5 ประเด็นเด่นหลังเกมหงส์แดงเปิดบ้านพิชิตยูงทอง

เกมตกค้างนัดสำคัญของหงส์แดงที่อาจะถือว่าเป็นเกมที่ตัดสินการลุ้นแชมป์ของหงส์แดงในฤดูกาลนี้เลยก็ได้ โดยมีเป้าหมายว่าจะแข่งเท่ากับแมนซิตี้ และตามหลังพวกเขาเพียง 3 แต้มเท่านั้น และหงส์แดงก็ทำได้ด้วยการโชว์ฟอร์มโหด ถล่มทีมเยือนของอาจารย์ปิเอลซ่า แบบไม่ไว้หน้ากันเลยทีเดียว

อันนี้เป็น 5 ประเด็นหลังเกมที่อยากเอามาเล่าต่อกัน ส่วนการวิเคราะห์แผนการเล่นในเกมนี้แบบเก่งหลังเกมตามสไตล์ของเรา จะมาให้เห็นแน่นอน กดติดตามเพจ we are Liverpool ไว้ได้เลย

โรเตชั่นได้ผลต่อเนื่อง

การโรเตชั่นหรือหมุนเวียนนักเตะของคลอปป์ยังได้ผลต่อเนื่อง เกมนี้ก็เปลี่ยนผู้เล่นถึง 5 ตำแหน่งจากเกมที่แล้ว โดยแบ็คซ้าย-ขวา ตัวจริง อย่างโรเบิร์ตสันและอาร์โนล์ดกลับมาประจำการ ขณะที่แดนกลางก็เปลี่ยนยกชุดจากเกมที่แล้ว เป็นโอกาสของฟาบิญโญ่ ติอาโก และ โจนส์ ในการลงเล่น ส่วนแดนหน้ายังคงเป็นสามประสานอย่างดิอาช มาเน่ และซาลาห์

ลิเวอร์พูลมีการโรเตชั่นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่เกมกับเลสเตอร์ โดยหลังจากนั้นหงส์แดงปรับเปลี่ยนผู้เล่นไม่น้อยกว่า 4 ตำแหน่งในแต่ละเกม โดยเกมที่ชนะนอริชนั้นหงส์แดงเปลี่ยนผู้เล่นถึง 7 ตำแหน่ง และตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนมากที่สุดแทบจะทุกเกมก็คือ 3 คนแดนกลาง นี่ถ้าโชตากับฟีร์มิโน่ไม่เจ็บ บางทีเราอาจจะเห็นการโรเตชั่นที่มากกว่านี้ก็เป็นได้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมของทีมในสถานการณ์ที่เรากำลังลุ้นถึง 4 แชมป์

ชัยชนะ 6 ลูก

ลิเวอร์พูลเคยยิงคู่แข่งเกิน 5 ประตูในพรีเมียร์ลีกยุคคลอปป์ เพียง 3 ครั้งเท่านั้น โดยครั้งแรก ลิเวอร์พูลเปิดบ้านชนะวัตฟอร์ด 6-1 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2016 ต่อมาคือการบุกไปชนะคริสตัล พาเลส ถึงถิ่น 0-7 เมื่อเดือนธันวาคมปี 2020 และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม และชนะคู่แข่งด้วยระยะห่าง 6 ลูกในแอนฟิลด์เป็นครั้งแรกในเกมพรีเมียร์ลีกของคลอปป์

ชัยชนะ 6 ลูกในครั้งนี้ยังส่งผลให้หงส์แดงทำประตูไปแล้ว 70 ประตู มากที่สุดในลีก และมากที่สุดในยุคของคลอปป์หากนับในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นยังถือเป็นทีมที่สองใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่ทำประตูแตะเลข 70 ต่อจากบาเยิร์น มิวนิค ที่ตอนนี้ทำไป 74 ประตูจากการลงสนาม 23 เกม แต่หงส์แดงมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีสุดใน 5 ลีกใหญ่ ที่ +50 เหนือ แมนซิตีที่ +46 และ บาเยิร์นที่ +48

