4 ปัจจัยที่ทำให้หงส์แดงกลับสู่หนทางลุ้นแชปม์ลีก

การแข่งขันลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ สำหรับลิเวอร์พูล เป็นการออกตัวที่สวยหรู แรกเริ่มเดิมทีในช่วง 10 เกมแรก (เดือนตุลาคม) หงส์แดงเกาะกลุ่มอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์ของ 3 ทีมใหญ่คือ เชลซี ลิเวอร์พูล แมนซิตี โดยมีเวสต์แฮมเป็นตัวสอดแทรก ซึ่งเวลานั้นต้องบอกว่าเชลซีของโทมัสทูเคิลดูดีมาก หลังผ่านไป 10 เกมแรกพวกเขามี 25 แต้ม นำลิเวอร์พูล สามแต้มและนำแมนซิตีถึง 5 แต้ม

ลิเวอร์พูลของเราเคยขึ้นไปเป็นฝูงอยู่ช่วงหนึ่งหลังผ่านไป 6 เกม โดยช่วงเดือนกันยา-ตุลาเป็นช่วงที่หงส์แดงขับเคี่ยวกับเชลซีในการแย่งจ่าฝูง แต่เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคมและผ่านสัปดาห์ที่ 15 ไป แมนซิตี ก็เริ่มติเครื่อง และสามารถขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้ ขณะที่เชลซี ลิเวอร์พูลผลงานลุ่ม ๆ ดอน ๆ จนเมื่อผ่านไป 20 เกม แมนซิตีสามารถนำห่างเชลซีและลิเวอร์พูลเกิน 10 แต้ม โดยเมื่อเริ่มต้นปีใหม่หงส์แดงมีแต้มตามซิตีถึง 12 แต้ม (แข้งน้อยกว่า 2 เกม)

จากนั้นในช่วงเดือนมกราคมลิเวอร์พูลจะมีแต้มตามหลังแมนซิตีอยู่ 9 แต้มโดยแข่งน้อยกว่า 1 เกมเรื่อยมา จนกระทั่งก่อนถึงเกมที่ลิเวอร์พูลแข่งไป 24 เกม มี 54 แต้ม ขณะที่แมนซิตีแข่งไป 25 เกมมี 63 แต้ม ลิเวอร์พูลได้ลงเล่นก่อนซิตีในรอบ 7 เกมหลังสุดและเป็นฝ่ายเอาชนะนอริชไปได้ ส่วนแมนซิตีแพ้คาบ้านต่อสเปอร์ ทำให้ตอนนั้นหงส์แดงมี 57 แต้ม ตามหลังซิตี 6 แต้ม และหลังจากชนะลีดส์ได้ 6-0 หงส์แดงก็มีแต้มตามหลังเรือใบแค่ 3 แต้ม ขณะที่มีเกมที่จะต้องเจอกันอีก 1 เกม แม้ตอนนี้แมนซิตี้จะแข่งไปมากกว่าหงส์แดง 1 เกม และกลับมานำหงส์แดงอีกครั้ง ที่ 6 แต้ม จากการที่หงส์แดงไม่ได้เตะเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเข้าชิงกับลีกคัพกับเชลซี

แต่ จากที่หลายฝ่ายเคยคิดว่าหงส์แดงและเชลซีหลุดออกจากเส้นทางลุ้นแชมป์แล้ว และเรือใบของเป็บน่าจะแล่นฉิวเข้าป้ายป้องกันแชมป์แบบสบาย ๆ กลายเป็นว่าหงส์แดงขยับตัวเองเข้าลู่เข้าทาง วิ่งมาประชิดทีมเรือใบแล้ว ยิ่งเพิ่งคว้าแชมป์ลีกคัพได้ ดูเหมือนกำลังใจและโมเมนตัมมันจะกลับมาทางหงส์แดงมากขึ้น วันนี้เราจะมาเสนอว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ทำให้หงส์แดงสามารถกลับมาสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์ครั้งนี้อีกครั้ง ซึ่งส่วนหนึ่งของบทความนี้มาจากบทความของ telegraph

