เจาะ 4 กลยุทธ์วางหมากแก้เกมของเป๊บและคลอปป์ในเกมพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา

เกมระหว่างหงส์แดงกับเรือใบเมื่อคืนนอกจากผู้ชมทางบ้านที่เป็นแฟนทั้งสองทีมจะลุ้นจะเชียร์ให้ทีมชนะเพื่อโอกาสในการคว้สแชมป์แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่คนรอชมก็คือ การวางแผนการเล่น แทคติก และการแก้เกมต่าง ๆ ของกุนซือสมองเพชรทั้งสองคน ที่นอกจากจะมีสุดยอดนักเตะให้เลือกใช้ในทีมอย่างล้นหลามกันทั้งสองทีมแล้ว ทั้งคู่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นกุนซือที่วางแผนการเล่นและแก้เกมได้เยี่ยมทั้งสองคน และนี่คือ การวิเคราะห์เจาะลึก 4 กลยุทธ์การวางหมากและแก้เกมของทั้งเป็บและคลอปป์ที่เรานำมาฝากกัน

เฆซุสที่ทำหงส์ทรุดในครึ่งแรก

หมากเด็ดของเป๊บในครึ่งแรกเกมนี้มีอยู่ 2 ตัวคือ ซิลวาและเฆซุส หมากตัวแรกคือ กาเบียล เฆซุส นักเตะที่เป็บไม่เลือกใช้งานเป็นตัวจริงมากว่า 3 เดือนในพรีเมียร์ลีก จุดเด่นอย่างหนึ่งของเฆซุสคือ เขาเป็นนักเตะที่สอดเข้าทำในพื้นที่ว่างได้ดี และมีลีลาการเล่นที่เป็นอันตรายต่อกองหลังโดยเฉพาะในพื้นที่กรอบเขตโทษ เกมนี้ เฆซุสรับหน้าที่ลงเล่นเป็นกองหน้าทางขวาที่ต้องปะทะกับโรเบิร์ตสัน

จริง ๆ เขาเองก็เล่นงานโรเบิร์ตสันได้ในหลายจังหวะ ทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลัง เพียงแต่การตัดสินใจของเขาในนาทีสำคัญมักจะจบที่เลือกยิงเองมากกว่าส่งให้เพื่อนที่เติมมา หรืออยู่ในพื้นที่ที่ดีกว่า นั่นทำให้หงส์แดงเองรอดพ้นไปหลายครั้ง จังหวะหนึ่งที่เขาเล่นงานโรเบิร์ตสันได้และเป็นการเล่นงานที่มีชั้นเชิงคือจังหวะในนาทีที่ 8 ตามภาพด้านบน ในขณะที่บอลอยู่กับสโตนส์ เขาทำทีวิ่งขึ้นมาเพื่อจะรับบอล จังหวะนั้นโรเบิร์ตสันเองจำเป็นต้องดันขึ้นมาตาม

แต่จังหวะที่โรเบิร์ตสันตามขึ้นมานั้นทำให้พื้นที่ด้านหลังของเขาเปิดโล่ง และเมื่อสโตนส์เปิดบอลให้วอล์กเกอร์ เขาก็รีบวิ่งกลับไปยังที่ว่างหลังโรเบิร์ตสันซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็ช้ากว่าเฆซุสไป 1 ก้าวแล้ว จังหวะการหลอกล่อและไหวพริบเช่นนี้เองทำให้ในครึ่งแรก เฆซุสจึงสร้างปัญหาให้หงส์แดงได้มาก

แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เป๊บวางหมากมาสำหรับเฆซุสนั้นคือการที่เขามักจะสอดเข้าไปในระหว่างกองหลังของคู่แข่งได้ดี และฉวยโอกาสทำอันตรายให้คู่แข่งได้ ซึ่งมันก็ได้ผลในการทำประตูขึ้นนำ 2-1 ของเรือใบ จากจังหวะที่เขาวิ่งตัดหลังอาร์โนล์ดไปรับลูกเปิดของ เจา กันเซโล ยิงแสกหน้าอลิสซงไปอย่างสวยงาม นับว่าการใช้งานเฆซุสในนัดนี้ของเป๊บถือว่าได้ผลอย่างมาก

