เล่าหลังเกม 3 ประเด็นน่าสนใจหงส์เก๋าเขี้ยว เคี้ยวปืนหนุ่ม

ผู้บรรยายภาษาอังกฤษใช้วลีเปิดตัวทั้งสองทีมที่ถอดความเป็นภาษาไทยว่า “หนึ่งทีมสู้เพื่อแชมป์ลีก อีกหนึ่งสู้เพื่อไปแชมเปียนส์ลีก” นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความสำคัญของเกมนี้ ลิเวอร์พูลต้องการสามแต้มอย่างมากเพื่อจี้จ่าฝูงให้เหลือแค่ 1 แต้ม หลังจากเรือใบสะดุดเก็บได้เพียง 1 แต้มกับพาเลส

ขณะที่เจ้าบ้านอาร์เซนอลที่ผลงานก็ดีสุดยอดไม่แพ้กันชนะในลีกมา 5 เกมติด ทะยานขึ้นมาเป็นอันดับที่สี่ของตารางคะแนน แม้จะมีข้อได้เปรียบทีมอื่น ๆ จากการที่ลงแข่งน้อยกว่า แต่การชนะลิเวอร์พูลหรือไม่แพ้มันจะทำให้โมเมนท์ตั้มของทีมยังดีวันดีคืน แต่หากแพ้ แน่นอนว่าทีมอื่น ๆ ที่ตามมาย่อมรู้สึกมีความหวังมากขึ้น และนี่คือ 5 ประเด็นที่น่าสนใจของเกมนี้

พลังเก๋าปะทะ พลังหนุ่ม

ตลอด 90 + ในสนามเอมิเรสต์ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดคือนี่เป็นเกมระหว่างทีมพลังหนุ่ม และทีมพลังเก๋า ลูกทีมของอาร์เตต้าแสดงให้เห็นความมุ่งมั่น ความดุดัน พลังงานเหลือล้นในทุกนาที ความมีอารมณ์ร่วมกับทุกจังหวะ และที่สำคัญพวกเขาสู้เพื่อชัยชนะอย่างแท้จริง บางช่วงเวลาพวกเขาขึงใส่ลิเวอร์พูลแบบไม่ให้หายคอหายใจกันเลย ครองบอลมากกว่า 80 %

แดนกลางของอาร์เซนอลในช่วงก่อนที่ทีมจะเสียประตูนั้นเหนือกว่าแดนกลางของหงส์แดงเยอะ ดักเก็บบอลกลับมาคืนได้เร็ว เข้าบีบไล่ เพรส จนหงส์แดงต่อบอลไม่ได้ ช่วยกองหลังปิดพื้นที่การโจมตีด้านข้างของหงส์แดงได้ แถมแดนหน้าวันนี้ของปืนใหญ่ก็ร้อนแรงมากโดนเฉพาะทางฝั่งซ้ายอย่างมาตินเนลลี่ ที่ลากเรื้อยเล่นงานนักเตะหงส์แดงคนแล้วคนเล่า

รวมถึงมาร์ติน โอเดดาร์ด ที่การผ่านบอลของเขานั้นอันตรายและมีชั้นเชิงมาก มีจังหวะเกือบเป็นฮีโร่พาทีมขึ้นนำแล้ว หากไม่ติดความเหนียวของอลิสซงก่อน อาร์เตต้าพัฒนาขุมกำลังนักเตะพลังหนุ่มชุดนี้ขึ้นมาดูดีมีระบบ และเป็นความหวังที่พึ่งพิงได้ของชาวกูนเนอร์ทั้งหลาย

ส่วนหงส์แดงเอง แม้จะมาเยือนทีมที่ท็อปฟอร์มสุด ๆ และลงเล่นด้วยความกดดันมหาศาล กับเป้าหมายที่ต้องกำ 3 แต้มออกไปเท่านั้น พวกเขาก็ทำได้ดีในการรับมือกับมวลพลังมหาศาลของลูกทีมอาร์เตต้า ทั้ง ๆ ที่หงส์แดงพลาดจัง ๆ หลายจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะอาร์โนล์ดโดนมาตินเนลลี่เลี้ยงผ่านหลายครั้ง หรือจังหวะติอาโกส่งคืนหลังพลาดก็ได้ความเก๋าความนิ่ง และการช่วยเหลือกันแบบทีมเวิร์คมาช่วยให้ผ่านสถานการณ์ไปได้

