี่ยนระบบการเล่นด้วย จาก 4-3-3 เป็น 4-4-2 ถามว่ารู้ได้ไง ก็ดูจากภาพที่ติอาโกวิ่งลงมาแล้วทำสัญลักษณ์ชูนิ้ว 4-4-2 ให้เพื่อนๆ ดู และอีกหนึ่งสิ่งก็คือคำให้สัมภาษณ์ของคลอปป์หลังเกมว่า เขาได้รับคำแนะนำจากเป็บ ลินเดอร์ส ผู้ช่วยของเขาว่าควรปรับมาเล่นหน้าคู่ เป็น 4-4-2 แทน

ประเด็นก็คือแม้ติอาโกจะยกมือบอกว่า 4-4-2 หรือคลอปป์จะบอกเองว่าเป็น 4-4-2 แต่ในการเล่นจริง ๆ มันโคตรยืดหยุ่น บางครั้งการยืนเป็น 4-4-2 บางครั้งก็ยืนเป็น 4-2-4

ตัวอย่างภาพนี้แสดงให้เห็นว่าการยืนตำแหน่งในแดนหน้าของหงส์แดงเปลี่ยนไปทันทีหลังเปลี่ยนตัวโอริกี้กับติอาโกลงมาไม่ถึง 1 นาที จังหวะเติมเกมบุกของโกเมสทำให้เห็นภาพ 4 นักเตะเกมรุกยืนอยู่ในพื้นที่สุดท้ายของนอริช โดยสามารถดึงกองหลังให้ห่างออกจากกันได้ ทำให้แดนหน้าของหงส์แดงไม่อึดอัดเกินไป

แต่สำหรับผมมองว่าบางครั้งมันเป็นระบบ 4-2-2-2 เลย เพราะเราจะเห็นว่าบางครั้งซาลาห์กับมาเน่นั้นหบเข้ามาเล่นตรงกลางสนามคอยดึงตัวผู้เล่นของนอริชให้ตามขึ้นมาอีก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ 2 ตัวบนในการเข้าทำ ขออนุญาตฉายภาพซ้ำจังหวะที่ได้ประตู 3-1 เราจะเห็นว่าซาลาห์หุบเข้ามาเล่นตรงกลางสนามอย่างชัดเจน

ดังนั้นโดยแกนของการแก้เกมครั้งนี้คือการแก้ปัญหาแดนกลางและการเข้าทำแดนหน้า แต่การแก้แค่ตัวบุคคลอาจไม่พอสำหรับเกมนี้ การส่งติอาโกกับโอริกี้ลงมานั้นได้สองเด้งคือเปลี่ยนแก้เป็นจุด ๆ ของบุคคลแล้วยังสามารถปรับระบบให้สามารถทะลายกำแพงแนวรับของนอริชได้ด้วย และที่โชคดีก็คือมันดันทีเด้งที่สามคือเราสามารถคว้า 3 แต้มได้เกมนี้