จุดเปลี่ยน การวางหมากและแก้เกม ของอูไนกับคลอปป์ในเกมสุดพลิกผันเมื่อคืน

แม้จะไม่ระทึกเท่าเกมนัดชิง UCL ปี 2005 ที่หงส์แดงพลิกกลับมาชนะเอซี มิลาน หลังจากโดนนำไปครึ่งแรก 3-0 แต่เกมเมื่อคืนที่หงส์แดงบุกไปพลิกชนะบียาเรอัล 2-3 หลังจากเป็นฝ่ายเพี้ยงพล้ำโดนกดอยู่ฝ่ายเดียวในครึ่งแรกและโดนนำก่อน 2-0

ทำให้สถานการณ์ของทั้งสองทีมกลับมาเท่ากัน ที่ 2-2 และน่าจะเป็นบียาเรอัลที่ได้เปรียบในครึ่งหลังเพราะพวกเขาได้เล่นในบ้าน แต่กลายเป็นว่าครึ่งหลังเป็นหนังคนละม้วนและวนกลับไปฉายหนังม้วนเดิมที่แอนฟิลด์ เกิดอะไรขึ้นกับการวางหมากและแก้เกมของกุนซือทั้งสองคน วันนี้เราจะพามาวิเคราะห์กันเล่นๆ

หมากกลอูไนเซอร์ไพร้ส์คลอปป์

“โงหัวไม่ขึ้น” น่าจะเป็นคำพูดที่ไม่เกินเลยสำหรับสภาพของหงส์แดงในครึ่งแรก และวินาทีที่กรรมการเป่านกหวีดหมดครึ่งแรกก็ไม่ต่างจากเสียงระฆังบนเวทีมวยที่ช่วยชีวิตของนักชกที่กำลังโซซัดโซเซจากอาการเมาหมัด จนแทบจะทรงตัวไม่ได้ หากล้มลงก็คงโดนกรรมการจับนับสิบเป็นแน่

อันที่จริงหากวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่หงส์แดงนำอยู่ในเกมแรก 2-0 จากบทสัมภาษณ์ของอูไนที่บอกว่าจะจัดหนักหงส์แดง และสถานการณ์การลุ้นแชมป์ลีกของหงส์แดงที่ต้องมีโรเตชั่นและออมแรงไว้บ้าง เราก็พอจะเดาทิศทางการเล่นของเกมในครึ่งแรกได้ว่าเกมจะออกมาในแนวทางไหน

คลอปป์เลือกโจตาลงก่อนดิอาช และให้โอกาสเกอิตาลงตัวจริงต่อเนื่องจากเกมลีก ก็อาจจะตั้งใจวงหมากการเล่นแบบรอจังหวะสวนกลับ เพราะมีทั้งซาลาห์ที่ได้พักในเกมลีกลงมาอีกคน และอาศัยโอกาสจากลูกเซ็ตพีชที่โชตามักจะทำได้ดีกว่าเล่นงานลูกทีมของอูไนที่น่าจะเดินเกมบุกใส่หงส์แดงในครึ่งแรก ซึ่งก็ดูเป็นการวางหมากที่ดูเหมาะสมกับสถานการณ์ของทีมมาก

แต่ใครจะคิดว่าอูไนวางแผนเกมรุกมาแบบค่อนข้างเหนือความคาดหมาย คือไม่ใช่แค่เล่นเกมรุก แต่ใส่ความดุดันแบบเกินร้อยลงมาในสนามด้วย การไล่เพรสบอลตั้งแต่แดนบน การวิ่งเข้าหาลูกบอลเร็วทุกจังหวะ การเข้าตัดเกมเร็ว และดันนักเตะไปไล่บอลอยู่ในแดนหงส์แดงถึง 4-5 คน

ไม่ใช่แค่นั้นอูไนยังเตรียมการมาดีด้วยการที่ลูกทีมของเขาในครึ่งแรกเล่นเหมือนบอลที่ผ่านการซ้อมมาอย่างดี การรับส่งลูกบอลนั้นแม่นยำและเข้าขารู้ใจ มีแบบแผนการบุกที่ชัดเจน ไม่ไร้ทิศทาง โดยเฉพาะการเอานักเตะที่ตัวสูง ๆ มาเล่นงานแบ็กสองข้างของหงส์แดง โดยเฉพาะทางฝั่งโรเบิร์ตสันที่เสียท่าคาปูสองครั้งสองคราจากการโดนลูกโด่งมาเล่นงานเจ้าตัว