พี่ยักษ์คนเดิมกลับมาแล้ว

ที่ต้องใช้คำว่า คนเดิม เพราะหลังจากที่ฟานไดจ์คเจ็บยาวไปกว่า 1 ฤดูกาล ฤดูกาลนี้เขาก็กลับมาเป็นตัวจริงของหงส์แดงได้ตั้งแต่เปิดฤดูกาล และลงเป็นตัวจริงชนิดครบ 90 นาทีไปถึง 23 เกม มีเพียง 2 เกมเท่านั้นที่เขาไม่ได้ลงเล่น ฉะนั้นในแง่ของการลงเล่นเขากลับมาลงเล่นอย่างสม่ำเสมอได้แล้วตั้งแต่ต้นฤดูกาล

เพียงแต่อย่างที่เราเห็นก็คือ ผลงานในสนามของเขานั้นในช่วง 20 กว่าเกมแรกมันยังไม่เหมือนเดิม เขามีจังหวะที่ช้าลง และเหมือนยังไม่กล้าเข้าบอลหรือสกัดบอลได้อย่างเต็มที่ บวกกับลูกเปิดจากแนวลึกทแยงมุม ที่เคยเป็นจุดเด่นของเขาก็หายไป

แต่หลังจากที่เขาสามารถโขกทำประตูให้หงส์แดงขึ้นนำพาเลส ช่วยให้หงส์แดงเอาชนะพาเชสไปได้ 1-3 ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมคิดว่าความมั่นใจของเขากลับมาเต็มที่แล้ว และเขาก็ทำผลงานได้โดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งหลายคนมองว่า เกมกับอินเตอร์มิลานที่ผ่านมาคือหมุดหมายสำคัญที่บอกว่าตอนนี้ฟานไดจ์คกลับมาแบบ 100% แล้ว ฟอร์มการเล่นของเขาในเกมนั้นทำให้เรานึกถึงฟานไดจ์คคนเดิมก่อนบาดเจ็บยาว ไม่ว่าจะเป็นชั้นเชิงการเข้าสกัดบอล การอ่านเกม การวางบอลยาว และความแข็งแกร่งที่เรารู้สึกได้ว่าฟานไดจ์คกลับมาแล้ว

อันที่จริงไม่ใช่แค่ฟานไดจ์คที่กลับมาฟิต 100 % แต่ต้องบอกว่าแผงหลังของหงส์แดงเริ่มเข้ารูปเข้าร่างมาสักระยะแล้ว ทั้งเทรนท์และโรเบิร์ตสันต่างก็กลับมาแอสซิสต์กันได้รัว ๆ อีกครั้ง รวมกัน 18 แอสซิสต์แล้วในลีก ส่วยอลิสซงเองก็กลับมาโชว์การเซฟที่ยอดเยี่ยม รวมถึงการออกบอลจากหน้าประตูที่แม่นยำ อันตรายและได้เปรียบก็กลับมาอีกครั้ง โดยรวมเราอาจพูดได้ว่าแผงหลังของเราที่นำโดฟานไดจ์คกลับมาแล้ว หลักฐานก็คือ หงส์แดงเสียไปเพียง 2 ประตูจาก 5 เกมหลังสุด และเก็บได้ถึง 3 คลีนชีต

ขุมกำลังแดนกลางที่แน่นด้วยคุณภาพ

หลักฐานชี้ชัดเรื่องคุณภาพและขุมกำลังของแดนกลางหงส์แดงก็คือ 5 เกมหลังสุดนับเฉพาะพรีเมียร์ลีกกับ UCL คลอปป์ไม่เคยใช้แดนกลางชุดเดียวซ้ำกันสองเกมติดเลย มีการโรเตชั่นตลอด และแม้จะโลเตชั่นแดนกลางเป็นว่าเล่น หงส์แดงก็ยังคว้าชัยชนะได้ทั้ง 5 เกมดังกล่าว แบ่งเป็นพรีเมียร์ลีก 4 เกม และ UCL 1 เกม

