4 ประเด็นน่าสนใจก่อนเกมหงส์ปะทะเรือคำรบสาม

สุดสัปดาห์นี้หงส์แดงไม่ได้ลงแข่งพรีเมียร์ลีก เพราะมีโปรแกรมต้องฟาดแข้งกับเรือใบของเป็บ กวาดิโอลา ในเกมรอบตัดเชือกรายการถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง FA Cup เพื่อหาคู่ชิง หลังจากทั้งสองทีมเคยเจอกันมาแล้วในปีนี้ 2 นัดในพรีเมียร์ลีก และจบลงด้วยการเสมอกัน 2-2 ทั้งสองเกม แต่สำหรับเกมในค่ำคืนนี้ จะต้องมีผู้ชนะ และนี่คือ 5 ประเด็นที่น่าสนใจก่อนเกมคืนนี้

บอลถ้วยเข้าทางคลอปป์

หากเราดูสถิติที่ผ่านมา เป๊บกับคลอปป์เจอกันมา 22 เกม และพลัดกันแพ้-ชนะ คนละ 9 เกม และเสมอกัน 4 เกม ดูเหมือนจะสูสี แต่ในความสูสีนั้นเรายังสามารถแยกได้เลยว่า เป๊บมักจะเอาชนะคลอปป์ได้ในเกมลีก โดยหากนับเฉพาะเกมลีกตั้งแต่สมัยเจอกันที่เยอรมัน เป๊บชนะ 7 คลอปป์ชนะแค่ 3 และเสมอกัน 4 เกม

แต่หากนับเฉพาะบอลถ้วยที่พบกัน คลอปป์เอาชนะเป๊บได้ถึง 5 ต่อ 2 เกม จากทั้ง 7 เกมที่พบกัน และหนึ่งเกมที่แพ้คือเกมคอมมูนิตี ชิลล์ ที่เสมอกันในเวลาแล้วดวลจุดโทษกัน มีเพียงเกมที่พบกันในรายการ DFB Pokal เท่านั้นที่คลอปป์เคยแพ้เป็บเวลา 90 นาที

ดังนั้นเราอาจจะพูดได้ว่า คลอปป์มีภาษีดีกว่าเป๊บในรายการบอลถ้วยมาก ๆ เหมือนจะแพ้ทางกันในรายการบอลถ้วย อย่างไรก็ตามในบอลถ้วยของอังกฤษทั้งลีกคัพและเอฟเอคัพทั้งเป็บและคลอปป์ยังไม่เคยเจอกันเลย เกมเอฟเอคัพคืนนี้จึงเป็นเกมแรกที่พวกเขาจะได้เจอกันในบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

ไม่ใช่แค่กุนซืออย่างคลอปป์ที่ดูเหนือกว่าเป๊บในบอลถ้วย สโมสรหงส์แดงเอง เมื่อมาถึงรอบรองชนะเลิศในรายการนี้ พวกเขาชนะ 8 ใน 10 เกม โดย 2 เกมที่ทำไม่สำเร็จคือในฤดูกาล 1989-1990 (กับคริสตัล พาเลซ) และในฤดูกาล 2014-2015 ภายใต้การคุมทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส (ทีพบกับ แอสตัน วิลล่า) คงต้องมาดูว่าสถิติเดิม ๆ ของคลอปป์จะยังมีมนต์ขลังหรือไม่ในรายการนี้

จัดทัพอย่างไร

ทีมของเป็บและคลอปป์กำลังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ในทุกรายการที่เหลือ และเดือนนี้ก็ถือเป็นเดือนโปรแกรมการแข่งขันในแต่ละรายการมันมะรุม มะตุ้ม กันไปหมด ทั้งสองทีมเพิ่งผ่านเกม UCL มาเมื่อกลางสัปดาห์ และหากมองไปในเกมลีกก็ต้องมาเตะนัดตกค้างกันในช่วงกลางสัปดาห์ ต่อด้วยเกมลีกอีกในสุดสัปดาห์และเข้าสู่เกม UCL รอบตัดเชือกเกมแรกทันทีในกลางสัปดาห์หน้า ทั้งสองทีมต้องเตะ 3 เกมใน 10 วันหลังเกม เอฟเอคัพคืนนี้  นี่คือสิ่งที่ทำให้น่าสนใจว่าในถ้วยนี้แต่ละทีมจะจัดทัพจัดเต็มกันแค่ไหน