ในแง่ของเกมรุกที่แทบจะไม่มีโอกาสใกล้เคียงเลย ในครึ่งแรกและต้นครึ่งหลัง เพราะไม่มีซาลาห์ และสามประสานแดนหน้าวันนี้เล่นไม่ออก ไม่มีพื้นที่และจังหวะให้หายใจเลย อาจจะด้วยยังไม่ได้เล่นด้วยกันมานานการจะเชื่อมประสานกันให้พ้นจากแนวรับของเจ้าบ้านจึงทำได้ยาก จนคลอปป์กำลังจะแก้เกมด้วยการส่งสองตัวรุกตัวเก๋าอย่างซาลาห์และฟีร์มิโน่ลงมาเพิ่ม เพราะพวกนี้เล่นด้วยกันมานาน เข้าขารู้ใจ การต่อบอลในแดนของอาร์เซนอลน่าดีขึ้นในมุมของผู้จัดการทีม

แต่เหมือนนิยายที่เขียนบทล่วงหน้า จังหวะไม่กี่จังหวะที่รอการเปลี่ยนตัว นักเตะที่เพิ่งจ่ายบอลพลาดจนทีมเกือบเสียประตูอย่างติอาโก ได้บอลหน้าหัวกะโหลก ก่อนจะแทงให้โจตานักเตะตัวเต็งที่คาดว่าจะถูกเปลี่ยนออกเพราะแทบไม่มีโอกาสเลย โจต้าได้บอลแล้วเลี้ยงหลบไปมุมแคบ ก่อนจะตัดสินใจเร็วอัดเต็มข้อเข้ามุมแคบเสาแรก ทำประตูปลดล็อกให้หงส์แดง ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกในเสี้ยววินาทีต่อมา จังหวะนี้ทำให้เห็นข้อแตกต่างใหญ่ ๆ ของเกมนี้เลยก็คือ ทีเด็ดทีขาดของนักเตะที่หงส์แดงทำได้ดีกว่า

บทนิยายที่ถูกเขียนไว้ของฟีร์มิโน่

เหมือนบทถูกเขียนมาแล้ว ฟีร์มิโน่ นักเตะที่หายหน้าไปกว่า 1 เดือน ไม่ได้ลงสนามให้หงส์แดงเลย ใน 6 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ ถูกส่งลงมาพร้อมกับซาลาห์ ทำให้แดนหน้าของหงส์แดงกลับไปสู่ยุค 3 ประสานที่รุ่งเรืองเกรียงไกรอีกครั้ง ฟีร์มิโน่ ถูกคาดหวังให้ลงมาเชื่อมบอล ต่อบอล ประสานงานกับสองเพื่อนที่รู้ขากันดี เพราะทั้งโจตาและดิอาช ต่างประสานงานกันไม่ได้เลย และก็ไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำมันออกมาได้ดีมาก ๆ

จังหวะขึ้นนำประตูที่สองของหงส์แดง มีจุดเริ่มต้นมาจากเขาที่ได้บอลทางขวาแล้วกระชากหลุดไปส่งย้อนมาให้เพื่อนยิงแต่ยิงไม่ดีพอ ก่อนที่บอลจะคลุกคลิกหน้ากรอบเขตโทษ โรเบิร์ตสันได้ลองส่องไกล แต่ติดซากา ก่อนที่บอลทำท่าเหมือนจะออก และซากาเตะสกัดมาโดนโรเบิร์ตสัน แต่บอลไม่ออก เด้งคืนเข้าฝั่งอาร์เซนอล โรเบิร์ตสันควบไปถึงเส้นหลัง เปิดเข้าไปให้ฟีร์มิโน่สกิดบอลเปลี่ยนทางเล็กน้อยเข้าไป

การวิ่งออกไปแสดงความดีใจอย่างบ้าคลั่งของเขากับแฟนบอล บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกของหนึ่งในนักเตะที่ชอบทำประตูใส่อาร์เซนอลมากที่สุดคนนี้ได้เป็นอย่างดี ว่าเขาอึดอัดขนาดไหน ก่อนจะระเบิดมันออกมา ช่วงเวลาประมาณ 30 กว่านาทีที่เขาอยู่ในสนาม เล่นร่วมกับซาลาห์และมาเน่คืนนี้มันช่างหอมหวาน เขามีจังหวะโชว์ลูกเก่งลงมาล้วงแย่งบอลจากนักเตะอาร์เซนอลให้เห็นสองสามจังหวะ เป็นเครื่องหมายประจำตัวเขาที่ยากจะมีนักเตะคนไหนทำได้

