3เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้การโรเตชั่นของคลอปป์สุดปัง

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทีมฟุตบอลต้องเจอในช่วงโค้งสุดท้ายคือ อาการบาดเจ็บ และล้าของนักเตะ แต่ดูเหมือนจะสวนทางกับแนวทางของหงส์แดงในขณะนี้ ในการประกาศความพร้อมของนักเตะหงส์แดงก่อนเกมที่จะพบกับเบนฟีก้าเมื่อต้นเดือน มีการประกาศความพร้อมของลิเวอร์พูลด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า ‘No Missing Players’ แปลเป็นไทยแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า พร้อมออกศึกทุกคน ไม่มีใครขาดเลย อันหมายถึงสภาพทีมของหงส์แดงที่ผ่านมาจนถึงเดือนเมษายน พวกเขายังมีขุมกำลังที่พร้อมและฟิตทุกคน

ในเกมตัดเชือกเอฟเอคัพ หงส์แดงสามารถจัดทัพแบบเต็มสูบลงบู๊กับเรือใบของเป๊บทีมที่ได้ชื่อว่ามีขุมกำลังสำรองของทีมที่มากกว่าทีมไหน ๆ ถึงขนาดว่าจัดสองชุด ชุดหนึ่งลุ้นแชมป์ลีก อีกชุดลุ้นท็อปโฟร์ยังสบาย ๆ เลย แต่ในเกมนั้นปรากฎว่าทีมของเป็บกลับมีปัญหาเรื่องนักเตะบาดเจ็บและล้า จนจำเป็นต้องจัดชุดที่พร้อมที่สุดขณะนั้นลงเล่นกับหงส์แดง

ในเกมกับแมนยูที่ผ่านมา หงส์แดงเองก็ยังจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบลงบู๊วิ่งแข่งกับแข่งหงส์แดงได้แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกุนซือของทีมเยือนต้องบ่นว่า ทั้งที่แมนยูแข่งแค่รายการเดียว แต่ทำไมความฟิตและพละกำลังถึงเทียบกับหงส์แดงที่แข่งถึง 3-4 รายการไม่ได้

นักเตะหงส์แดงลงเล่นด้วยสภาพร่างกายและความฟิตที่ดีเกินคาด และอาจจะดีกว่าช่วงต้นซีซั่นด้วยซ้ำ หลายคนน่าจะพอรู้แล้วว่า ความฟิต ความพร้อม และความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นกับหงส์แดงในแบบที่เราได้เห็นมาตลอด 4-5 เดือนมานี้ มันเกิดจากการโรเตชั่นนักเตะของทีม แต่อย่าลืมว่าทุกทีมก็มีการโรเตชั่นเหมือนกัน แต่ทำไมการโรเตชั่นของคลอปป์ถึงมีประสิทธิภาพมากกว่า และดีเยี่ยมถึงเพียง เป็นแค่ความบังเอิญที่นักเตะไม่เจ็บ หรือเป็นการวางแผนระยะยาวที่ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว และนี่คือ 3 เบื้องหลัง เบื้องลึกของการโรเตชั่นที่ไม่ธรรมดาของหงส์แดงในปีนี้ที่กลายมาเป็นอาวุธเด็ดนอกสนาม

บทเรียนราคาแพงจากฤดูกาลที่แล้วและการปรีซีซั่น

“เรามักจะทำได้ดีเสมอเมื่อมีบททดสอบที่ยากขึ้น” และลิเวอร์พูลเองก็มีบทเรียนราคาแพงจากฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาประสบปัญหานักเตะมีอาการบาดเจ็บค่อนทีม คู่กองหลังและและนักเตะแดนกลางที่ลงสนามในแต่ละเกมแทบจะไม่ซ้ำหน้า มีสถิติว่าส่งนักเตะเซ็นเตอร์ลงไม่ซ้ำกันกว่า 20 เกม ส่งผลให้ผลงานของทีมไม่สม่ำเสมอและมีผลงานที่ตกต่ำอย่างมาก

ในแง่หนึ่งมันอาจจะเป็นความโชคร้าย ไม่มีใครอยากให้ฟานไดจ์คเจ็บหนัก รวมถึงติอาโก หรือ ฟาบิญโญ่ และคนอื่น ๆ ที่บาดเจ็บแทบจะสลับกันสัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่มันก็นำมาซึ่งคำถามว่า หากนักเตะตัวหลักบางตำแหน่งหายไปละ ทีมจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร การเตรียมทีมเพื่อการโรเตชั่นที่มีคุณภาพจึงเป็นเป็นโจทย์สำคัญอย่างหนึ่งในการฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่น

เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากคลอปป์เอง หลังเกมที่หงส์แดงเอาชนะแมนซิตีในรายการเอฟเอคัพ มีนักข่าวถามคำถามคลอปป์ว่ามีการเตรียมความพร้อมของทีมอย่างไรให้ฟิตอยู่เสมอทั้งที่โปรแกรมหนักขนาดนี้ ฝึกซ้อมกันอย่างไร

โดยคลอปป์ตอบว่า ทุกอย่างมันเริ่มต้นที่การปรีซีซั่น การมีการปรีซีซั่นที่ดี วางแผนการเล่นหลัก การที่นักเตะได้ลงซ้อมทุกอย่างร่วมกัน ถือว่าเป็นหัวใจของทุกอย่างในฤดูกาลนี้ ลองตามไปอ่านสัมภาษณ์ของคลอปป์หรือเป๊บ ลินเดอร์ส ผู้ช่วยของคลอปป์ดูเถอะ พวกเขามักจะให้เครดิตกับการปรีซีซั่นของตัวเองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของผลงานในปีนี้

จากบันทึกของเป๊บ ลินเดอร์ส ที่ได้บันทึกรายงานการฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นไว้ เราจะเห็นว่ามีการเน้นอยู่ 3 จุด ในช่วงปรีซีซั่นของหงส์แดงที่เกี่ยวกับความฟิตของนักเตะและการเล่นเพื่อทีมคือ 1) การฝึกซ้อมเน้นไปที่ความฟิตของร่างการ มีการซ้อมวิ่ง 1,000 เมตร หลาย ๆ ช่วง ของการซ้อม แบบต่อเนื่องกัน ในทุก ๆ บันทึกของเป๊บเขาจะพูดถึงเรื่องการวิ่ง การวิ่ง และการวิ่ง ที่เป็นเหมือนการฝึกซ้อมเดียวที่จะทำให้นักเตะกล้าที่จะทลายความไม่เชื่อมั่นใด ๆ ในหัวของตัวเอง โดยบันทึกหน้าหนึ่งของเขา กล่าวไว้อย่าน่าสนใจว่า

“ในแง่การวิ่ง พวกเขาต้องหยุดเสียงในหัวที่พูดว่า ‘มันเป็นไปไม่ได้’ มันแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าสมองคือกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุดร่างกาย การวิ่งเป็นเพียงตัวกระตุ้นพิเศษสำหรับความมุ่งมั่นแบบไม่เคยยอมแพ้ของเรา ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว”

ไม่ใช่แค่การฝึกซ้อมความฟิตเพื่อก้าวข้าวขีดจำกัดของตัวเองเท่านั้น ในช่วงปรีซีซั่นคลอปป์และทีมงานยังทำงานอย่างหนักเพื่อดึงสิ่งที่เรียกว่า “การอุทิศตนเองเพื่อทีม” โดยเขาเล่าเอาไว้อย่างละเอียดในการบันทึกวันหนึ่งว่า

ออกแบบการปรีซีซั่นเพื่อการเล่นแบบอุทิศตนเพื่อทีม

“เราจะใช้ แต่ละเซสซั่นของแคมป์นี้ เพื่อปรับปรุงกลุ่มผู้เล่นของเราด้วยการอุทิศตัว และฝึกซ้อมทีมแบบเฉพาะ มันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมเสมอ ทีมต้องมาก่อน มันเป็นเรื่องของส่วนรวม มันทำให้เราเป็นอย่างนี้ กฎข้อนี้ไม่อาจจะหย่อนลงได้ แม้แต่ในช่วงพรีซีซั่น”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณเล่นเกมเพรสซิ่ง มันเกี่ยวกับ ‘ความสามัคคี’ และ ‘ความพร้อม’ ในการต่อสู้เพื่อทีม จิตวิญญาณนี้จะปรากฏในการออกกำลังกายทุกๆ ครั้งที่เราจะแสดงออกมาต่อหน้าผู้เล่นของเรา ภายใต้จิตวิญญาณแบบนี้ทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับนักเตะของเรา นอกเหนือจากนี้แล้วมันจะไม่มีทางเป็นไปได้”

ผมเคยอ่านและนำเสนอถึงบันทึกส่วนนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล ยอมรับว่าตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อเห็นฟอร์มของนักเตะหงส์แดงที่ผ่านมาเราถึงเข้าใจมันอย่างแจ่มชัดว่า อะไรคือการวิ่งเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง อะไรคือการเล่นแบบอุทิศเพื่อ

จุดเล็ก ๆ เช่นการผ่านบอลในพื้นที่สุดท้ายที่เคยเป็นปัญหา มีการกั๊ก การไม่ยอมส่งให้เพื่อน เหล่านี้มันหายไปจนแทบจะหมด ขนาดว่าซาลาห์ที่โดนวิจารณ์หนัก ๆ ปีนี้เขาทำแอสซิสต์ให้เพื่อนไปถึง 12 ประตู มากที่สุดในลีกเท่ากับอาร์โนล์ด การไล่เพรส การคอยประคองเพื่อนยามบุก การช่วยสนับสนุนกันเหล่านี้มีส่วนสำคัญมากกับผลงานของหงส์แดงที่ผ่านมา

ถามว่าแล้วมันเกี่ยวกันกับการโลเตชั่นนักเตะอย่างไร คำตอบก็คือ ความฟิต เป็นหัวใจสำคัญของการหมุนเวียนนักเตะ และการก้าวข้ามขีดจำกัดเป็นหัวใจสำคัญของการทำผลงานส่วนตัวให้ดียามได้ลงเล่น และการเล่นเพื่ออุทิศให้ทีม มีส่วนช่วยทำให้ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนนักเตะคนไหนลงมา พวกเขาก็พร้อมจะวิ่งสู้ฟัดและทำผลงานทุกอย่างเพื่อทีมเป็นอันดับแรก

ใช้เวลาพักฟื้นนักเตะมากกว่าการซ้อมซะอีก

การถนอมร่างกายนักเตะนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในช่วงที่เกิดการโรเตชั่นเยอะ ๆ นักข่าวถามคลอปป์ครั้งหนึ่งว่า ฝึกซ้อมอย่างไรบ้างในช่วงที่โปรแกรมถี่ขนาดนี้ คลอปป์ตอบว่าแทบไม่ได้ซ้อมเลย คลอปป์ให้เวลาส่วนใหญ่กับการฟื้นฟูนักเตะมากกว่า คลอปป์อธิบายเรื่องนี้หลังเกมที่ชนะแมนซิตีในเอฟเอคัพว่า

“มันเป็นเรื่องยากอย่างไม่น่าเชื่อ คุณลงเล่นในวันพุธ และหลังจากนั้นวันเสาร์อีกครั้ง และหลังจากนั้นวันอังคารอีกครั้ง และหลังจากนั้นวันอาทิตย์   หลังจากนั้นเราต้องไปต่ออีกครั้งในวันพุธ และปัง, ปัง, ปัง อะไรทุกอย่างเหล่านี้ ซึ่งเราต้องพยายามค้นหารายชื่อ หาระบบในแต่ละเกมเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เราต้องการจังหวะเช่นกัน ดังนั้นนี่คือส่วนที่ยุ่งยากมาก”

คลอปป์ยังบอกอีกว่า ปกติในช่วงที่ทีมเตะถี่แบบนี้เขาจะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูนักเตะมากว่าการซ้อม โดยใช้เวลาฟื้นฟู 1 วันเต็ม ๆ หลังเกม จากนั้นจะมีการลงซ้อมแค่แท็กติกบางประการที่จะเล่นในแต่ละเกมเท่านั้น อาจจะแค่ 1 หรือ 2 ช่วงสั้น ๆ จากนั้นอีกวันก็ลงเล่นเลย และเป็นแบบนี้มานานแล้ว โดยการเล่นส่วนใหญ่ที่เราเห็นในเกมมันคือระบบการเล่นที่มีการฝึกซ้อมมาอย่างดีตั้งแต่ปรีซีซั่น สิ่งที่ต้องทำคือปรับเปลี่ยนแท็กติกเล็กน้อยเท่านั้น