เคอติส โจนส์ ดาวเด่น

ในหลาย ๆ เกมโจนส์ มักจะถูกวิจารณ์มากกว่าชื่นชม โดยเฉพาะเรื่องของการครองบอลไว้กับตัวเองนานเกินไป และการมักจะชอบเลี้ยง ชอบจี้ไปยิงเองมากกว่าจะร่วมสร้างสรรค์เกมกับเพื่อน แต่เกมนี้เหล่าสาวกหงส์แดงในสนามต่างก็ปรบมือให้กับเจ้าหนูคนนี้ดังกึกก้องตอนที่เขาถูกเปลี่ยนตัวออกให้มิลเนอร์ลงมาแทนในนาทีที่ 77

วันนี้โจนส์เล่นได้โดดเด่นในแดนกลาง ประสานงานร่วมกับติอาโก ที่สลับฝั่งกันไปมา การลงมาช่วยเชื่อมเกมจากหลังไปหน้าตามแท็กติกของคลอปป์ในช่วงครึ่งแรกที่ดันเอาแบ็กสองข้างขึ้นไปในแดนของคู่ต่อสู้ และมอบหมายหน้าที่ให้โจนส์เป็นตัวเชื่อมเกมพาบอลไปข้างหน้า บทบาทการเล่นของเขาวันนี้มีส่วนอย่างมากที่ทำให้แท็กติกที่คลอปป์วางมาได้ผลมาก

การเล่นแบบไม่ดื้อ ผสมกับการเล่นแบบทุ่มเท มุ่งมั่นเกินร้อยของเขาที่มีมาตลอด ทำให้ผลงานของเขาในเกมนี้มันออกมาเป็นส่วนผสมที่ดีมาก จังหวะในช่วงท้ายเกมที่เขาได้หลุดไปทางขวา ก่อนที่จะเลือกตบเข้ากลางให้เพื่อน ทั้งที่มีโอกาสยิงมากกว่า ก็ได้รับเสียงชื่นชมมาก

ฤดูกาลนี้โจนส์ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีก 7 เกมรวมเกมนี้ แต่ก็มีถึง 8 เกมที่เขาอยู่ในสนามเกิน 60 นาที โดยอีก 1 เกมเป็นกับแมนยูที่เขาถูกเปลี่ยนลงมาแทนมิลเนอร์ตั้งแต่นาทีที่ 27 แต่เกมนี้น่าจะเป็นเกมที่เขาโชว์ผลงานได้ไฉไลที่สุด โดยเฉพาะสถิติการเลี้ยงผ่านคู่แข่งที่ทำได้ถึง 7 มากที่สุดในสนาม และมากที่สุดในทุกเกมที่เขาลงเล่น ก่อนหน้านั้น 7 เกมเขาไม่เคยเลี้ยงผ่านคู่แข่งเกิน 3 ครั้งเลย และมีถึง 2 เกมที่เขาไม่สามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งได้

สามประสานที่ทรงพลัง

นับตั้งแต่ฟีร์มิโน่ฟอร์มตกลงไปในช่วง 2ปีหลัง แนวรุกของหงส์แดงก็ได้รับคำวิจารณ์มาเสมอ แม้จะได้โชต้ามาช่วยกู้ผลงานบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่โชตามักทำผลงานโดดเด่นชนิดส่วนบุคคล เรายังไม่เห็นการประสานงานกันที่สอดคล้องและยอดเยี่ยมจากโจตาและมาเน่ ซาลาห์