สิ่งที่เราเห็นชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในสองเกมล่าสุด ระหว่างเกมคลอปป์สามารถเปลี่ยนแดนกลางได้แบบยกแผงเลยด้วยซ้ำ ในเกมกับอินเตอร์ คลอปป์เปลี่ยนเอเลียตต์กับฟาบิญโญ่ออก ในเกมกับนอริชก็เปลี่ยนเกอิตากับแชมเบอร์เลนออก และส่งกองกลางคนอื่นลงมา ซึ่งมันได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งสองเกม การมีแดนกลางให้เลือกเยอะก็ส่งผลให้คลอปป์สามารถปรับแผนการเล่นระหว่างเกมได้ถนัดขึ้น แผน 4-2-4 ถูกนำมาใช้แก้เกมบ่อยขึ้นในช่วงหลัง

คนหนึ่งที่ต้องชื่นชมและเป็นปัจจัยสำคัญในแดนกลางก็คือ ติอาโก ที่โชว์ผลงานได้ระดับยอดเยี่ยมในพักหลัง โดยเฉพาะการผ่านบอล การเป็นผู้คุมจังหวะการเล่นของหงส์แดง สร้างมิติในเกมแดนกลางด้วยลูกบอลที่ออกจากเท้าของเขาอย่างยากที่จะคาดเดาได้ 9 เกมที่เขาลงเป็นตัวจริงให้หงส์แดงในลีก ทีมชนะทั้ง 9 เกม และทีมแพ้แค่ 1 ครั้งจาก 13 เกมลีกที่มีเขาอยู่ในสนาม (แพ้เวสต์แฮม 3-2)

ฟาบิญโญ่กับเฮนเดอร์สันคือสองขุมกำลังหลักเดิมของหงส์แดงก็กลับมาโชว์ฟอร์มได้ในมาตรฐานที่สูงแบบเดิมที่พวกเขาเคยทำได้ในช่วงที่หงส์แดงคว้าแชมป์ลีกและ UCL โดยเฉพาะรายแรกที่พอเข้าสู่ปี 2022 ก็โชว์ฟอร์มโหดด้วยการทำไป 3 ประตูจาก 4 เกมหลังสุดที่เขาลงเล่นในลีก ซึ่งเป็นการทำประตูให้หงส์แดงมาที่สุดนับตั้งแต่เขาย้ายมาร่วมทับ ขณะที่เฮนโด้กัปตันทีมก็ทำผลงานไป 2 ประตูกับ 4 แอสซิสต์แล้วในลีก ใกล้เคียงกับผลงานที่เขาเคยทำได้เมื่อปี 2019-2020 ที่หงส์แดงคว้าแชมป์ลีกได้

แนวรุกคืนฟอร์ม

หลายคนอาจติดภาพของสามประสานแนวรุกหงส์แดงในยุคต้น ๆ ว่าถล่มประตูได้มาก แต่ผมไปค้นมาแล้วพบว่า ตั้งแต่คลอปป์คุมทีมแบบเต็มฤดูกาลในปี 2016-2017 เป็นต้นมา เมื่อผ่านไป 26 เกม หงส์แดงทำไปแล้วถึง 70 ประตูในเกมลีก มากที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี

สาเหตุเพราะเมื่อก่อนหงส์แดงอาจจะมีคนทำประตูได้หลัก ๆ แค่ 3 คนคือซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ แต่ปีนี้ลิเวอร์พูลมีคนช่วยทำประตูในแดนหน้ามากถึง 4 คน เพิ่มโจตามาอีก 1 คน เอาแค่ซาลาห์ โจตา มาเน่ สามคนนี้ก็ทำประตูรวมกัน 42 ประตู มากกว่าครึ่งที่หงส์แดงทำได้แล้ว

คนหนึ่งที่สร้างความแตกต่างได้มากในเกมรุกของหงส์แดงก็คือโจต้า มิติการทำประตูด้วยลูกกลางอากาศของเขา ที่ทำไป 3 ประตูในลีก ประตูจากลูกโหม่งของเขาล้วนแต่เป็นประตูที่สำคัญ ๆ หลายครั้งเป็นประตูแรกที่ช่วยให้หงส์แดงเล่นง่ายขึ้นในเกมที่อึดอัด และบางลูกก็เป็นประตูชัยให้หงส์แดงได้