เกมเพรสซิ่งและการต่อบอลของอูไน ถือว่าทำได้ระดับดีมาก การต่อบอลที่จะเรียกว่าน้อง ๆ บาร์ซ่ายุคที่เป๊บคุมทีมอยู่ก็ไม่เชิง แถมกองหลังตัวเก๋าอย่างอัลบิโอล ก็ยังเล่นงานซาดิโอ มาเน่ซะอยู่หมัด เจ้าตัวแทบจะพลิกเกม พลิกบอลในสไตล์ที่ตัวเองถนัดไม่ได้ โดนตัดเกมตลอด นั่นทำให้แดนหน้าของเราประสานงานกันไม่ได้

จุดเปลี่ยน1: ประตูนำเร็ว, ความกดดัน

อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของเกมคือการที่บียาเรอัลได้ประตูออกนำหงส์แดงอย่างรวดเร็วเพียง 3 นาที นั่นทำให้ความกดดันทั้งหมดตกมาอยู่กับหงส์แดงทันที พวกเขากังวลกับการจะเสียประตูที่สองมากเกินไปจนลนราน และไม่สามารถตั้งเกมของตัวเองได้ อาการตื่นตระหนกเหมือนถูกชกจนโดนนับสิบ แม้จะชกต่อได้แต่อาการเมาหมัดยังไม่หาย

นักเตะหงส์แดงคนไหนบ้างไม่จ่ายบอลผิดพลาดในครึ่งแรก ? เป็นถามที่หลายคนตอบไม่ได้ และคำตอบคือไม่มีเลยที่ไม่พลาด ที่พลาดแบบโจ่งแจ้งก็ทั้งเกอิตาที่เกือบทำให้ทีมเสียจุดโทษ หรือแม้แต่ติอาโก ที่นิ่งที่สุดในทีมในการจ่ายบอลยังพลาดหลายดอก ฟานไดจ์คมีอาการผวา ตื่น ให้เห็น เอาเป็นว่าการเสียประตูเร็วบวกกับแรงกดดันและการเล่นของบียาเรอัลในครึ่งแรกทำให้นักเตะหงส์แดงแทบจะไม่มีเวลาคิดในการเล่นเกมของตัวเองเลย ได้แต่ยกการ์ดป้องกันไม่ให้โดนน็อกคาสนามไปเสียก่อน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่พวกเขาไม่มีโอกาสยิงเลยสักครั้งเดียวในครึ่งแรก

จุดเปลี่ยน2: การทำได้แค่ 2 ประตู

อย่างไรก็ตามการเสีย (เพียง) 2 ประตูในครึ่งแรก ก็นับว่าเป็นโชคดีของหงส์แดง และเป็นจุดที่อูไนและลูกทีอาจจะเสียดายมากกว่าหงส์แดง เพราะพวกเขาครองเกมบุกใส่หงส์แดงได้ตลอด 45 นาทีแรก มีโอกาสมากมายในการทำประตูที่สาม เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนของเกมให้พวกเขาได้เปรียบ

แน่นอนว่าการที่พวกเขาทำได้ 2 ประตู กู้สถานการณ์กลับมาเท่ากันนั้นเป็นเรื่องที่ดีเหนือความคาดหมาย และพวกเขาเองก็อาจจะไม่คาดคิดว่าจะสามารถเล่นงานหงส์แดงได้ถึงเพียงนี้ แต่การที่พวกเขาไม่อาจฉวยโอกาสทำประตูที่สามและขึ้นนำเพื่อให้ทีมตัวเองอยู่ในสภาพได้เปรียบสูงสุดในครึ่งหลัง นั่นก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของเกม การที่ไม่อาจเผด็จศึกทีมอย่างหงส์แดงได้ ก็เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า

จุดเปลี่ยน3: ทางเลือกเดิมของอูไน

การที่อูไนพาทีมตีเสมอหงส์แดงได้ในครึ่งแรก และสถานการณ์กลับมาเท่ากันในครึ่งหลัง นั่นทำให้อูไน เลือกที่จะกลับมาเล่นในสไตล์ที่พวกเขาคุ้นเคย คือการเล่นแบบมีวินัยในเกมรับ เพื่อรอจังหวะสวนกลับ แต่ต้องยอมรับการการเปลี่ยนแผนการเล่นนี้เปลี่ยนมูดแอนด์โทนของเกมไปเลย