แต่หลังจากที่ดิอาชได้โอกาสลงเล่นเรื่อย ๆ และเป็นตัวจริงร่วมกับซาลาห์และมาเน่ในสองเกมหลังสุดเราก็เริ่มเห็นเคมีบางอย่างที่เข้ากันและส่งเสริมกันมากในแนวรุก แนวรุกของหงส์แดงสามารถสร้างโอกาสทำประตูได้มากถึง 29 ครั้งในเกมกับนอริช ซึ่งมากที่สุดในฤดูกาลนี้ ส่วนเกมกับลีดส์เมื่อคืนก็สร้างโอกาสไป 23 ครั้ง นับเป็นการสร้างโอกาสทำประตูระดับ 20+ สองเกมติดกันครั้งแรกในฤดูกาลด้วย โดยทั้งสามคนสร้างโอกาสยิงประตูรวมกันไป 29 ครั้งจาก 52 ครั้ง

ตลอดสองเกมที่พวกเขาสามคนลงสนามด้วยกันทีมทำประตูได้ถึง 9 ประตู และพวกเขาสามคนมีส่วนร่วมกับ 8 ประตู แบ่งเป็นดิอาชทำประตู 1 มาเน่ทำประตู 3 ซาลาห์ ทำประตู 3 แอสซิสต์อีก 1 โดยซาลาห์สามารถทำประตูและแอสซิตส์ถึงตัวเลขสองหลักได้อีกครั้ง เทียบเท่ากับปี 2019-2020 ที่ซาลาห์ทำไป 19 ประตูกับ 10 แอสซิสต์และปีนั้นหงส์แดงคว้าแชมป์ลีกได้

นอกจากนั้นซาลาห์ยังทำประตูที่ 152 ให้หงส์แดงได้สำเร็จแซง แชมเบอร์ส ได้แล้ว และขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 9 ของดาวซัลโวตลอดกาลของหงส์แดง และอันดับ 4 ดาวซัลโวของหงส์แดงในยุคพรีเมียร์ลีก โดยเขาต้องการอีก 6 ประตูก็จะแซงหน้าไมเคิล โอเว่น ยอดดาวยิงของหงส์แดงที่ทำไว้ 158 ประตู และต้องการอีกอย่างน้อย 35 ประตูจึงจะแซงสตีเว่น เจอร์ราร์ด ขึ้นมาเป็นดาวซัลโวสูงสุดในยุคพรีเมียร์ลีกให้หงส์แดงได้ ไม่แน่ถ้าอยู่ต่ออีกสัก 1 ฤดูกาลรับรองว่าทำได้แน่

ว่าด้วยประตูของฟานไดจ์ค มาติป

ประตูของมาติปในเกมนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก จากการเข้าทำยอดเยี่ยมที่เขามีส่วนร่วม ผมไปนั่งค้นหาสถิติมาก็พบสถิติน่าสนใจเกี่ยวกับการทำประตูของมาติปตั้งแต้ย้ายมาเล่นให้หงส์แดงในปี 2016คือเขามีสถิติคือทำปีละ 1 ประตูมา 5 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว โดยทั้งหมดเป็นการทำได้ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ 6 เพียงแต่ว่าเขาอาจจะทำลายสถิติของตัวเองก็ได้

ยังมีเกร็ดที่น่าสนใจก็คือจากทั้งหมด 6 ประตูที่เขาทำให้หงส์แดง ประตูล่าสุดเป็นการใช้เท้าทำประตูลูกที่สองเท่านั้น และสองประตูล่าสุดที่เขาทำได้ ซาลาห์เป็นคนแอสซิสต์ให้

ในรายของฟานไดจ์คนี่เป็นประตูที่ 11 ที่เขาทำให้หงส์แดงในพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ย้ายเข้ามา นอกจากนั้นลูกโหม่งของเขายังเป็นประตูที่ 10 ที่หงส์แดงทำได้จากลูกโหม่งในฤดูกาลนี้เทียบเท่ากับแมนซิตี และนับตั้งแต่ฟานไดจ์คย้ายมาและลงเล่นเต็มฤดูกาลตั้งแต่ปี 2018-2019 หงส์แดงทำประตูได้จากลูกโหม่งเยอะที่สุดในลีก 3 ปีซ้อน