เจาะลึกจุดแข็งเกมรุก-รับหงส์แดง ก่อนตะลุย 9 เกมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

วลีอมตะของบรมกุนซืออย่าง อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่กล่าวไว้ว่า “เกมรุกจะทำให้คุณชนะคู่แข่ง แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์” สองประโยคนี้ต้องไม่แยกจากกัน หมายถึงว่าการที่คุณจะเป็นแชมป์ได้นั้น ต้องรุกเก่ง และรับแกร่ง ทั้งสองประกอบกันจึงจะพาไปสู่เส้นชัยได้

การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกปีมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย จากม้า 20 ตัวที่ออกวิ่งพร้อมกัน นาทีนี้เราเห็นแล้วว่าโค้งสุดท้ายนี้เหลือเพียงม้า 2 ตัวที่ยังวิ่งไล่กวดกันอยู่ เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี ทีมที่สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ได้หมดจด พวกเขาวิ่งนำม้าคึกแห่งเมืองลิเวอร์พูลอยู่ 1 ก้าว

แชมป์แรกของปี

ขณะที่ม้าตัวที่สอง จากที่หลายคนมองว่าหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่เริ่มปี 2022 แล้ว เพราะวิ่งอยู่อันดับสาม แถมยังวิ่งห่างจากม้าเมืองแมนเชสเตอร์ 10 กว่าก้าว มันมีช่วงหนึ่งที่แต้มห่างถึง 14 แต้ม แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความห่างจากการที่หงส์แดงลงเล่นน้อยกว่าหลายเกม จนถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูลในวันที่ลงเล่นเท่ากับซิตีพวกเขามีแต้มตามหลังเรือใบเพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น

แม้จะเป็น 1 แต้มที่ดูเหมือนน้อย แต่กลับเป็นแต้มต่อที่หนักแน่นของแชมป์เก่า แต่นั่นแหละ เราก็ต้องไม่ลืมว่าการที่หงส์แดงสามารถฝันฝ่าวิกฤติ และเร่งฝีเท้าเข้าประชิดเรือใบได้ พวกเขาก็ต้องมีดีเหมือนกัน และจุดแข็งที่ทำให้พวกเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมชนะ 9 เกมติดต่อกันในลีก ไม่แพ้ใครเลยนับตั้งแต่เริ่มปี 2022 เลยก็คือการยกระดับเกมรุกและรับของตนเองขึ้นมา วันนี้เราจะพามาดูว่า อะไรคือจุดแข็งในเกมรุกและรับของหงส์แดงชุดนี้ที่จะใช้ตะลุย แย่งแชมป์กับทีมสุดแกร่งอย่างเรือใบในโค้งสุดท้าย

บรรลุโสดาบันเรื่องการทำประตู

ผมเป็นแฟนหงส์คนหนึ่งที่ชอบติดตามดูคอลัมนิสต์ที่ขายวิญญาณให้ปีศาจแดง อย่างบอบู๋ ซึ่งมักจะออกคลิปวิเคราะห์ถึงหงส์แดงมากเป็นพิเศษในช่วงหลัง บอบู๋ บอกว่าจุดแข็งของหงส์แดงชุดนี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงหลังคือ พวกเขาเป็นทีมที่บรรลุถึงแก่นแท้ของการทำประตูแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องบุกกดดัน โหมกระหน่ำใส่คู่แข่ง จนคู่แข่งต้องร้องขอชีวิตเหมือนที่เคยทำ แต่พวกเขาจะเล่นเหมือนไม่มีอะไร เล่นเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ตามฟอร์มของตัวเอง แล้วหาจังหวะไปเรื่อย สุดท้ายพวกเขาจะหาช่องทางทำประตูจนได้

