เก็บตก 5 ประเด็นน่าสนใจหงส์แดงเปิดบ้านถล่มแมนยู 4-0

พรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ 32 ของหงส์แดงโชว์ฟอร์มสุดหรูด้วยการเปิดบ้านเอาชนะทีมคู่รักคู่แค้นตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 4-0 และนี่คือ 5 ประเด็นที่น่าสนใจที่เรานำมาฝากกัน

ห่างชั้นกัน 6 ปี

ขอเริ่มประเด็นแรกด้วยบทสัมภาษณ์ของราล์ฟ รังนิก กุนซือวัยเก๋าของแมนยู ที่หลังเกมให้สัมภาษณ์ไว้ได้อย่างน่าสนใจถึงทิศทางของแมนยู และผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังของทีม โดยรังนิกถึงกับยอมรับว่าแมนยูยังตามหลังหงส์แดงถึง 6 ปี และทีมนี้จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่

“มันน่าอับอาย น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง และน่าขายหน้า แต่เราต้องยอมรับว่า พวกเขานำหน้าเราสัก 6 ปีได้ ทีมนี้ (แมนยู)จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ มันชัดเจน ผมคิดว่าเกมนี้แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนและเจ็บปวดว่าการสร้างทีมขึ้นมาใหม่นั้นจำเป็นอย่างยิ่ง”

“ป็อกบา มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ เขาเป็นนักเตะคนที่ 7 หรือ 8 แล้วที่เจออาการบาดเจ็บ ทั้งที่เราลงเล่นแค่การแข่งขันเดียวในตอนนี้ มันทำให้เกิดคำถาม และผมไม่พอใจเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลิเวอร์พูล ลงแข่งสี่ถ้วยและไม่มีใครบาดเจ็บเลย มันต้องกลับมาดูว่า พวกคุณฝึกซ้อมและดูแลกันยังไง อะไรเป็นตัววัดว่าฟิตหรือไม่ฟิต นั่นเป็นคำถามที่จำเป็นต้องตอบและหาคำตอบ”

“ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ เรายังห่างไกล เราต้องยอมรับและซื่อสัตย์กับตัวเอง เราต้องยอมรับความต่างชั้นของทีม คนละระดับ มันไม่ใช่แค่คุณภาพของนักเตะ มันเกี่ยวกับการทำงานร่วมกัน จิตใจ พลังงาน พลังกาย ผมบอกได้แค่ว่า ลิเวอร์พูล พวกเขาเหมือนมีรถ F1 ถึง 25 คันอยู่ในทีม แต่ก่อนจะเป็นแบบนี้ ลิเวอร์พูล ใช้ 2-3 ตลาดซื้อขาย จนสร้างทีมที่สามารถแข่งขันกับทุกทีมได้ มันไม่จำเป็นต้องใช้เวลา 4-5 ปี แต่สโมสรเราจำเป็นต้องเริ่มในซัมเมอร์นี้ให้ได้”

“บางทีอาจจะ 6, 7, 8 หรืออาจจะ 10 คนที่เข้ามาใหม่ ไม่ว่าเจ้าของเป็นใคร ถ้าคุณวิเคราะห์ จะเห็นว่าทีมต้องสร้างขึ้นมาใหม่ แถมเรายังมีนักเตะที่กำลังจะหมดสัญญา แต่ก่อนที่คุณจะเซ็นกับใคร จำเป็นต้องตระหนักคิดไว้ว่า ฟุตบอลแบบไหนที่ผู้จัดการทีมต้องการทำ และนักเตะพวกนั้นเหมาะสมไหม” ลุงราล์ฟ รังนิก กล่าวสัมภาษณ์หลังเกม

จากบทสัมภาษณ์ของรังนิคเราก็ได้เห็นทิศทางที่น่าสนใจของแมนยูในอนาคต เพราะเขาน่าจะเป็นผู้จัดการคนเดียวหลังท่านเซอร์วางมือไปที่กล้ายอมรับว่าทีมต้องการสร้างขึ้นใหม่ และการจะซื้อนักเตะต้องให้ตรงกับแนวทางการเล่นของผู้จัดการทีมด้วย บางทีแมนยู อาจจะตกลงมาต่ำสุดแล้ว และพวกเขากำลังจะเจอจุดเปลี่ยนของพวกเขาแล้วก็ได้