การฟื้นฟูร่างกายนักเตะ ต้องใส่ใจรายละเอียดของการพักนักเตะในแต่ละเกม แม้จะเป็นเพียง 5-10 นาทีต่อเกมก็มีความสำคัญมาก ๆ เราจะเห็นเลยว่า 10 เกมหลังสุดในทุกรายการคลอปป์มักจะเปลี่ยนตัวผู้เล่นสำรองครบโควต้าเสมอในเกม โดยเป้าหมายส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การพักนักเตะคนสำคัญในแดนกลางและแดนหน้า เราจึงเห็นว่าซาลาห์ มาเน่ ติอาโก เฮนเดอร์สัน ฟาบิญโญ่ พวกนี้ได้รับการเปลี่ยตัวออกเสมอ ๆ แม้จะ 10-20 นาทีต่อเกมก็ตาม แต่นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายของนักเตะเหล่านั้นจะได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่

ระบบทีมที่ดี

สุดท้ายแล้วนี่คือคีย์เวิร์ดสำคัญของทุกอย่างในทีมหงส์แดงยุคคลอปป์ เขาเป็นผู้จัดการทีมที่เชื่อในระบบที่ซักซ้อมมาแล้วมากกว่าการคิดค้นปรับเปลี่ยนระบบไปเรื่อย ๆ ในระหว่างซีซั่น ดังนั้นในปีนี้เราจึงเห็นว่าในพรีเมียร์ลีกตลอด 32 เกมที่ผ่านมาคลอปป์จะใช้ระบบเดียวเท่านั้นคือ 4-3-3 ไม่ว่าในระหว่างเกมจะปรับวิธีการยืนอย่างไรไปบ้างก็ตาม แต่แกนหลักของมันยังเป็นการเล่นในระบบ 4-3-3 ไม่เหมือนกันปีก่อนๆ ที่บางเกมคลอปป์เลือกใช้ 4-2-3-1 อย่างชัดเจน แต่ปีนี้เขายึดมั่นกับระบบการเล่นแบบเดียวจริงๆ

ไม่ใช่แค่การสร้างระบบ แต่ใจความสำคัญอีกอย่างคือ การที่ต้องทำให้นักเตะเชื่อในระบบและเล่นเพื่อระบบของคุณด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีการใส่เรื่องการเล่นเพื่ออุทิศตนลงในโปรแกรมปรีซีซั่น  ไม่ใช่แค่เล่นตามระบบ แต่พวกนักเตะเองยังสามารถงัดเอาจุดเด่นของตัวเองออกมาได้ด้วยในแต่ละเกม เราจึงเห็นว่าระบบ 4-3-3 ของคลอปป์ เมื่อเปลี่ยนแดนหน้าสักคน วิธีเข้าทำ หรือวิธีการเล่นในหลาย ๆ ส่วน ๆ ก็ปรับเปลี่ยนไปด้วย แต่ในท้ายที่สุดมันจะยังอยู่ภายใต้ระบบที่ทุกคนทำเพื่อทีมเหมือนกัน โจตาลงมาอาจจะเน้นลูกโหม่งหน่อย หรือดิอาชลงมาก็อาจจะเน้นบอลกับพื้น พื้นที่ว่าง ให้มากหน่อยเป็นต้น

การใช้ระบบนำทาง คลอปป์สามารถหย่อนใครลงไปเล่นในระบบก็ได้ ประสิทธิภาพเฉพาะตัวอาจแตกต่างแต่ทุกคนเล่นด้วยระบบของทีม ทำให้เกมไหลลื่นไปได้ และเพราะการใช้ระบบนำทางนี่แหละที่ทำให้คลอปป์กล้าที่จะปรับเปลี่ยนผู้เล่นในแต่ละเกมที่แตกต่างกันถึง 6-7 คน จากเดิมที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

การเปลี่ยนตัวผู้เล่นเยอะ ๆ ของคลอปป์จากการลองไล่ค้นดู เราจะพบว่ามันค่อย ๆ เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยช่วงต้นเดือนธันวาคมที่หงส์แดงจะต้องออกไปเยือนเอซี มิลาน ในเกมสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งหงส์แดงผ่านเข้ารอบ 16 ทีมแน่นอนแล้วว่าทีมต้องการการโรเตชั่น

“เราต้องหมุนเวียนนักเตะ เราจะมีการหมุนเวียน มันชัดเจน เราต้องทำ ผมจะไม่ให้รายชื่อคุณในตอนนี้ แต่ผมไม่สามารถเปลี่ยนทุกคนได้ ซึ่งนั่นเป็นข้อเท็จจริงอีกเรื่องนี้ เราต้องการจะมีนักเตะในสนาม ดังนั้นเราไม่สามารถหมุนเวียนนักเตะ แล้วใช้นักเตะเก้าคน หรือประมาณนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้”