ผมค่อนข้างจะเห็นด้วย และชื่นชอบวลีที่ว่าหงส์แดงบรรลุโสดาบันเรื่องการทำประตูคู่แข่ง ลิเวอร์พูลทำให้เห็นมาแล้วในเกมที่สุดแสนจะตื้อตันกับวูล์ฟ พวกเขาหาประตูได้จากโอริกี้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในเกมที่ผู้มาเยือนอย่างวิลล่าฟอร์มกำลังสดพวกเขาก็บดเอาชนะได้ด้วยประตูโทนของซาลาห์ที่มาจากจุดโทษ และในเกมที่พวกเขาต้องเจอกับที่ทีมเล่นดีที่สุด ณ เวลานั้นอย่างปืนใหญ่ ที่ก่อนเกมเจอหงส์พวกเขาเป็นทีมที่เก็บแต้มได้มากที่สุดในยุโรปเมื่อนับย้อนหลังไป 10 เกม หงส์แดงก็ใช้ความเก๋าและจังหวะเพียงน้อยนิดพิชิตมาได้ หากไม่บรรลุโสดาบันเรื่องการทำประตู ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้

ความสุดจัดปลัดยังไม่ต้องบอกของการทำประตูของหงส์แดงนั้น สะท้อนผ่านตัวเลขง่าย ๆ บนชาร์ตดาวซัลโวและการแอสซิสต์ ที่ 3 อันดับแรกล้วนเป็นนักเตะหงส์แดงทั้งนั้น ดาวซัลโวซาลาห์ 20 ประตู ตามมาด้วยโจตา 13 ประตู และมาเน่ 12 ประตู นี่เป็นครั้งที่ 4 จาก 6 ปีที่คลอปป์คุมหงส์แดง ที่มีนักเตะหงส์แดงทำประตูแตะหลัก 10 ได้พร้อมกันสามคน

ขณะที่การแอสซิสต์ 3 อันดับแรกก็เป็นหงส์แดง นำโดยเทรนท์ 11 ลูก ซาลาห์และโรเบิร์ตสัน 10 ลูก นี่เป็นครั้งแรกนับแต่คลอปป์มาคุมทีมที่ในทีมมีนักเตะแอสซิสต์ได้ถึงหลัก 10 พร้อมกัน 3 คน ในหนึ่งฤดูกาล ซึ่งผมไม่รู้ข้อมูลว่ามันจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หงส์หรือไม่ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาแน่นอน

นอกจากนั้นกูรูหลายคนก็วิเคราะห์ไปในแนวทางเดียวกันว่าปีนี้สไตล์การเล่นเกมรุกของหงส์แดงเน้นบอลไดเรกมากขึ้น ไม่ต้องขึง ไม่ต่อบอลแดนคู่แข่งเยอะ ในการวางบอลจากหลังไปหน้า จากกลางไปหน้าให้เร็วที่สุด และพยายามจบด้วยการทำประตูให้มากที่สุด นี่เป็นคำตอบว่าทำไมหงส์แดงจึงไม่ต้องบุกกดกันคู่แข่งมาก เพราะทุก ๆ พื้นที่และทุก ๆ จังหวะในสนามถูกเซ็ตให้เป็นพื้นที่เข้าทำได้จากทุก ๆ ตำแหน่งและช่องทางแล้ว

บางคนอาจจะบอกว่าหงส์แดงเป็นทีมที่เล่นได้เก่งกาจในบ้าน ซึ่งนั่นก็จริง เพราะฤดูกาลนี้หงส์แดงเป็นทีมเดียวในลีกที่ยังไม่แพ้คาบ้านให้ใคร แต่ถ้าพูดถึงเฉพาะเรื่องทำประตู หลังจากบรรลุโสดาบันการทำประตูได้ หงส์แดงก็สามารถถล่มประตูคู่แข่งได้ทุกที่ไม่ว่าในบ้านหรือนอกบ้าน ในบ้านปีนี้หงส์แดงลงเล่น 14 เกมทำไป 37 ประตู ส่วนนอกบ้านลงเล่น 15 เกมทำไป 38 ประตู จนเป็นที่มาของ 75 ประตูที่ทำได้ขณะนี้ ในยุโรปเป็นรองเพียงบาเยิร์น มิวนิกเท่านั้นที่ทำไป 77 ประตูจากการลงเล่นเพียง 26 เกม

ไม่เพียงเท่านี้ยังมีตัวเลขอีกหลายอย่างที่สะท้อนว่าหงส์แดงชุดนี้บรรลุการทำประตูเป็นพิเศษ เช่น การทำประตูได้จากลูกเตะมุมถึง 12 ประตู มากที่สุดในลีก สร้างโอกาสยิงคู่แข่ง 555 ครั้งมากที่สุดในลีก แค่ซาลาห์คนเดียวก็ปาไป 115 ครั้งมากที่สุดในลีกเช่นกัน ลิเวอร์พูลมีนักเตะมากกว่า 18 คนที่มีส่วนร่วมกับการทำประตู ไม่เว้นแม้กระทั่งอลิสซงที่ทำแอสซิสตได้ ขณะที่แมนซิตีมี 16 คน

อีกหนึ่งจุดแข็งในเกมรุกของหงส์แดงในปีนี้คือ การมีตัวเลือกหลักในเกมรุกที่สามารถเล่นทดแทนกันได้มากถึง 5 คน เจมี่ คาราเกอร์ อดีตกองหลังหงส์แดงที่ฝันตัวเองมาเป็นนักวิจารณ์ถึงกับบอกว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในทีมของคลอปป์มาก่อน กับการมีแนวรุกที่ให้เลือกใช้เยอะขนาดนี้

สามตัวรุก หากวันไหนเล่นไม่ออก ก็พร้อมจะถูกเปลี่ยนตัวออกและให้คนอื่นมาสร้างความแตกต่างได้ นอกจากซาลาห์ มาเน่ โจตา 3 ดาวซัลโวทีม และดิอาช กับ ฟีร์มิโน่ที่เป็นตัวเลือกหลัก แล้ว มองไปถึงตัวเลือกรองอันดับ 6-7 อย่างมินามิโนะ กับโอริกี้ ก็ไม่ขี้เหร่เลย ตรงนี้แหละที่คาราเกอร์มองว่าเป็นอาวุธเด็ดของหงส์แดงเลยในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ หากทั้ง 5-6 คนในแนวรุกยังทำผลงานได้แบบนี้

เกมรับฉบับหงส์แดง

แม้ในภาพรวมขณะนี้หงส์แดงจะเสียประตูไป 20 ลูก น้อยเป็นอันดับสามรองลงมาจากแมนซิตีและเชลซีที่เสียไป 18 และ 19 ประตู แต่หากนับเฉพาะศักราชใหม่ หงส์แดงเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุด เสียไปเพียง 4 ประตูจากการลงเล่น 10 เกม เก็บคลีนชีตได้ถึง 7 คลีนชีต ขณะที่แมนซิตีเสียไป 6 ประตู จากการลงเล่น 9 เกม เชลซีเสียไป 4 ประตูจากการลงเล่น 8 เกม

จุดเด่นอย่างแรกในการเล่นเกมรับของหงส์แดงคือ พวกเขาเล่นเกมรุกทั้งทีม และเมื่อถึงเวลาเล่นเกม ก็เล่นทั้งทีมเหมือนกัน ตั้งแต่แดนหน้าที่ช่วยไล่บอล ลงมาช่วยแดนกลางเพรสซิ่ง กองกลางที่คุมเกม คุมจังหวะ เชื่อมเกมทั้งสนาม รวมถึงลงมาช่วยแบ็คสองข้างที่เปรียบเสมือนสองแนวรุกที่ยืนอยู่กองหลังของหงส์แดงยามพวกเขาเติมเกมบุก

คู่หูแนวรับทางฝั่งขวา

มันจึงเป็นเรื่องของการสอดประสานกันของนักเตะตลอดทั้งเกม ไม่ใช่แค่จังหวะใดจังหวะหนึ่ง มันจึงเป็นคำตอบว่าทำไมโรเบิร์ตสันจึงได้รับโอกาสลงเล่นก่อนซิมิกาสเสมอทั้งที่ผลงานนั้นหากวัดกันนาทีต่อนาทีก็ไม่หนีกันมาก นั่นเป็นเพราะโรเบิร์ตสันตอบโจทย์การเล่นที่สอดประสานตลอดทั้งเกมมากว่า

