5 ประเด็นที่น่าสนใจหลังเกมหงส์ชนะเรือเปิดประตูสู่ถ้วยที่สอง

ภารกิจการลุ้น 4 แชมป์ของหงส์แดงยังคงเดินต่อไปอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลที่หนักหนาด้วยโปรแกรมการแข่งขัน ลิเวอร์พูลสามารถชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี ได้ที่สนามเวมบลีย์ 3-2 จากการออกนำก่อนในครึ่งแรกก่อนถึง 3 ประตู ทำให้หงส์แดงผ่านเข้าไปรอชิงชนะเลิศกับผู้ชนะระหว่างเชลซีกับคริสตัล พาเลซ และนี่คือ 5 ประเด็นหลังเกมที่เรานำมาฝากทุกท่าน

เป๊บไม่เน้น ?

ประเด็นแรกที่เป็นที่พูดถึงตั้งแต่ประกาศรายชื่อ 11 ตัวจริงออกมา ก็คือการจัดทัพของเป๊บกวาดิโอล่าในเกมนี้ที่พักผู้เล่นตัวหลักหลายคน ทั้งเดอบอรย์ด แอแดซอน กุนโดกัน ดิอาช โรดรี และลาปอร์กต์ ส่งพวกสำรองลงผสมกับตัวหลักหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ผู้รักษาประตู สเตฟเฟ่น นาธาน อาเก้ เฟอร์นันดินโญ่ ลงเล่น และแม้จะตกเป็นฝ่ายตามหลังหงส์แดงถึง 3 ประตู ตั้งแต่ครึ่งแรก แต่ครึ่งหลังเป๊บเองก็ไม่มีการเปลี่ยนตัวหลักลงมาแก้เกมแต่อย่างใด ยังคงใช้ชุดเดิม และเปลี่ยนตัวมาเรชลงมาแทนเฆซุสในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมเท่านั้น

เมื่อเทียบกับหงส์แดงที่จัดเต็มชุดใหญ่ไฟกระพริบ เต็มอัดตราศึก หลังผู้เล่นหลายคนได้พักเต็มที่ในเกมกับเบนฟีกาใน UCL โดยโกนาเต เกอิตา และ ดิอาช ยังได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นเป็นตัวจริงต่อเนื่องจากเกมกับเบนฟีกา นอกนั้นก็ขนสุดใหญ่มาเต็ม

หลายฝ่ายจึงมองว่า เป๊บ ไม่เน้นถ้วยนี้ จึงไม่จัดทัพชุดใหญ่ลง อันที่จริงจะบอกว่าเป๊บไม่เน้นก็ได้ แต่จะบอกว่าเป๊บ ‘ตั้งใจ’ ไม่เน้นถ้วยนี้ คงบอกได้ไม่เต็มปาก แต่มันคือการที่เป๊บไม่มีทางเลือก จากการที่นักเตะของเขากรอบมาจากเกมกับตราหมี และจำเป็นต้องพักงานนักเตะตัวหลักไว้ เนื่องจากโปรแกรมที่เหลือล้วนแต่หนักหนา โดยเฉพาะใน UCL ที่ต้องเจอมาดริด การจัดทัพวันนี้จึงไม่ใช่ว่าไม่เน้น แต่มันเน้นได้แค่นี้

ทีมของเป๊บขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่มีขุมกำลังเชิงลึกทีดีที่สุดมาหลายปี อันที่จริงเกมนี้หากเป็นลิเวอร์พูลในเวอร์ชั่นเมื่อ 2-3 ปีก่อน แล้วต้องเผชิญกับสถานการณ์การแข่งขันที่มากมายขนาดนี้ เผลอ ๆ 11 ตัวจริงของคลอปป์อาจจะดูขี้เหร่ไปเลยเมื่อเทียบกับขุมกำลังของเป๊บในวันนี้

การจัดทัพวันนี้ มันแสดงให้เห็นขุมกำลังเชิงลึกที่มีคุณภาพคับแก้วมากขึ้นของลิเวอร์พูล เยอะถึงขนาดสามารถตัดชื่อของ โอริกี้ มินามิโนะ และฮาร์วีย์เอเลียตต์ ออกจากทีมได้เลย โดยที่รายชื่อตัวสำรองยังอุดมไปด้วยนักเตะอย่าง ฟีร์มิโน่ โจตา เฮนเดอร์สัน มาติป ได้

ประเด็นเรื่องการจัดตัวนี้แง่หนึ่งต้องยกเครดิตให้คลอปป์และทีมงานในการหมุนเวียนนักเตะอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ในแต่ละนัดแต่ละเกมเราจะเห็นว่าในการโรเตชั่นและเปลี่ยนตัวผู้เล่นแต่ละเกมมีการใส่ใจรายละเอียดแบบถี่ยิบ คลอปป์สามารถเปลี่ยนและหมุนเวียนนักเตะอย่างซาลาห์ มาเน่ ฟานไดจ์ค ฟาบิญโญ่ หรืออาร์โนล์ด โรเบิร์ตสัน ได้อย่างพอเหมาะ ผมว่าเรื่องการบริหารนักเตะต่างหากที่ทำให้เกมนี้มันมีผลงานออกมาแตกต่างกัน