การที่ทีมเล่นเกมรุกดุดันมากในครึ่งแรก มาเป็นรับแบบเหนียวแน่นในครึ่งหลังมันก็ยังมีช่องว่างให้ทีมของอูไนต้องปรับตัวมาก ผมคิดว่ามีส่วนอย่างมากที่ทำให้วินัยในแนวรับที่หากวางแผนมาเพื่อเล่นเกมรับทั้งเกมอาจจะทำได้ต่อเนื่องและรัดกุมกว่าการสวิงกลับมาเล่นรับในครึ่งหลัง ที่ไม่ต่อเนื่องและฉับพลัน นักเตะใช้พลังงานไปกับการเล่นเกมรุกในครึ่งแรกจนบางจุดไม่ได้รัดกุมเท่าที่ควร โดยเฉพาะการเช็กกับดักล้ำหน้า

อูไนทำให้สถานการณ์กลับไปเหมือนเกมแรก และพวกเขาตัดสินใจที่จะเล่นครึ่งหลังเหมือนเกมแรกที่แพ้หงส์แดง 2-0 คือตั้งรับแล้วรอสวนกลับ เพราะคิดว่านั่นเป็นวิธีที่ถนัดและเหมาะสมกับสถานการณ์ เราอาจจะพูดในตอนที่ผลออกมาแล้วว่านี่เป็นการตัดสินใจที่พลาดของอูไน ที่ไม่เลือกเดินหน้าเล่นเกมรุกกดดันหงส์แดงเหมือนครึ่งแรกต่อ

อูไนเลือกวิธีที่เขาถนัดแม้จะเคยแพ้หงส์แดงมา แทนวิธีที่พวกเขาสู้ได้ดีในครึ่งแรก ซึ่งเราก็ไม่มีทางรู้ว่าหากอูไนทำเช่นนั้นอีกครั้งในครึ่งหลัง ผลจะออกมาแบบไหน แต่ที่แน่ ๆ ผมคิดว่าคลอปป์ประเมินแล้วว่าอูไนจะกลับมาเล่นรับ

การแก้เกมของคลอปป์

ทันทีที่คลอปป์ตัดสินใจเปลี่ยนตัวดิอาชลงมาและอูไนกลับไปเล่นแผนเน้นเกมรับ มันทำให้เกมนี้เหมือนกลับไปฉายซ้ำเกมแรกที่แอนฟิลด์ 11 ตัวจริงในครึ่งหลังของหงส์แดงเป็น 10 ตัวจริงในเกมที่แอนฟิลด์ มีเพียงนาบี เกอิตาที่ลงแทนเฮนเดอร์สันอยู่ และการที่สถานการณ์กลับมาเท่ากัน มันไม่ได้ทำให้คลอปป์และลูกทีมของคลอปป์เสียหายมากจากการโดนถลุงไป 2 ลูกในครึ่งแรก การเรียกสติกลับมาสู่เกมย่อมทำได้ง่ายกว่าการตกเป็นฝ่ายตาม

ดังนั้นเราจะเห็นเลยว่าในเชิงแท็กติกคลอปป์ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมาก การเติมดิอาชลงมาอาจจะช่วยเรื่องของการปั่นป่วนแนวรับของบียาเรอัลได้ โดยใช้ความสามารถและทักษะการไปกับบอลของดิอาชที่วูบวาบกว่าโจตาลงมา แต่โดยแกนหลักแล้วที่ทำให้ครึ่งหลังเป็นหนังคนละม้วนคือวิธีการเล่นที่เปลี่ยนไปของอูไนต่างหาก

ลิเวอร์พูลเล่นง่ายขึ้น และสามารถต่อบอลกันจากแดนหลังและแดนกลางได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ได้โดนบีบไล่หนักเหมือนครึ่งแรก นักเตะมีเวลาในการออกบอล และดึงสติของตัวเองกลับสู่เกมที่ตัวเองถนัดได้

