5 เรื่องสุดปังที่คลอปป์ค้นพบในฤดูกาลมหัศจรรย์ของหงส์แดง

คลอปป์คุมทีมหงส์แดงมาแล้ว 6 ปี เข้าปีที่ 7 นำความสำเร็จมาสู่หงส์แดงอย่างเป็นรูปธรรมทั้งรูปแบบการเล่น การวางรากฐานทีม จนหลายคนคิดว่าลิเวอร์พูลของคลอปป์คงมาถึงจุดสูงสุดแค่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2019/2020 แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า ฤดูกาลปัจจุบันมันกลับทำให้เห็นว่าทีมของคลอปป์สามารถไปต่อได้ในเส้นทางที่ไม่คาดคิดและสร้างตำนานบทใหม่ให้ทีมได้

จากที่คิดว่าจะไม่มีอะไรใหม่ ๆ แล้ว หลังฤดูกาลย่ำแย่เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้หลายคนอาจหวังแค่ให้กู้สถานการณ์กลับมาได้อย่างปลอดภัยก็พอ แต่การเดินทางของคลอปป์ได้พาเรามาเจอกับความตื่นเต้นใหม่ ๆ ได้อยู่เรื่อย ๆ และนี่คือ 5 การค้นพบที่สร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้แฟนหงส์แดงของคลอปป์ในฤดูกาลแสนมหัศจรรย์นี้

ค้นพบว่าทีมของตัวเองสามารถลุ้น 4 แชมป์ได้

หากพูดถึงในแง่ความสำเร็จที่จับต้องได้ ถึงตอนนี้ ในเวลาที่เขียนบทความนี้อยู่ หงส์แดงยังคงได้แค่ 1 แชมป์บอลถ้วยเล็ก ๆ ในเกาะอังกฤษอย่างคาราบาวคัพ หากนี่คือตอนจบของฤดูกาล มันก็อาจจะน่าเสียดายในแง่ของถ้วยรางวัลที่ได้ แต่ในทางกลับกัน เส้นทางที่พวกเขาปูมามันยิ่งใหญ่กว่านั้น การได้ลุ้นถึง 4 แชมป์ การพาทีมลงเล่นทุกวินาทีของทุกรายการแข่งขัน เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสิ่งนี้แหละที่ไม่ว่าหงส์แดงจะจบด้วยจำนวนถ้วยรางวัลกี่ถ้วย ก็ไม่อาจลบล้างความยอดเยี่ยมตรงนี้ได้

หากเป็นหนังสักเรื่องที่เรายังไม่รู้ตอนจบ ตอนนี้เราก็กำลังลุ้นและตื่นเต้นไปกับมันทุกนาที เป็นหนังชั้นดีที่กำลังพาเราขึ้นรถไฟเหาะได้ทุกนาที เพราะเส้นทางที่พวกหงส์แดงเดินอยู่ตอนนี้ยังไม่เคยมีทีมไหนในเกาะอังกฤษเดินมาถึง เป็นรสชาติใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน

ลิเวอร์พูลมีสองแชมป์ที่รอชิง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คง 50/50 หงส์แดงเข้าชิง FA คัพกับเชลซี เข้าชิง UCL กับมาดริด ส่วนแชมป์พรีเมียร์ลีกหากยึดตามที่ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์คำนวนหลังเกมที่หงส์แดงเสมอเสปอร์ส 1-1 เปอร์เซ็นต์ที่หงส์แดงจะได้แชมป์เหลืออยู่แค่ 18 % แต่เชื่อว่า 18% นี้มันจะยังยื้อกันไปจนถึงเกมสุดท้ายของฤดูกาลได้แน่นอน

หากมองย้อนกลับไปตอนเปิดซีซั่น ผมคิดว่าคลอปป์และทีมงานเองคงไม่มีใครตั้งใจปักธงไว้ล่วงหน้าเลยว่า ปีนี้ทีมต้องเอา 4 แชมป์ ต้องลุ้น 4 แชมป์ให้ได้ เหมือนโอกาสที่เกิดขึ้นตรงหน้า มันจึงเป็นการค้นพบระหว่างทางว่า พวกเขาสามารถยกระดับทีมขึ้นมาได้ไกลมาก มากกว่าที่ทีมของเป๊บ กวาดิโอล่าเดินทางมาเสียอีก หมายถึงเส้นทางนะ เพราะแมนซิตีได้ 3 แชมป์เป็นรูปธรรม เพียงแต่เส้นทางที่ลุ้น 4 แชมป์นั้นหงส์เดินมาได้ไกลกว่ามาก มันเหมือนกับคลอปป์และทีมงานพบว่า พวกเราแม่งก็เจ๋งนี่หว่า