ส่วนซิมิกาสจะถูกใช้เมื่อต้องการทีเด็ดบางเกมบางจังหวะที่โรเบิร์ตสันอาจจะเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานตัวเอง และมันจึงเป็นคำตอบว่าทำไมมาติปจึงได้เล่นก่อนทั้งโกนาเต้และโกเมส การยืนระยะระหว่างเกม และการเล่นเป็นทีมที่ไหลลื่นกว่าทำให้มาติปเป็นตัวเลือกแรก ในยุคหลังมาติปเล่นได้โดดเด่นกว่าฟานไดจ์คไปแล้ว แถมมีสถิติแอสซิสต์และทำประตูที่มากขึ้น

อลิสซงเองก็เซฟช่วยชีวิตหงส์แดงมาต่อเนื่อง อย่างเกมล่าสุดกับอาร์เซนอล คลอปป์ถึงกับให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า “อลิสซงช่วยชีวิตพวกเราไว้อีกแล้ว” หลังเซฟลูกยิงของโอเดการ์ดได้ก่อนที่อีก 3 นาทีถัดจากนั้นทีมจะขึ้นนำได้สำเร็จ การเก็บได้ถึง 17 คลีนชีตจากการลงเล่น 27 เกม เท่ากับแอแดซอนของซิตีที่เก็บได้ 17 คลีนชีตจากการลง 28 เกม

เกมรับอีก 1 คนที่สมควรได้รับคำชื่นชมมากในช่วงหลังคือ เทรนท์ที่มักถูกวิจารณ์ฟอร์มการเล่นเกมรับมาหลายปี ปีนี้เขาพัฒนาเกมรับของตัวเองขึ้นมามาก บวกกับร่างกายที่ดูแข็งแกร่งขึ้น พร้อมเบียดไล่กับกองหน้าของฝั่งตรงข้าม ในเกมกับอาร์เซนอลล่าสุด เขาต้องรับมือกับมาตินเนลลี่ที่ฟอร์มจี๊ดจ๊าดมาก แม้จะถูกเล่นงานหลายจังหวะ แต่เขาเองก็ไม่ได้ทำให้มาตินเนลลี่เล่นง่าย ๆ เลย คลอปป์พูดชื่นชมมาตินเนลลี่หลังเกมว่าสุดขนาดไหน และตบด้วยบอกว่า หากใครที่เคยวิจารณ์เกมรับของเทรนท์แล้วมาดูการเล่นของเทรนท์วันนี้อาจจะต้องเปลี่ยนคำพูด

จุดแข็งอย่างที่สองของเกมรับหงส์แดงคือ มีส่วนร่วมกับเกมรุกสูงมาก 75 ประตูที่ได้ในลีก กองหลังหงส์แดงมีส่วนร่วมถึง 35 ประตู แบ่งเป็น 7 ประตูกับอีก 28 แอสซิสต์ แน่นอนว่าเกินครึ่งมาจากแบ็คสองข้าง นอกจากนั้นหากเรามองการเล่นในแต่ละเกม กองหลังของหงส์แดงมีส่วนอย่างมากในการสร้างเกมรุก ซับพอร์ตการเล่นเกมรุกของหงส์แดงทั้งในจังหวะโอเพ่นเพลย์ และลูกตั้งเตะ

หากเกมรุกทำให้เราชนะ และหากเกมรับทำให้เราเป็นแชมป์ได้จริงอย่างที่ท่านเซอร์ว่ามา จุดแข็งเกมรุกและรับของหงส์แดงที่กำลังยอดเยี่ยมในทุกอณูอยู่ในขณะนี้ จะดีพอฝ่ากำแพง 1 แต้มของคะแนน กับอีก 9 ด่านที่ขวางกั้นโดยมีด่านสำคัญเป็น ทีมเรือใบที่ต้องชนกันเองจนทะลุไปเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 20 ได้หรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะรู้คำตอบ