ซิลวาไม้ตายที่ลึกซึ้งของเป๊บ

การใช้งานแบร์นาโด ซิลวา ของเป๊บในครึ่งแรกคือจุดที่สร้างความแตกต่างของเกมนี้อย่างแท้จริง เป็นหมัดเด็ดที่เป๊บเตรียมมาเล่นงานหงส์แดงโดยเฉพาะ คือการให้ซิลวาถอยลงมายืนต่ำอยู่หน้ากองหลังแล้วคอยบัญชาเกม ขับเคลื่อนเกมของเรือใบจากตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแก้เพรสซิ่งของหงส์แดง การวางบอลยาวจากแนวลึกเพื่อเล่นงานพื้นที่ด้านหลังกองหลังของหงส์แดง การสอดขึ้นไปเล่นเกมรุกในบางจังหวะ รวมถึงการเข้ากดดันทำลายเกมแดนกลางของหงส์แดงในหลายครั้ง

จากภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงการลงมาช่วยแก้เพรสของลิเวอร์พูล ในจังหวะที่แอแดซอนกับลาปอร์กกำลังโดนโจตาวิ่งเพรส ส่วนเฮนเดอร์สันกับติอาโกที่ตามปิดพื้นที่แต่ไม่กล้าลงไปช่วยไล่เพรส เพราะกังวลกับการเสียพื้นที่แดนกลาง นักเตะของหงส์แดงคนอื่น ๆ เองก็ไม่ได้เตรียมรับมือกับการเล่นที่พลิกแพลงหน้าที่นี้ของซิลวาทำให้ในครึ่งแรกซิลวาถือเป็นนักเตะของซิตีที่มีอิสระในการเล่นมาก โดยแทบจะไม่โดนนักเตะหงส์แดงตามกดดันเลย

เพราะปกติซิลวาเวลาเล่นกับหงส์แดงมักจะเล่นเชิงรุกจากการลงมาเล่นเป็นริมเส้นแล้วใช้ทักษะลากจี้นักเตะหงส์แดงหรือมาเล่นบอล 1-2 กับเพื่อน ๆ บริเวณหัวกะโหลก ซึ่งเกมนี้มันผิดคาด ที่ซิลวาถอยลงมาต่ำ และเล่นบทบาทของ deep playmaker มากกว่า

นอกจากการลงมาเชื่อมเกมกับแดนหลังและวางบอลยาวให้ริมเส้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ซิลวาสร้างความปวดหัวให้เด็กหงส์ในครึ่งแรกคือ การขึ้นมาสอดทำเกมรุกเป็นบางจังหวะ เช่นจังหวะในรูปด้านซ้ายตั้งแต่เริ่มเกมที่วอล์กเกอร์กำลังจะทุ่ม โดยมีซิลวาที่วิ่งสอดมาจากกลางสนามเพื่อรับบอล จังหวะนี้ซาลาห์ที่ตามมาก็ไม่ได้ตามต่อทำให้ซิลวาวิ่งเข้าไปรับบอลแบบสบาย ๆ  หรือการคอยเป็นตัวสกรีนวิ่งสอดมาทำลายเกมแดนกลางของหงส์แดงบ่อย ๆ แบบในรูปด้านขวา ที่เขาวิ่งขึ้นมากดดันฟาบิญโญ่

แต่ที่เด็ดสุดของซิลวาในเกมนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นจังหวะที่ทีมได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 5 จังหวะนี้เกิดการทำฟาวล์ขึ้นบริเวณกลางสนามโดยนักเตะหงส์แดงสมาธิหลุดกันหมดเพราะมัวแต่ไปโวยวายผู้ตัดสิน จากรูปมุมสูงนี้เราจะเห็นอากัปกิริยาของนักเตะหงส์แดงเลยว่าไม่มีใครสนใจลูกบอลเลย ต่างคนต่างหยุดชะงักและหันหน้าไปทางอื่นกันหมด และนั่นก็คือช่วงเวลาที่ซิลวากับเดอบอร์ยด์ใช้เล่นงานหงส์แดงทันทีด้วยการเตะฟรีคิกเร็ว ก่อนที่เดอบอร์ยด์จะลากไปยิงแฉลบมาติปเข้าไป

โจต้าคือทีเด็ดที่ถูกเลือก

ก่อนเกมหลายคนคิดว่าในแดนหน้าของหงส์แดงดิอาชอาจจะถูกเลือกให้ลงเล่นเป็นตัวจริงก่อนโจตา เพราะทำผลงานได้เข้าตามาหลายเกม แต่กลายเป็นว่าโจตาได้รับเลือกก่อน สาเหตุเพราะเกมนี้ในครึ่งแรกคลอปป์วางแผนมาเจาะเรือใบตรงกลางสนาม เนื่องจากประเมินแล้วว่าแบ็กทั้งสองข้างอาจจะไม่ได้เติมเกมรุกมากนัก จึงต้องอาศัยนักเตะที่สามารถสอดไปเข้าทำตรงกลางสนามหรือหาพื้นที่เก่ง ๆ ซึ่งเรื่องนี้โจตาโดดเด่นกว่าใครในแดนหน้าของหงส์แดง