ค้นพบตำแหน่งใหม่ของไอ้จุก

เป็นการค้นพบแรก ๆ ของคลอปป์ในการทำทีมปีนี้เลย การค้นพบนี้อาจจะส่งผลแค่เวลาสั้น ๆ ในช่วงต้นฤดูกาล แค่ 5 เกมแรก ก่อนที่เจ้าตัวจะบาดเจ็บหนักและพักไปนาน ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ลงเล่นก็ตาม แต่หลายคนก็เห็นประจักษ์กับตาตัวเองแล้วว่า ฮาวีย์ เอเลียตต์ กับตำแหน่งของกลางฝั่งขวา มีดีแค่ไหน และหากพัฒนาไปมันจะต้องเป็นบทบาทที่น่าสนใจแน่นอน

เจมส์ มิลเนอร์ ที่น่าจะลดบทบาทของตัวเองลง หรืออาจจะถึงขั้นยุติกับทีม เฮนเดอร์สันที่ปีนี้พละกำลังของเขาไม่ได้แกร่ง เหมือนสมัย 2-3 ปีก่อน ติอาโก ที่ฟอร์มดี แต่ก็อยู่ในวัยท้าย ๆ โจนส์ ที่ก็ยังเหมือนขาด ๆ เกิน ๆ อะไรไปบางอย่าง และเกอิตาที่ฟอร์มกระเตื้องขึ้นมาบ้างในช่วงหลัง ก็ยังไม่แน่นอน

โดยรวมแล้วกองกลางยังเป็นสิ่งที่คลอปป์และทีมงานยังต้องพัฒนาและปรับปรุงอีก จึงไม่แปลกที่หงส์แดงจะยังมีข่าวกับนักเตะตำแหน่งนี้ การค้นพบตำแหน่งใหม่ของเอเลียตต์เมื่อต้นฤดูกาล จึงเป็นการค้นพบที่สำคัญกับอนาคตของทีม หากเขาสามารถสลัดอาการบาดเจ็บแล้วฟิตกลับมาลงเล่นฤดูกาลหน้าได้อีกครั้ง

ผมเชื่อว่านี่จะเป็นการค้นพบที่ยอดเยี่ยมของคลอปป์อีกครั้ง ไม่ต่างจากการโยกเทรนท์ไปเป็นแบ็กขวาเลย มันเกิดคำถามได้เลยว่า หากเอเลียตต์ ไม่เจ็บช่วงต้นฤดูกาล จนถึงตอนนี้เขาน่าจะเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยเหลือทีมลุ้น 4 แชมป์ และบางทีเราอาจจะเข้าใกล้มันมากขึ้น

การค้นพบกองหน้าใหม่

ปี 2017-2018 คือฤดูกาลที่โลกได้รู้จักกับสามประสานของหงส์แดง “ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่” ที่โชว์ฟอร์มกระฉูด และหนึ่งในใจแกนสำคัญของสามประสานนี้ถูกยกให้ ฟีร์มิโน่ บทบาทกองหน้าตัวหลอกที่คลอปป์รงสรรค์ให้มีมิติใหม่จนกลายเป็นสไตล์การเล่นที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร การลงมาล้วงบอลถึงครึ่งสนาม สร้างสะพานให้เพื่อน และการแย่งชิงบอลเปลี่ยนเป็นจังหวะรุกกลับเร็วที่สร้างความเจ็บปวดให้กับกองหลัง กองกลาง ของคู่แข่งมานับต่อนัก

แต่ในช่วง 3 ปีหลังมานี้ ต้องบอกว่าฟีร์มิโน่อยู่ในช่วงที่ฟอร์มไม่คงเส้นคงวา การประสานงานของ 3 ประสาน ฟีร์มิโน่ ซาลาห์ มาเน่ มันไม่ไหลลื่นเช่นเดิม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่นี่คือผลลัทธ์ที่เกิดขึ้นกับหงส์แดงในหลายปีที่ผ่านมา ว่าแดนหน้าต้องการการเปลี่ยนแปลง