หงส์แดงเหนือชั้นทุกกระบวนท่า

เป็นอีก 1 เกมที่หงส์แดงสามารถเอาชนะคู่แข่งได้แบบไม่ยากเย็น และไม่หนักหนาเท่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะเมื่อมันยังใช้ชื่อว่า เกมแดงเดือด ที่หลายคนยังติดภาพจำของความดุดัน ดุเดือดของทั้งสองทีมในอดีต แต่ในฤดูกาลนี้ทั้งสองเกมมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย หงส์แดงเป็นทีมที่ดีกว่าชนิดที่แมนยูแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย

สองเกมเหย้า-เยือนปีนี้หงส์แดงชนะรวมกันถึง 9 ประตูโดยที่พวกเขาไม่เสียเลยสักประตูเดียว ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2013-2014 ที่แบรนเดอร์ รอจเจอร์ เคยทำไว้ได้ แต่ 9 ประตูที่ทำได้ก็ทำให้หงส์แดงทำสถิติใหม่ของสโมสรในยุคพรีเมียร์ลีกที่สามารถยิงแมนยูไปกลับได้มากที่สุด แซง 6 ประตูของป๋าราฟาเอล เบนิเตส ในปี 2008-2009

โดยเกมนี้ครึ่งแรกถือว่าเป็นเกมที่หมดจดของหงส์แดงอย่างมาก หงส์แดงสามารถควบคุมเกมได้ทั้งหมด สามารถยิงประตูขึ้นนำได้เร็วมากตั้งแต่ยังไม่ถึง 5 นาที และประตูนี้ก็เกิดขึ้นเร็วกว่าประตูของเกอิตาที่ทำในโอล์ดแทรฟฟอร์ดถึง 0.03 วินาที นอกจากนั้นในช่วง 25 นาทีแรก ลิเวอร์พูลสร้างโอกาสเข้ายิงได้มากถึง 6 ครั้งเข้ากรอบ 2 ครั้งและเป็นประตูทั้งสองลูก ขณะที่แมนฯยูฯ ไม่สามารถพาบอลมาถึงหน้าเขตโทษลิเวอร์พูลได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ครั้งแรกที่แมนฯยูฯ ได้สัมผัสบอลในเขตโทษ คือจังหวะเตะมุมครั้งแรกของทีมนาทีที่ 33 แต่ก็ไม่ใช่จังหวะยิง แมนยูจบครึ่งแรกด้วยการไม่มีโอกาสยิงหงส์แดงเลยสักครั้งเดียว ลิเวอร์พูลมีโอกาสยิงถึง 9 ครั้ง ครองบอลมากถึง 76 % ผ่านบอลเกือบครึ่งพัน 438 ครั้ง ขณะที่แมนยู 144 ครั้ง เตะมุม 7-1 ครั้ง ซึ่งถือเป็นความเหนือชั้นที่สุดที่หงส์แดงเคยเล่นกับแมนยูไนเต็ดมา

4 ประตูจาก 4 ประสาน

นับเป็นช่วงเวลาที่ท็อปฟอร์มอย่างมากของแดนหน้าหงส์แดงในช่วงเวลานี้ เพราะนอกจากสามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว ยังประสานงานกันการเล่นบอลกันอย่างเข้าขารู้ใจ อย่าง 4 ประตูที่เกิดขึ้นในเกมนี้ เกิดจากคอนเนคชั่นของ 4 แนวรุกหงส์แดง โดย ดิอาส, ซาลาห์, มาเน ทั้งสามคนที่ลงตัวจริงยิง1 จ่าย1เหมือนกัน แถมประตูที่สี่ โชตา ก็ยังลงมาแอสซิสต์ ให้ซาลาห์อีก

ไฮไลท์ของเกมวันนี้คือ การที่ซาลาห์กลับมาทำประตูได้อีกครั้งหลังจากที่ไม่ทำประตูมา รวมเกมนี้ก็ 865  นาที โดยเป็นการยิงประตูจากโอเพ่น เพลย์ (ไม่นับจุดโทษ) ได้แล้ว ถือเป็นประตูที่ 4 ที่เขาทำใส่แมนยูได้ในฤดูกาลนี้ นอกจากนั้นเขายังกลายเป็นผู้เล่นคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่สามารถทั้งยิงและแอสซิตส์ได้ในการเจอกับแมนยูทั้งสองเกมเหย้าเยือนภายในฤดูกาลเดียวอีกด้วย เขาทำไป 9 ประตูกับแมนยูรวมทุกรายการ