จากภาพด้านบนที่เราเห็นซาลาห์ทำท่าเหมือนกำลังเรียกใครสักคนให้มารับบอลในนาทีที่ 11 ซึ่งนักเตะคนนั้นก็คือโจตา และจากภาพนี้เราจะเห็นว่าการเล่นงานเรือใบจากริมเส้นนั้นยากมาก ดังนั้นจึงต้องหวังพึ่งการสอดแทรกที่มีประสิทธิภาพของโจต้า

โจตามีส่วนร่วมกับ 2 ประตูที่หงส์แดงทำได้ในเกมนี้ สำหรับประตูแรกที่หงส์แดงทำได้มันเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 12 ที่ซาลาห์ได้บอลจากอาร์โนล์ด ก่อนที่เขาจะพลิกกลับมาแล้วยกบอลให้กับโจตาที่วิ่งสอดเข้าไปรับบอล ก่อนที่จะโดนสโตนส์โหม่งสกัดออกไปได้ แต่บอลยังไม่หนีไปไหน และเป็นโรเบิร์ตสันที่เปิดบอลไปให้อาร์โนล์ดที่เสาไกล ก่อนที่อาร์โนล์ดจะตวัดเข้ากลางมาให้โจตาที่ขยับหาพื้นที่รอแล้วแปเข้าไปจ่อ ๆ

ส่วนประตูที่สองนั้นเริ่มมาจากซาลาห์เช่นกัน ที่ได้บอลตรงกลางสนามแล้ว จังหวะนั้นการยืนตำแหน่งและสอดแทรกของโจตา ทำให้สโตนส์ต้องวิ่งออกจากพื้นที่ของตัวเองหวังตามไปดักทางบอล แต่กลับกลายเป็นเปิดพื้นที่ให้ซาลาห์ได้เปิดให้มาเน่ที่สิ่งสอดมาจากด้านหลังของวอล์กเกอร์มายิงประตู นับว่าการเคลื่อนที่ของโจตาเองก็มีส่วนอย่างมากในการทำทางให้ซาลาห์และมาเน่ และนี่เป็นทีเด็ดจากโจตาที่คลอปป์เลือกใช้แทนที่จะเอาจรวดริมเส้นอย่างดิอาชลงมาตั้งแต่แรก

ยืนให้ถูกท่าเพื่อรับมือริมเส้น

อย่างที่บอกไว้ว่าในครึ่งแรกนั้นการวางหมากของเป๊บโดยการใช้ซิลวาลงมารับบอลจากแดนหลังแล้ววางบอลยาวไปข้างหน้า ประกอบกับการให้เฆซุสเป็นตัวสอดแทรกทำลายแนวรับของหงส์แดง ซึ่งสาเหตุที่ได้ผลเพราะในครึ่งแรกนั้นเวลาเล่นเกมรับหงส์แดงยืนเป็นแผน 4-1-4-1 โดยมาเน่และซาลาห์ที่เป็นริมเส้นนั้น ขึ้นไปไล่สูงร่วมกับโจตา

นั่นทำให้เกิดพื้นที่ว่างระหว่างริมเส้นกับแบ็กสองข้างอย่างมาก ซึ่งทำให้แบ็กของเรากังวลทั้งแบ็กของซิตีที่เติมมาทั้งสามกองหน้าที่รอวิ่งตัดไลน์ ผลคือมันทำให้กระบวนทัพแนวรับของหงส์แดงโดนเจาะเอาง่าย ๆ และแบ็กสองข้างของซิตีเติมเกมง่ายเพราะมีพื้นที่ริมเส้นให้เล่นมาก จากการที่กองหน้าสามตัวไปกดดันกองหลังหงส์แดงไว้

คลอปป์จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการปรับการยืนของทีมเวลาตั้งรับใหม่เป็น 4-4-2 แทน โดยให้ริมเส้นอย่างซาลาห์และมาเน่ลงต่ำนิดนึง เพื่อคอยประคองการโจมตีของแบ็กทั้งสองข้างของซิตี แผงกองหลังกับกองกลางไม่ได้ยืนห่างกันมากเหมือนครึ่งแรกทำให้ซิตีเองมีพื้นที่ในการเล่นงานหงส์แดงน้อยลง