โกนาเต้-ฟานไดจ์ค

ฤดูกาลแรกของกองหลังวัย 22 ปี เจ้าของราคา 36 ล้านปอนด์ที่หงส์แดงต้องจ่ายให้ไลป์ซิก โดยตอนที่มานั้นหลายคนยังมีคำถามว่าเหตุใด จึงเป็นโกนาเต ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น กองหลังของไลป์ซิกที่ทุกคนหมายปองคือ อูปาเมกาโน่ ไม่ใช่แค่ซื้อมาแพง แต่พอซื้อแล้วกลับยังไม่ใช้ ที่จริงไม่ใช่ไม่ใช้ แต่เหมือนคลอปป์มีแผนการใช้งานเขาอยู่แล้วว่าจะไม่รีบใช้

คลอปป์ค่อย ๆ หยอด ค่อย ๆ ปล่อย ให้โกนาเตลง ค่อย ๆ ให้เขาได้เรียนรู้ปรับตัวร่วมกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในทีม ไม่เอาความคาดหวังไปแบกไว้บนบ่าของเขา โดยเฉพาะในเกมลีกที่มีความสำคัญทุกนัด เขาจึงได้เป็นตัวหลักในเกมบอลถ้วยซะเป็นส่วนใหญ่ การค่อย ๆ ปรับตัวและสร้างผลงานให้โค้ชและเพื่อน ๆ ไว้ใจ ทำให้การเล่นของโกนาเตเริ่มดูดีขึ้นในทุก ๆ เกมที่เขาได้ลงเล่น ความเร็ว ความสูงใหญ่ และทักษะการเข้าบอลที่ค่อยข้างเฉียบขาด

แต่ใครจะคิดว่าไป ๆ มา ๆ 3 เกมหลังสุดที่โกนาเตได้ลงสนามต่อเนื่อง เขาสามารถทำประตูให้ทีมได้ติดต่อกันทั้ง 3 เกม ที่สำคัญคือเป็นประตูนำร่องให้หงส์แดงทั้งนั้น จากจังหวะการเตะมุมทั้งสามลูก โดยคนที่เปิดลูกเตะมุมล้วนเป็นแบ็กซ้ายอย่างโรเบิร์ตสัน 2 ลูก และซิมิกาสอีก 1 ลูก

ด้วยฟอร์มของโกนาเตตอนนี้ เขาจะเป็นกำลังหลักอีก 1 คนของหงส์แดง ที่อาจรวมไปถึงเป็นตัวความหวังในการทำประตูให้กับทีมได้อีก ในอนาคตอันใกล้เราเชื่อแน่ว่า โกนาเตจะกลายมาเป็นคู่ขาที่ใช่ของฟานไดจ์คและเป็นคู่เซ็นเตอร์ที่กองหน้าคู่แข่งไม่อยากเจอ รวมถึงกองหลังคู่แข่งยามเล่นลูกเซ็ตพีชด้วย

เกอิตา มาถูกที่ ถูกเวลา

อีกหนึ่งนักเตะที่ทำผลงานได้เยี่ยมในเกมนี้คือ เกอิตา ที่มีส่วนสำคัญกับเกมแดนกลางของหงส์แดงในวันนี้ โดยเฉพาะการเชื่อมเกมจากหลังไปหน้า เขาทำได้ดีมาก จังหวะการโจมตีเร็วหลายจังหวะมีจุดเริ่มต้นมาจากการไล่เพรสหรือการลงมารับเชื่อมเกมของเขา

การที่เกอิตาฟิตและกลับมาทำผลงานได้ดีในช่วง 3-4 เกมที่ได้ลงสนาม ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับหงส์แดงมาก ๆ เพราะเราเริ่มเห็นแล้วว่าในระยะหลังเฮนเดอร์สันเริ่มล้าอย่างเห็นได้ชัด การไล่เพรส การวิ่ง ความคล่องตัวของเฮนโด้ลดลงไปเยอะมาก เกอิตาจึงเข้ามาเติมเต็มจุดนี้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลามาก กับช่วงเวลาที่คลอปป์ต้องการหมุนเวียนนักเตะในช่วงเวลาสำคัญ

การจบสกอร์ที่เฉียบคม

แฟนหงส์แดงคงจินตนาการถึงสมัยที่หงส์แดงเป็นทีมที่มีการบุกแหลก แหกกระจายได้เป็นอย่างดี ยุคที่หงส์แดงสร้างโอกาสการทำประตูได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งต่อเกมแต่ยิงไม่ได้สักประตูก็เคยมีมาแล้ว แต่ภาพจำเหล่านั้นเริ่มเลือนหายไปในฤดูกาลนี้ ที่หงส์แดงกลายเป็นทีมที่จบสกอร์ได้คมกริบ จนไม่อายปากที่จะพูดว่าเราเป็นทีมที่ใช้โอกาสไม่เปลืองอีกต่อไป

ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่โหมบุกหนักและเน้นยิงเอามันอีกแล้ว พวกเขาไม่ได้มีสถิติสร้างโอกาส 20 ครั้งต่อเกมอีกต่อไป อย่างดีก็ 10 ถึง 15 ครั้งต่อเกม และสิ่งที่แปลกไปคือ โอกาสตรงกรอบประตูที่เปลี่ยนเป็นประตูนั้นสูงมาก อย่างเกมกับเบนฟีกาทั้งสองเกมที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลยิงตรงกรอบ 14 ครั้ง และทำไปได้ 6 ประตู ขณะที่การเจอกับซิตีทั้งสามเกมที่ผ่านมาลิเวอร์พูลยิงเข้ากรอบรวมกัน 15 ครั้ง และทำประตูใส่แมนซิตีได้ถึง 7 ประตูเลยทีเดียว คิดง่ายว่าหากหงส์แดงยิงตรงกรอบ 2 ครั้งต้องมีอย่างน้อย 1 ประตูแน่ ๆ