สำหรับซาลาห์นั้นผลงาน 17 ประตูกับ 9 แอสซิสต์ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมกับประตูมากที่สุดเทียบเท่ากับสถิติของปี 2017-2018 ที่เขาย้ายมาร่วมทีมกับหงส์แดงและโชว์ฟอร์มขั้นเทพ คือ ผ่านไป 25 นัด มีส่วนร่วมกับประตู 26 ประตู โดยในปีนั้นเขาทำไป 19 ประตู กับ 7 แอสซิสต์หลังผ่านไป 25 เกมเท่ากัน

การแข่งขันในแต่ละตำแหน่ง

ลิเวอร์พูลของคลอปป์เมื่อปีที่แล้วถูกมองว่ามีตัวเลือกน้อยเหลือเกินในแต่ละตำแหน่ง ทั้งที่จริงแล้วจำนวนนักเตะปีนี้กับปีที่แล้วนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย เพียงแต่ปีที่แล้วนักเตะที่หยิบเลือกใช้งานได้จริง ๆ มันมีน้อย เมื่อการแข่งขันในแต่ละตำแหน่งมีน้อย เชื่อว่าแรงจูงใจในการรีดฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาก็มีน้อยตามด้วย

เห็นชัด ๆ เลย กับตำแหน่งแบ็กซ้ายของร็อบโบ้ ที่ปีที่แล้วฟอร์มหลุดอย่างชัดเจน และผลงานในสนามก็ดรอปลง พอมาปีนี้ลิเวอร์พูลได้ซิมิกาสเข้ามาและทำผลงานได้ดี ทำให้ร็อบโบ้กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ในมาตรฐานที่เคยทำได้ เช่นเดียวกับมาติปที่มีโกนาเต้คอยกระตุ้น

ในแผงแดนกลางนี่ยิ่งชัดเจน การที่ติอาโกปรับตัวได้ และการที่คลอปป์โยกเอเลียตต์ถอยต่ำลงมาเป็นกองกลาง ทำให้กลางสนามของหงส์แดงเป็นพื้นที่ที่ต้องแย่งกันลงสนาม นอกจาก 3 ตัวหลักอย่างเฮนโด้ ติอาโก ฟาบิญโญ่แล้ว เอลียตต์ แชมเบอเลน เกอิตา มินามิโนะ โจนส์ ต่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้นักเตะคนอื่น ๆ เร่งทำผลงานให้ดี

แต่ที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือแดนหน้า ที่ปีนี้โจต้าทำให้ทั้งมาเน่และฟีร์มิโน่ต่างวางใจไม่ได้ และต้องตื่นตัวทุกครั้งในการลงสนาม สังเกตได้จากฟอร์มที่กระเตื่องมากขึ้นของฟีร์มิโน่ในหลายนัดที่ผ่านมา ยิ่งตอนนี้นักเตะใหม่อย่างดิอาช สามารถทำผลงานได้ดี เข้าเป้ามาเป็นตัวเลือกในแดนหน้าไปแบบไม่ต้องเสียเวลาปรับตัว หากใครฟอร์มตก หรือไม่แสดงงัดฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ก็มีโอกาสได้นั่งข้างสนามแน่ๆ

โดยหลัก ๆ แล้ว 4 ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้หงส์แดงสามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาสู่ถนนแห่งการลุ้นแชมป์ได้ เมื่อประเมินจากโอกาสตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังนักเตะ และโปรแกรมในมือ ลิเวอร์พูลอยู่ในจุดที่สามารถต่อกรกับเรือใบได้แน่นอน เพราะตอนนี้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในมือของหงส์แดงเองแล้ว พวกเขาสามารถกำหนดชะตาตัวเองได้ หากชนะในเกมตกค้างและเอาชนะเรือใบได้ เป้าหมายคือแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 2 คงไม่หนีไปไหน