ไม่ใช่แค่ปรับรูปแบบการยืนเท่านั้นแม้แต่รูปแบบการประกบตัวของกองหลังก็ปรับ คือแบ็กสองข้างจะไม่ยืนให้กองหน้าของซิตีมาแอบตัดหลังพวกเขา และยืนชิดเป็นแผงร่วมกับเซนเตอร์ได้ดีขึ้นในการรับมือกับการแทงบอลทะลุช่องจากกองกลางของซิตี

จากภาพด้านบนในนาทีที่ 65 แสดงให้เห็นถึงการแก้ทางบอลของเป็บในครึ่งแรกได้จากการปรับมายืน 4-4-2 จังหวะดังกล่าวซิตีกำลังจะขึ้นเกมด้านข้าง แต่ซาลาห์ลงมายืนคุมและดักจับบอลที่ลาปอร์กจะเปิดให้กันเซโลริมเส้น

การแก้เกมซิลวา

อีกหนึ่งจุดที่คลอปป์แก้เกมมาในครึ่งหลังคือการต้องทำอะไรสักอย่างกับซิลวา ซึ่งวิธีที่คลอปป์เลือกใช้ก็ง่ายมากคือลดบทบาทของซิลวาให้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ถูกมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของติอาโกและเฮนเดอร์สันที่จะต้องสลับกันขึ้นไปช่วยโจตาบีบไล่บอลและกดดันซิลวา เพื่อไม่ให้ออกบอลได้ง่าย ซึ่งในครึ่งแรกลิเวอร์พูลปล่อยให้ซิลวามีอิสระเกินไป

การแก้เกมทั้งสองจุดนั้นสอดคล้องกัน คือเพื่อปิดริมเส้นและเน้นให้ซิตีต่อบอลกันมากจังหวะขึ้นเพื่ออาศัยจังหวะในการไล่บี้และดักบอลสวนกลับ ซึ่งนี่กลายเป็นหน้าที่ของฟาบิญโญ่คนที่เล่นได้อย่างดุดันมากขึ้นในครึ่งหลัง

จากภาพในนาทีที่ 60 นี้จะอธิบายการทำงานของลิเวอร์พูลในครึ่งหลังได้เป็นอย่างดี บอลอยู่กับซิลวาก็จริง แต่เขาถูกโจตาไล่เพรส ขณะที่ติอาโกบังไลน์ของโรดรีไว้ ริมเส้นสองข้างทั้งซาลาห์และมาเน่ลงมาปิดทางบอลของทั้งกันเซโลและวอร์กเกอร์ ขณะที่แผงกองหลังเรายืนอย่างระมัดระวังกองหน้า ปิดหันหน้าเข้าหาเพื่อปิดโอกาสในการวิ่งตัดหลัง หากมองไปตัวไกลสุดอย่างโรเบิร์ตสันจะเห็นว่าเขาคอยหันไปดูด้านหลังของตัวเองตลอดยามที่ซิลวาหรือใครได้บอล เพื่อเช็คให้แน่ใจว่ามีมาเน่อยู่และไม่มีนักเตะคนไหนอยู่หลังเขา

การวางหมากมาเล่นงานคู่แข่งของทั้งสองทีมถือว่าได้ผลทั้งคู่ ทั้งซิลวา เฆซุส หรือโจตา ต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี ขณะที่เป๊บวางหมากพิเศษคือซิลวาและการศึกษาวิธีการเล่นของหงส์แดงมาที่ชอบยืน 4-1-4-1 มากกว่า 4-4-2 ในการตั้งโซนรับ ก็ปรับให้ซิลวาลงมารับบอลแล้วเล่นงานพื้นที่ว่างหลังกองหลังและพื้นที่ห่างของแบ็กและริมเส้น แต่คลอปป์ก็แก้ทางได้ด้วยการปรับระเบียบการยืนใหม่ และแทนที่จะให้กองกลางสองข้างลงมาช่วยปิดพื้นที่ริมเส้นช่วยแบ็ก ก็เลือกใช้ตัวริมเส้นอย่างซาลาห์มาเน่ และแพ็คแดนกลางไว้ แต่สลับให้ติอาโกกับเฮนเดอร์สันขึ้นไปไล่บีบซิลวาแทน ผลการเสมอจึงเหมาะสมกับทั้งคู่เพราะต่างออกอาวุธและแก้ทางมวยของคู่ต่อสู้ได้ดี