นักเตะอย่าง มินามิโนะ ที่ถูกดึงตัวมาจากเรดบูลในช่วงต้นปี 2020 เพื่อให้เกิดมิติใหม่ ๆ ในแดนหน้า แต่ก็ยังไม่ได้ช่วยให้เกิดความแตกต่างใด ๆ จนกระทั่งการมาของดิโอโก โจตา ที่ดูเหมือนจะสร้างความแตกต่างได้จากการทำประตูที่เฉียบคม การอยู่ถูกที่ถูกเวลา และลูกโหม่งที่โดดเด่น แต่มันเหมือนยังขาดสิ่งที่เรียกว่า ‘พลัง’ หรือ ‘ความน่าเกรงขาม’ บางอย่างอยู่ และตัวเขาเองก็บาดเจ็บบ่อย ๆ

จนกระทั่งช่วงปีใหม่ที่หงส์แดงไปคว้าตัวดิอาชมา ซึ่งเล่นในตำแหน่งเดียวกับซาดิโอ มาเน่ ประกอบกับ ช่วงนั้นทั้งโจตาและฟีร์มิโน่ก็ไม่ฟิต ทำให้คลอปป์ต้องแก้ปัญหาด้วยการให้ซาดิโอ มาเน่ขยับมาเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า และมันก็ดันเวิร์ค จนเกิดเป็น 3 ประสานที่ตอนนี้ ดีที่สุด ในทีมคือ ซาลาห์ มาเน่ และดิอาช

อันที่จริงคลอปป์เคยดันให้ซาลาห์มาเล่นกองหน้าตรงกลางอยู่บ่อย ๆ แต่มันอาจจะไม่ตอบโจทย์ และดิอาชที่มาใหม่ก็โดดเด่นกับการเล่นพื้นที่ริมเส้นมากกว่า นั่นจึงกึ่งมีทางเลือกและกึ่งบังคับว่าต้องเอามาเน่มาเล่น ใช่แล้วครับกองหน้าตัวใหม่ที่ผมพูดถึงก็คือ ซาดิโอ มาเน่นั่นเอง

นับตั้งแต่ดิอาชย้ายมา มาเน่ลงเล่นเป็นตัวจริงในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าไป 9 เกม (รวมเกมล่าสุดที่ชนะวิลล่า) และทำประตูจากตำแหน่งนี้ไปถึง  8 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ ซึ่งเป็นสถิติที่ดีมาก ๆ เมื่อเทียบกับการยืนเป็นกองหน้าฝั่งซ้าย 34 เกม แต่ทำได้เพียง 13 ประตูเท่านั้น

ถามว่าทำไมถึงลงตัวกับมาเน่ อาจเป็นเพราะที่ผ่านมา มาเน่ เป็นนักเตะที่มีความพยายามในการทำประตูอยู่แล้ว ฉะนั้นในตำแหน่งที่คาดหวังประตูแบบนี้ มาเน่จึงสามารถใช้ความพยายามนั้นได้ตรงจุด มันแตกต่างจากตอนที่เขาเล่นด้านข้าง ที่บ่อยครั้งเขาพยายามทำประตูเองเกินไป แต่ละประตูที่เขาทำได้ในตำแหน่งนี้มันก็ยังสะท้อนถึงสัญชาติญาณดาวยิงในตัวของมาเน่ออกมาด้วย

บทบาทตำแหน่งกองหน้าตัวกลางของมาเน่ ไม่ใกล้เคียงกับฟีร์มิโน่เลย เขาไม่ได้ถอยตัวเองลงมาต่ำ คอยเชื่อมเกมอะไรแบบนั้น แต่บทบาทของเขาเหมือนเป็นตำแหน่งหน้าเป้าแบบคลาสสิก คือใช้สัญชาติญาณ เน้นการจบสกอร์ และอยู่ในเขตโทษมากเป็นพิเศษ

การได้เล่นหน้าด้านข้างมาครบทั้งสองข้าง ทำให้มาเน่เองมีความพิเศษคือเป็นหน้าเป้าประเภทสลับตำแหน่งกับเพื่อนได้แบบไหลลื่นมาก ทั้งซ้ายและขวา การจบสกอร์ที่มีลีลาเหนือคาดและรวดเร็ว มั่นใจก็เป็นสไตล์ที่ชัดเจนเหมือนกัน จึงไม่แปลกที่มาเน่จะได้ลงเป็นตัวหลักเสมอ และฟีร์มิโน่กับโจตาจะได้ลงเล่นน้อยลง

การค้นพบดิอาช

ลิเวอร์พูลค้นและพบตัวดิอาชมานาน และตั้งเป็นเป้าหมายหลักที่จะเสริมทัพในปีหน้า แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งปัจจัยภายในทีมที่แดนหน้าต้องการกำลังเสริม ประกอบกับการที่คอนเต้ หวังจะดึงตัวของดิอาชไปเสริมทัพไก่เดือยทองในช่วงปีใหม่ ทำให้หงส์แดงและดิอาชต้องพบเจอกันเร็วกว่ากำหนด ครึ่งฤดูกาล