จากนั้นในช่วง Boxing Day คลอปป์มักจะเปลี่ยนเกมละ 2-3 คนบ้าง สลับกันไป แต่หลังจากช่วงหลังปีใหม่ที่ลิเวอร์พูลได้ตัวดิอาชมาแล้วเล่นได้เขาระบบ รวมถึงนักเตะหายเจ็บกันหมด และที่สำคัญคือช่วงที่นักเตะหลายคนไปแข่งแอฟริกัน เนชั่นคัพ คือช่วงที่คลอปป์ได้ทดลองโรเตชั่นแบบจำเป็นไปในตัว ซึ่งผลก็คือ ทีมของคลอปป์เล่นได้ดี และเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงที่เราไม่มีซาลาห์ มาเน่ นั่นยิ่งเพิ่มความมั่นใจในระบบของคลอปป์ว่าไม่ว่าจะเป็นนักเตะคนไหนก็สามารถขับเคลื่อนระบบไปได้

และเราเริ่มเห็นการเปลี่ยนตัวทีละ 6-7 คน แม้จะไม่มากถึง 9 คนแบบที่คลอปป์เคยพูดไว้ก็ตาม แต่ก็ใกล้เคียงมาก ๆ ถึงสิ่งที่คลอปป์เองก็ยังไม่มั่นใจว่าทีมจะสามารถหมุนเวียนนักเตะในระดับ 6-7 คนต่อเกมได้อย่างไร แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว นับตั้งแต่เกมกับเบนฟีการอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดแรกช่วงปลายเดือนมีนาคม ที่เปลี่ยนตัว 6 ตัวจากเกมพรีเมียร์ลีกที่เพิ่งชนะวัตฟอร์ดมา และผลก็ยังสามารถเอาชนะเบนฟีกาได้ 1-3 โดยในเกมนั้นคลอปป์ยังเปลี่ยนผู้เล่นครบโควต้าถึง 5 คน เพื่อเก็บนักเตะไว้เจอกับแมนซิตีในเกมลีกอีกด้วย

จากนั้นในเกมลีกกับซิตีพวกเขาก็เปลี่ยนนักเตะถึง 3 ตำแหน่ง ที่เสมอกันไป 2-2 จากนั้นในเกมกับเบนฟีการอบสอง พวกเขาเปลี่ยนถึง 7 ตำแหน่งในเกมที่เสมอกับเบนฟีกา 3-3 และเปลี่ยนอีก 7 ตำแหน่งในการกลับมาชนะแมนซิตีในเอฟเอคัพ ก่อนจะเปลี่ยนแค่ 2 ตำแหน่งในการชนะแมนยู 4-0

การเปลี่ยนนักเตะบ่อย ถี่และทีละจำนวนเยอะ ๆ แบบนี้ เราไม่พบในทีมอื่นเลยในฤดูกาลนี้แม้กระทั่งลูกทีมของเป๊บเองที่ก็ไม่ได้เปลี่ยนหนักขนาดนี้ ที่สำคัญคือในทุก ๆ การเปลี่ยนตัวเรามักจะเห็นรอยยิ้มและการสวมกอดกันของนักเตะและโค้ชมากกว่าอาการหน้าบึ้งหรือไม่พอใจที่โดนเปลี่ยนออก

สิ่งเหล่านี้คงเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีการเซ็ตระบบที่ดี มีการวางแผนจัดการการเปลี่ยนตัวที่ใส่ใจรายละเอียดและให้ความสำคัญกับการพักในระดับนาที และที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ปรีซีซั่น

การได้มา 1 แชมป์ เข้าชิงอีก 1 และลุ้นแชมป์อีก 2 รายการ ล้วนเกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการนักเตะที่ยอดเยี่ยม ในสิ่งที่เราเรียกกันติดปากว่า โรเตชั่น แต่เมื่ออยู่ในมือคลอปป์มันจึงเป็นการโรเตชั่นที่แสนจะพิเศษ และไม่ว่าปลายทางหงส์แดงจะสมหวังสักกี่รายการก็ตาม เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า อาวุธชิ้นหนึ่งที่สำคัญมากในปีนี้คือ “โรเตชั่น”