อีกหนึ่งนักเตะที่มาแรงไม่แพ้กันคือมาเน่ในตำแหน่งกองหน้าตัวกลางที่ทำให้เขาสามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ และทำผลงานได้ดี จนโจตากับฟีร์มิโน่ได้โอกาสน้อยลงและส่งให้ดิอาชได้เล่นมากขึ้น มาเน่ทำประตูที่ 14 ในพรีเมียร์ลีกและเป็นประตูที่ 19 ของเขารวมทุกรายการ ขออีก 1 ประตูเขาจะเป็นนักเตะรายที่สามของหงส์แดงที่ทำได้หลัก 20 ประตูในฤดูกาลนี้ต่อจากซาลาห์และโจตา

และแน่นอนว่าดิอาชที่ทำไป 1 ประตู 1 แอสซิสต์ในเกมแดงเดือดครั้งแรกของเจ้าตัวก็ควรได้รับการชื่นชมอย่างมาก นักเตะมหัศจรรย์รายนี้ทำผลงานได้โดดเด่นทันทีที่ได้โอกาสลงเล่นโดยที่ไม่ต้องปรับตัวใด ๆ เลย เราเห็นเขาเล่นราวกับว่าเขาเป็นนักเตะหงส์แดงมาแรมปี การเล่นประสานงานกับโรเบิร์ตสัน การประสานงานกับกองหน้าคนอื่น ๆ การลงมาช่วยเกมรับ การเชื่อมเกมแดนกลาง เขาทำได้หมด และทำได้ดีมาก ๆ ด้วย

คลอปป์สร้างตำนาน

การเอาชนะแมนยูได้ในเกมนี้ทำให้เขากลายเป็นกุนซือหงส์แดงเพียงคนเดียวที่เอาชนะกุนซือของแมนยูในแอนฟิลด์ได้ถึง 4 คนที่เขาเคยเจอ ไล่ตั้งแต่ หลุย ฟานกัลป์ (เกมยูโรป้า) มูริญโญ, โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์, และรังนิก นอกจากนั้นยังสามารถพาหงส์แดงทำประตูในแอนฟิลด์ทะลุ 402 ประตูแล้ว จากการลงเล่นเพียง 179 เกม

นอกจากนั้นในฤดูกาลนี้หงส์แดงยังไม่แพ้ใครในบ้านเลยในยามเล่นเกมลีก และสามารถชนะในบ้านมา 11 เกมติดต่อกันแล้ว ซึ่งหากมองในภาพรวมทุกรายการ หงส์แดงแพ้ในบ้านเพียง 1 เกมคือการแพ้ให้กับอินเตอร์ มิลาน ใน UCL รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น

ในการแข่งขันยังมีความเป็นมนุษย์

เรื่องสุดท้ายที่อยากนำมาฝากให้เพื่อน ๆ คือ ความประทับใจช่วงนาทีที่ 7 แฟนหงส์แดงและแฟนแมนยูร่วมกันปรบมือให้กำลังใจจากการสูญเสียของ คริสเตียโน โรนัลโด ศูนย์หน้าตัวเก่งของแมนยู ที่พลาดโอกาสลงเล่นในเกมนี้ หลังได้รับข่าวร้ายว่าเขาได้สูญเสียลูกแฝดไป 1 คน

แฟนหงส์แดงในสนามต่างยืนปรบมือและร่วมร้องเพลง YNWA ให้กับคริสเตียโน โรนัลโด้ และนี่เป็นสิ่งที่แสดงว่าแฟนบอลหงส์แดงในยุคของคลอปป์นั้นให้เกียรติคู่แข่งเสมอ เพราะพวกเขาเข้าใจดีถึงความรู้สึกของการเป็นผู้สูญเสีย ผิดกับแฟนบอลของเมืองแมนเชสเตอร์อีกทีมหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกรู้สาถึงเรื่องเหล่านี้