ตอนนี้เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า “หากไม่มีดิอาช หงส์แดงคงไม่สามารถเดินบนเส้นทางลุ้น 4 แชมป์มาจนถึงทุกวันนี้ได้” เป็นความจริงที่ไม่เกินเลย เพราะเขาทำให้เกมรุกแดนหน้าของหงส์แดงที่เคยฝืด หรือไม่ปัง กลับมาปัง และเผลอ ๆ อาจจะปังกว่าทุกปีที่หงส์เคยมีมา

ความสดใหม่ ความดุดัน พลังงานที่พร้อมจะพุ่งชน ความขยัน และความมุ่งมั่นระหว่างเกม ที่สำคัญคือผลงานที่โดดเด่น ราวกับว่าเขาเล่นให้หงส์แดงชุดนี้มานาน เป็นสิ่งที่ประจักษ์ในสายตาของชาวโลก บางทีผมก็แอบคิดไปว่า ดิอาชอาจจะรู้ตัวว่าต้องมาเล่นให้หงส์แดง เขาจึงสุ่มดูการเล่นของหงส์แดงและศึกษาสไตล์การเล่นจนเข้าใจและไม่ต้องปรับตัวนานก็ได้

15 เกมที่เขาลงเป็นตัวจริงให้หงส์แดง หงส์แดงไม่เคยแพ้ใครเลย เสมอเบนฟีกา 3-3 กับเสมอเชลซีในรอบชิงลีกคัพเท่านั้น อีก 13 เกมคือหงส์แดงชนะ และนับตั้งแต่เขาย้ายมาหงส์แดงทำประตูเป็นกอบเป็นกำ เอาเฉพาะในเกมที่ดิอาชได้ลงเล่นไม่ว่าจะตัวจริงหรือสำรอง ไม่ว่าจะ 90 นาที หรือ 1 นาที หงส์แดงทำประตูไปทั้งหมด 47 ประตู จาก 21 เกม

แต่นั่นยังไม่เท่ากับว่าการมาของเขาทำให้หงส์แดงมีขุมกำลังที่สุดจัด มีฟอร์มการเล่นทีสม่ำเสมอ ระบบการหมุนเวียนนักเตะในแดนหน้าเข้ารูปเข้ารอยมาก หงส์แดงมีกองหน้าตัวหลักให้เลือกใช้ถึง 5 คน และยังมีสำรองลงไปอีก 2 คน รวม 7 คน ที่สามารถหมุนเวียน ทดแทน กันได้

ค้นพบว่าตัวเองยังอยากอยู่ต่อ

สำหรับผมถือว่านี่เป็นการค้นพบที่จะเปลี่ยนหงส์แดงไปอีกขั้น คลอปป์เหลือสัญญาอยู่กับทีมถึงปี 2024 หรืออีก 2 ปี และเอาเองก็เคยบอกว่าอยากจะพักแล้ว และไม่มีทีท่าว่าเจ้าตัวจะเปลี่ยนใจ กระแสการคาดเดาตัวตายตัวแทนของคลอปป์จึงมีมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับกระแสว่าสโมสรมีความพยายามในการพูดคุยถึงโอกาสในการขยายสัญญาให้คลอปป์

แต่นั่นแหละ หากไม่มีอะไรให้ฝันต่อ ผมว่าคลอปป์คงไม่ตกลงเซ็นต์สัญญากับสโมสรออกไปอีก 2 ปีเป็นปี 2026 ซึ่งหากนับถึงตอนนั้นคลอปป์ก็จะอยู่ครบ 10 ปีพอดี อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คลอปป์อยากอยู่ต่อทั้งที่มีเวลาให้ตัดสินใจอีก 2 ปี ผมคิดว่า การลุ้น 4 แชมป์ของหงส์แดงในปีนี้จุดประกายให้คลอปป์อยากทำงานต่อ เพราะเขามองว่าทีมที่คุมอยู่มีศักยภาพในการไล่ล่าความสำเร็จ และนี่จะเป็นการเดินหน้ากวาดถ้วยมาประดับสโมสรครั้งสำคัญในรอบ 30-40 ปีของสโมสร และจะเป็นการวางรากฐานอย่างสำคัญให้ทีมไปอีกหลายสิบปีแน่นอน