หากจะมองอะไรเป็นจุดเปลี่ยนของครึ่งหลังในเชิงแท็กติกการเล่น ก็คือการที่กองหลังของหงส์แดงสามารถดันขึ้นสูงได้ในครึ่งหลัง คือจุดที่หงส์แดงสามารถคลี่หลายสถานการณ์ในครึ่งแรกได้ เพราะเกมรุกและการขึ้นเกมต่าง ๆ ของหงส์แดงจะไม่มีประสิทธิภาพเลย หากกองหลังไม่สามารถดันหลังขึ้นสูงเพื่อช่วยเชื่อมเกมและสนับสนุนการเล่นเกมรุกของทีมได้ และจากนั้นเป็นการฉายหนังม้วนเดิมอย่างที่เราเห็น

จุดอ่อนเดิมในแนวรับของอูไน

แม้แนวรับของอูไนนั้นจะเล่นอย่างมีวินัย และทำได้ดีในหลาย ๆ ส่วน แต่มีส่วนหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนและยังแก้ไม่ได้ตั้งแต่เกมแรกที่เจอกันก็คือ ความผิดพลาดในการเช็คล้ำหน้า หากย้อนดูทั้ง 5 ประตูที่หงส์แดงทำได้ทั้งสองเกมมีถึง 3 ประตูที่มาจากการที่นักเตะหงส์แดงเอาชนะกับดักล้ำหน้าของบียาเรอัลได้ ถ้าไม่นับลูกยิงแฉลบเข้าประตูในเกมแรกของเฮนเดอร์สันและลูกสุดท้ายที่มาเน่หลุดครึ่งสนามไปทำประตูในเกมนี้

ในเกมแรกประตูที่สองซาลาห์จ่ายทะลุช่องให้มาเน่ที่วิ่งละทุกับดักล้ำหน้าของบียาเรอัล กลับมาเกมที่สองประตูแรกของหงส์แดงมาจากการที่ฟาบิญโญ่ดันขึ้นไปก่อนที่ซาลาห์จะจิ้มบอลให้เขาโดยที่กองหลังของบียาเรอัลเช็คล้ำหน้าไม่ดีเอง เช่นเดียวกับลูกโหม่งของดิอาชในประตูถัดมาที่อาร์โนล์ดเปิดบอลไปให้โดยที่กองหลังของบียาเรอัลเช็คล้ำหน้าไม่ดีเลย

โดยสรุป

โดยสรุปหากจะหาจุดพลิกผันของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างสองเกมนี้จริง ๆ ในสายตาผมมองว่า มันเป็นการที่อูไนและลูกทีมของเขาเลือกที่จะไปไม่สุดในวิธีที่พวกเขาเล่นแล้วสามารถเล่นงานหงส์แดงได้จริง ๆ เหมือนในครึ่งแรกของเกมที่สอง ซึ่งอาจจะมาจากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องของพละกำลังนักเตะที่อาจจะเล่นแบบบ้าคลั่งเช่นนั้นไม่ไหวตลอดเกม

บวกกับความโชคดีของหงส์แดงเองที่พวกเขาโดนเพียงแค่ 2 ประตูทำให้สถานการณ์ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะหากครึ่งแรกหงส์แดงโดนนำก่อนสัก 3-0 ผมมองว่าครึ่งหลังอูไนและลูกทีมจะเล่นเกมรับได้เหนียวแน่นกว่านี้มาก และน่าจะเล่นด้วยความมั่นใจสุด ๆ ส่วนหงส์แดงเองคงจะเล่นด้วยความกดดันมากทีเดียว

แต่นั่นแหละครับทั้งหมดคือเสน่ห์ของฟุตบอล ที่นอกจากจะมีสองเกมให้เล่น ยังมีสองครึ่งให้ตัดสินใจ การตัดสินใจในแต่ละจังหวะสำคัญ ๆ ส่งผลต่อรูปเกมโดยรวมได้เสมอ ลิเวอร์พูลทำได้ดีกว่า 3 ครึ่งเวลา พวกเขาทำได้ 5 ประตู ขณะที่บียาเรอัลพวกเขามี 1 ครึ่งเวลาที่ดีมาก ๆ และสร้างความประทับใจให้แฟนบอลของพวกเขาที่มารอชม สู้ได้สมศักดิ์ศรีแชมป์เก่ายูโรป้าลีกเมื่อปีที่แล้ว