โดยเฉพาะเรือใบที่ในเกมกับตราหมีที่ผ่านมาพวกเขาเหมือนกับเข้าสู่สมรภูมิรบมา เพราะตลอดทั้งเกมโดนผู้เล่นของตราหมีเข้าหนัก จนหัวร้างข้างแตก ต้องเปลี่ยนเอา เดอบอรย์ด ออก ซึ่งไม่รู้ว่าเป๊บจะเสี่ยงใช้งานในเกมนี้หรือไม่ เพราะรายการที่พวกเขาให้ความสำคัญจริง ๆ คือ UCL กับพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะ UCL ที่พวกเขาฝันอยากได้มานาน แต่ต้องเจอกับกระดูกชิ้นโตอย่างมาดริด

ขณะที่หงส์แดงเอง เกมต่อไปต้องเจอทั้งศึกแดงเดือด และดาร์บีแมชท์กับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นเกมที่มีแนวโน้มว่าจะดุเดือดทั้งสองเกม โดยเฉพาะกับเอฟเวอร์ตันทีมหนีตกชั้นที่ต้องมาจัดเต็มแน่ แม้จะดูได้เปรียบแมนซิตีเล็ก ๆ จากการพักตัวหลักจากเกม UCL ถึง 7 ตำแหน่ง ดังนั้นเกมนี้เราอาจจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่น และกลยุทธ์การเล่นของทั้งสองกุนซือ

เวมลีย์ของทั้งสองทีม

คลอปป์เพิ่งล้างอาถรรพ์ของเจ้าตัวได้ในการเล่นที่สนามแห่งนี้ ด้วยการเอาชนะเชลซี ได้ในรอบชิงเกมลีกคัพ และคว้าแชมป์ได้ หลังจากที่เคยพาทีมมาเข้าชิงในสนามแห่งนี้สองครั้งก่อนหน้าด้วยการแพ้บาเยิร์นในรายการ UCL และแพ้แมนซิตี ในรายการลีกคัพเมื่อปี 2016

ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาลนี้ก็เคยลงแข่งในสนามแห่งนี้มาแล้วด้วยการแพ้ เลสเตอร์ ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์นอกจากนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และลิเวอร์พูลเองเคยพบกัน 2 ครั้งที่สนามเวมบลีย์ แห่งนี้ โดยทั้งสองเกมจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ก่อนไปดวลจุดโทษ ซึ่งก็เป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้รับชัยชนะทั้งสองครั้งในปี 2016 (นัดชิงลีก คัพ) และ 2019 (คอมมิวนิตี้ชิลด์)

รวมสถิติก่อนเกม

การเจอกันในคืนนี้ถือเป็นการพบกันนัดที่ 220 ของทั้ง 2 ทีมในทุกรายการ โดย แมนเชสเตอร์ ซิตี ชนะ 58 ลิเวอร์พูล ชนะ 105 นัด และเสมอกันไป 56 นัด แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ไม่เคยพบกันในถ้วยเอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ครั้งหลังสุดในฤดูกาล 2003 ซึ่งในครั้งนั้นทั้งคู่พบกันในรอบ 3  ปรากฎว่า ลิเวอร์พูล บุกไปชนะ 1-0 ที่เมนโร้ด (สนามเดิม) จากจุดโทษของ แดนนี่ เมอร์ฟี่ย์

นี่ถือเป็นการพบกันครั้งแรกในเอฟเอ คัพ ระหว่างทีมที่อยู่ 2 อันดับต้นของตารางพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน นับตั้งแต่  ฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเกิดขึ้นในรอบรองชนะเลิศระหว่างเชลซีกับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์โดยเป็น เชลซี ชนะไป 4-2  อีกครั้ง คือในรอบรองชนะเลิศเช่นกันในฤดูกาล 1998-99 ซึ่งเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับ อาร์เซน่อล หลังจากรีเพลย์ เป็นทีม “ปิศาจแดง” ชนะ 2-1

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงเล่นในเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศเป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา โดยพลาดไปเพียงในฤดูกาล 2017-2018 ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดอยู่ภายใต้การทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

การพบกันของทั้ง 2 ทีมจบด้วยผลเสมอมาเหมือนกันใน 2 นัดล่าสุดของทุกรายการ และแมนเชสเตอร์ ซิตี  ไม่แพ้ลิเวอร์พูล มาแล้ว 5 นัดติด (ชนะ 2 เสมอ 3) โดยความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของ “เรือใบสีฟ้า” คือแพ้ที่ แอนฟิลด์ 3-1 ในฤดูกาล 2019-2020