เจาะลึก 3 ทฤษฎีความเป็นไปได้ที่หงส์แดงจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้

พรีเมียร์ลีกกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของฤดูกาล และเราสามารถพูดได้ว่า ณ เวลานี้พื้นที่ต่าง ๆ ของตารางคะแนนเริ่มที่จะขมวดกันได้แล้วว่า ทีมไหน กำลังลุ้นอะไร โดยเฉพาะการลุ้นแชมป์ลีกที่ดูเหมือนว่าจะเหลือลุ้นกันอยู่แค่ 2 ทีมคือทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ของเป๊บ กวาดิโอล่า จ่าฝูงของลีกในขณะนี้ที่มีคะแนนอยู่ 73 แต้ม และหงส์แดงที่มีคะแนนตามมาติด ๆ อยู่ 72 แต้ม โดยทั้งสองทิ้งห่างทีมอันดับสามอย่างเชลซีถึง 14 และ 13 แต้มตามลำดับ

ดังนั้นจึงอาจจะกล่าวได้อย่างไม่เป็นทางการว่า ขณะนี้พรีเมียร์ลีกเหลือทีมลุ้นแชมป์แบบจริงจังแค่สองทีม และเนื่องจากทั้งสองยังมีโปรแกรมที่จะต้องพบกันอีก 1 เกมให้ได้วัดกัน แต้มห่าง 1 คะแนนจึงยังเปิดกว้างสำหรับสองทีมนี้ โดยวันนี้เราจะมาเจาะถึง 3 ทฤษฎีความเป็นไปได้ที่หงส์แดงจะพลิกกลับมาได้แชมป์ในบั้นปลาย โดยเป็นทั้งทฤษฎีเชิงสมคบคิดหน่อย ๆ และบวกกับสถิติและผลงานภาพรวมของทีมหงส์แดงในปีนี้ที่มีหลาย ๆ อย่างบ่งชี้ไปในทิศทางที่ดีในการลุ้นแชมป์รอบนี้

ทฤษฎีหงส์ชนะรวด 18 เกม

ทีมที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกส่วนใหญ่มักจะมีช่วงที่พวกเขาสามารถโกยแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ หรือทำสถิติจำพวกไม่แพ้ใครหรือชนะติดต่อกันหลาย ๆ เกม จากสถิติที่ผ่านมา ทีมที่สามารถชนะติดต่อกันได้เกิน 10 เกมในพรีเมียร์ลีกภายใน 1 ฤดูกาลล้วนจบลงด้วยการคว้าแชมป์แทบทั้งสิ้น อาจจะมีเพียงหงส์แดงปี 2014-2015 ที่เคยชนะติดต่อกัน 11 เกม แต่สุดท้ายไม่ได้แชมป์มาครอง

ในปี 2019-2020 ที่ผ่านมที่หงส์แดงสามารถคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีนั้น หงส์แดงเคยมีช่วงเวลาที่ชนะติดต่อกันนานถึง 18 เกม เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 10 ยาวมาถึงสัปดาห์ที่ 27 ซึ่งนับเป็นสถิติการชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดใน 1 ฤดูกาลในยุคพรีเมียร์ลีก ร่วมกับแมนซิตีที่เคยทำไว้ได้ในปี 2017-2018

สถานการณ์ตอนนี้หงส์แดงชนะในลีกติดต่อกันมา 10 เกมแล้ว และเหลือเกมให้เล่นอีก 8 เกมซึ่งก็จะเท่ากับ 18 เกมพอดี นั่นหมายความว่าจากนี้ไปหากหงส์แดงชนะได้ทั้ง 10 เกมที่เหลือ โอกาสที่พวกเขาจะได้แชมป์ด้วยสถิติชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดเป็นรอบที่สองก็เป็นไปได้

ทฤษฎีนี้ยังน่าสนใจตรงที่ตลอด 3 ฤดูกาลที่เป๊บพาแมนซิตีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกนั้น พวกเขาจะต้องมีสถิติชนะติดต่อกันในลีกภายในฤดูกาลนั้นไม่ต่ำกว่า 14 เกม โดยปี 2017-2018 พวกเขาทำได้ 18 เกม ปี 2018-2019 ทำได้ 14 เกม และปีล่าสุดทำได้ 15 เกม โดยอีก 2 ฤดูกาลที่เป๊บไม่ได้แชมป์ พวกเขาชนะติดต่อกันไม่ถึง 14 ครั้งเลย และปีนี้ทีมของเป็บก็หมดโอกาสในการชนะติดต่อกัน 14 เกมแน่นอนแล้ว เพราะเหลือเกมให้เล่นอีก 8 ขณะที่พวกเขาเพิ่งสดุดกับเกมพาเลสมาทำให้โอกาสที่จะชนะต่อเนื่อง 14 เกมนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว

และหากมองว่าหงส์แดงจะชนะรวด 18 เกมแล้วคว้าแชมป์ ก็ยิ่งชัดเจนว่าแมนซิตีจะไม่มีทางชนะติดต่อกันได้อีกในเกมที่เหลือแน่ เพราะ 1 เกมนั้นคือเกมที่ต้องเจอกับหงส์แดงเอง แม้เรื่องนี้จะดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าทีมที่จะเป็นแชมป์ได้นั้นต้องมีฟอร์มที่สม่ำเสมอ และมีช่วงเวลาที่สามารถเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำ

ทฤษฎีทวนเข็มปี 2018-2019

การขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ของหงส์แดงและเรือใบในฤดูกาลนี้ อาจจะมองได้ว่าใกล้เคียงมาก ๆ กับฤดูกาล 2018-2019 ที่ทั้งสองทีมบี้กันจนนัดสุดท้ายของลีก โดยในท้ายที่สุดเป็นแมนซิตีที่คว้าแชมป์ไปได้ด้วยการทำแต้มไปถึง 98 แต้ม ขณะที่หงส์แดงรองแชมป์ก็ทำไปได้ถึง 97 แต้ม เรียกกว่าห่างกันเพียง 1 แต้มเท่านั้น

ในปีนั้นลิเวอร์พูลสร้างปรากฎการณ์ใหม่คือกลายเป็นรองแชมป์ที่ทำแต้มได้มากที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก และเป็นทีมเดียวที่ทำแต้มถึง 90 แต้มแล้วแต่ไม่ได้แชมป์ เพราะก่อนหน้านั้นทุกทีมที่ทำแต้มถึง 90 แต้มมักจะจบด้วยการได้แชมป์เท่านั้น และยังเป็นปีเดียวที่ทั้งแชมป์และรองแชมป์มีแต้มถึง 90 คะแนน

ฤดูกาลนี้เหลืออีก 8 เกม ทำให้มีโอกาสมากที่ทั้งสองจะโกยแต้มหลัก 90+ ก็มีสูง โดยแต้มสูงสุดที่แมนซิตีจะทำได้คือ 97 แต้ม ส่วนหงส์แดงมีแต้มสูงสุดที่จะทำได้คือ 96 แต้ม แต่จะมีแค่ทีมเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสทำแต้มสูงสุดของตัวเองได้ เพราะต้องตัดแต้มกันเอง 1 นัด

มันมีเรื่องที่น่าสนใจหากเรามองว่า หงส์แดงจะได้แชมป์ในปีนี้ก็คือ ในฤดูกาล 2018-2019 หลังจากผ่านไป 28 เกม ลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูง แต่หลังจากผ่านนัดที่ 30 ไปแมนซิตีก็พลิกกลับมาเป็นจ่าฝูงยาวจนจบซีซั่น ซึ่งฤดูกาลนี้หลังผ่านไป 28 เกม เป็นแมนซิตี นำเป็นจ่าฝูงอยู่ หากว่าตามทฤษฎีทวนเข็มแชมป์ กับการที่อันดับหนึ่งและ 2 มี 90+ แต้ม และมีการพลิกแซงเกิดขึ้นในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 31 ก็คือเกมที่ทั้งสองจะต้องเจอกันในนัดหน้านี้

 

ทฤษฎีประตูได้-เสีย

ทั้งลิเวอร์พูลและแมนซิตีต่างเคยมีประสบการณ์ต้องตัดสินแชมป์ด้วยจำนวนประตูได้เสียมาแล้วทั้งคู่ ในกรณีของหงส์แดงนั้นต้องย้อนไปใกลถึงปี 1988-1989 ที่ปีนั้นหงส์แดงลุ้นแชมป์กับอาร์เซนอล จนถึงนัดสุดท้ายที่ทั้งคู่ต้องโคจรมาพบกันเอง โดยหงส์แดงมีแต้มนำอาร์เซนอลอยู่ 3 แต้ม หากอาร์เซนอลจะได้แชมป์พวกเขาต้องเอาชนะลิเวอร์พูลด้วยผลต่าง 2 ลูกขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ด้วยการชนะหงส์แดง 2-0 คว้าแชมป์ลีกยุคนั้นไปครองได้ โดยทั้งคู่มีประตูได้เสียเท่ากัน แต่อาร์เซนอลมีประตูได้มากกว่าหงส์แดง

ส่วนแมนซิตีนั้นพวกเขาฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกให้กับสโมสรด้วยการเอาชนะคู่แข่งร่วมเมืองอย่างแมนยูไปได้ด้วยกฎประตูได้เสียเช่นกัน ในปี 2011-2012 ที่ทั้งสองทีมลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้ายก่อนที่กุน อเกวโร่จะเป็นฮีโร่กดประตูชัยให้ซิตีในช่วงท้ายเกม เก็บสามแต้ม ทำให้มี 89 แต้มเท่ากับแมนยู และคว้าแชมป์ด้วยประตูได้เสียที่มากกว่าแมนยู

ในปีนี้เป็นอีก 1 ปีที่ทั้งสองอาจจะมีประสบการณ์เช่นนั้นอีกครั้ง ที่พวกเขามีแต้มเท่ากันทุกเกมหลังจากนี้ จะเป็นการแย่งแชมป์ที่ทั้งคู่ต้องงัดฟอร์มเกมรุกของตัวเองออกมาให้มากที่สุด

สถานการณ์ตอนนี้หงส์แดงได้เปรียบเล็กน้อยทั้งจากลูกได้เสียและลูกได้ โดยมีประตูได้เสียมากกว่าเรือใบ 5 ลูก และมีประตูได้มากกว่า 7 ลูก ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่ได้หนีห่างกันมากนักกับจำนวนที่เหลืออยู่

อย่างไรก็ตามทฤษฎีพวกนี้ก็เป็นเพียงจินตนาการบวกกับการค้นหาข้อมูลของผมเท่านั้น ในความเป็นจริงการลุ้นแชมป์ปีนั้นมันออกได้ทุกหน้า และมีเรื่องราวของมันเองอยู่แล้ว เพียงทำมาให้อ่านกันสนุก ๆ กับข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