ประตูที่ 5 ในลีกนี้นอกจากเป็นประตูปลดล็อกฟีร์มิโน่แล้ว ยังเป็นประตูที่ 9 ที่เขาทำใส่อาร์เซนอล โดยประตูที่ 8 ที่เขาทำได้ต้องย้อนกลับไปไกล 3 กว่าปีก่อน ที่หงส์แดงเปิดรังแอนฟิลด์ถล่มอาร์เซนอลไป 5-1 โดยเกมนั้นฟีร์มิโน่ยิงจุดโทษในนาทีที่ 65 ผลงานของเขาในคืนนี้ จะทำให้เขาได้โอกาสลงเล่นมากขึ้นแน่ ๆ และหากฟีร์มิโน่คนเดิมกลับมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คลอปป์จะเลือกใครลงสนามก่อน

ช่วงว่าง 1 แต้ม

ผ่านไป 29 เกมในจำนวนนัดที่เท่ากันลิเวอร์พูลมีคะแนนตามหลังเรือใบอยู่ 1 แต้ม ขณะที่เหลือโปรแกรมการแข่งขันให้เล่นอีก 9 เกม สถานการณ์คุ้น ๆ เหมือนการลุ้นแย่งแชมป์กันในปี 2018-2019 ในปีนั้นทั้งคู่สามารถชนะในเกมที่เหลือได้ทั้งหมด 9 เกมและแมนซิตี ก็คว้าแชมป์ด้วยการเฉือนหงส์แดงไป 1 แต้มแบบฝากสถิติไม่น่าจดจำอย่างการเป็นรองแชมป์ที่ทำแต้มได้สูงสุด 97 แต้ม มากกว่าบางทีมที่เคยได้แชมป์ว่านับ 10 สมัย

แต่ปีนี้สถานการณ์มันแตกต่างออกไป ทั้งสองทีมมีโปรแกรมที่จะต้องพบกันอีก 1 เกม หากเราตีซะว่า อีก 8 เกมที่เหลือ พวกเขาจะไม่พลาดอีกแล้ว เกมที่หงส์แดงจะต้องยกพลไปเยือนถิ่นเอติฮัด ในวันที่ 10 เมษายน ที่จะถึงนี้ก็จะเปรียบเทียบได้กับนัดชิงชนะเลิศพรีเมียร์ลีกได้เลย

แต่นั่นแหละสำหรับเกมพรีเมียร์ลีกมันอาจจะไม่ง่ายแบบนั้น แบบที่หงส์แดงชนะแมนซิตีแล้วจะได้แชมป์ทันที หรือแบบที่ซิตีชนะลิเวอร์พูลแล้วจะปิดโอกาสหงส์แดงเลย เพราะก่อนหน้านี้หงส์แดงตามหลังซิตีอยู่ถึง 14 แต้มในช่วงเดือนมกราคม จากวันนั้นถึงวันนี้พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันเลย และที่สำคัญต้องไม่ลืมเรื่องประตูได้เสียที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญโดยนาทีนี้หงส์แดงมีประตูได้เสียดีกว่าซิตีอยู่ถึง 5 ลูก

นั่นแสดงว่า หนทางแต่ละก้าวนับจากนี้มีความสำคัญทุกเกม ไม่ใช่แค่เกมที่พวกเขาจะต้องพบกันเท่านั้น ลิเวอร์พูลต้องทำศึกเอฟเอคัพต่อก่อนที่จะพักเบรกทีมชาติและกลับมาเล่นกับวัตฟอร์ดทีมหนีตกชั้น เช่นเดียวกับซิตีที่ต้องไปเยือนเบิร์นลีย์อีกหนึ่งทีมหนีตกชั้น โดยหงส์แดงได้ลงเตะก่อน และหากชนะก็จะขึ้นเป็นจ่าฝูงชั่วคราว และส่งต่อความกดดันให้เรือใบบ้าง บางทีไม่ต้องรอถึงเกมที่พบกัน เราก็คงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง