4 ประเด็นสุดเร้าใจในคืนหงส์คว้าแชมป์เอฟเอคัพ

ลิเวอร์พูลเสมอกับเชลซีในเวลา 120 นาทีอย่างสูสี ก่อนจะดวลจุดโทษตัดสินแชมป์กันอีกครั้ง และต้องดวลกันถึงคนที่ 7 และเป็นทางคอสตาส ซิมิกาส ที่ยิงประตูชัยให้หงส์แดงหลังจากเมสัน เมาท์ ยิงไปติดเซฟอลิสซงก่อนหน้า ส่งผลให้หงส์แดงคว้าแชมป์เอฟเอคัพครั้งแรกในรอบ 10 ปี และเป็นแชมป์ที่สองของฤดูกาลนี้ โดยหงส์แดงยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้น 4 แชมป์ต่อไป และนี่คือประเด็นสุดเร้าใจในคืนหงส์แดงคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ที่เรานำมาฝากกัน

คู่ชิงที่สมศักดิ์ศรี

การเจอกันในเกมท้าย ๆ ของฤดูกาลที่ทั้งสองทีมผ่านโปรแกรมโหด ๆ กันมายาวนาน นักเตะอาจจะมีอาการล้าให้เห็นกันบ้าง รูปเกมอาจจะไม่หวือหวา แต่ก็ต้องบอกว่าเชลซีกับหงส์แดงในยุคของทูเคิลกับคลอปป์เป็นทีมที่สู้กันได้สนุกมากอีกคู่หนึ่ง ด้วยคุณภาพนักเตะที่ไม่มีใครเป็นรองใคร แท็กติกและวิธีการเล่นที่ทันกัน ที่สำคัญทั้งสองทีมเล่นเกมรุกรับสลับกัน ไม่มีใครรุกใครรับเป็นพิเศษ รูปเกมมันจึงดูสนุกและลุ้นไปกับทั้งสองทีม

ฤดูกาลนี้เจอกันมาครบ 4 เกม รวมนัดชิงนี้ด้วย ปรากฏว่าทั้งสองทีมไม่สามารถเอาชนะกันทั้งในในเวลาปกติ และในเวลาพิเศษเลย การเจอกันในเวทีพรีเมียร์ลีกก็แสมอกัน และเป็นการเสมอแบบเกมหนึ่งอีกฝ่ายเป็นฝ่ายนำ อีกเกมหนึ่งอีกฝ่ายเป็นฝ่ายตาม คือผลัดกันเป็นทีมนำ ทีมไล่ตาม ได้อย่างสนุก

สถิติหลังเกมทุกอย่างแทบจะวางมาทาบกันได้สนิท ไม่ว่าจะเป็นการครองบอล การสร้างโอกาส การผ่านบอล และอื่นๆ ทั้งสองทีมทำได้ในระดับใกล้เคียงกันมาก ในเกมนัดชิงเอฟเอคัพรอบนี้ จึงเหมือนกับการฉายหนังซ้ำกับนัดชิงคาราบาวก็ไม่เชิง ทำอะไรกันไม่ได้เลยใน 120 นาที และต้องไปต่อที่ดวลจุดโทษ ซึ่งก็เป็นการดวลจุดโทษที่โคตรจะสูสีทั้งสองเกม

ในเกมแรกต้องดวลกันถึงฎีกา ให้ผู้รักษาประตูมายิงและเป็นนายทวารวัยละอ่อนของหงส์แดงที่ยิงเข้าและเซฟได้ ขณะที่เกมเมื่อคืน หงส์แดงมีโอกาสปิดบัญชีตั้งแต่ลูกที่ 5 ที่มาเน่ยิงคนสุดท้าย เพราะเชลซียิงพลาดไป 1 คนแล้ว แต่สุดท้าย เมนดี ก็เซฟลูกยิงของมาเน่ได้ ทำให้ต้องมาดวลกันแบบตัวต่อตัวอีก จนกระทั่งซิมิกาสยิงให้หงส์แดงชนะนั่นแหละ คู่ชิงคู่นี้จึงสมศักดิ์ศรีมาก ๆ จนมีคำกล่าวว่า “เหมาะสมกับแชมป์ด้วยกันทั้งคู่”

หมุดหมายใหม่ของคลอปป์และหงส์แดง

คลอปป์และนักเตะชุดนี้เดินทางมาไกลมาก ความสำเร็จจากถ้วยแชมป์บอลถ้วยภายในประเทศทั้งสองถ้วยในฤดูกาลนี้ กลายมาเป็นสิ่งเติมเต็มให้กับการเดินทางครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น คลอปป์พาหงส์แดงกวาดครบทุกรายการใหญ่ที่พวกเขาได้ร่วมการแข่งขัน

เริ่มตั้งแต่แชมป์ระดับยุโรปกับแชมป์ UCL สมัยที่ 6 เมื่อปี 2018-2019  ต่อเนื่องด้วยแชมป์สโมรโลกในปีเดียวกัน ก่อนจะมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมา 30 ปีในฤดูกาล 2019-2020 ก่อนจะมาคว้าสองแชมป์บอลถ้วยในประเทศฤดูกาลนี้ หากเปรียบกับเกมเดินทางหาสมบัติ หงส์แดงของคลอปป์ก็ขุดค้นมันมาได้ทุกสิ่งแล้ว

ถ้วยเอฟเอคัพถ้วยนี้ยังเป็นถ้วยประวัติศาสตร์ ในแง่ที่เป็นถ้วยที่ฉลองครบรอบ 150 ปีของถ้วยนี้ และยังเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรคือเป็นถ้วยรางวัลที่ 50 ของสโมสร คือแชมป์ลีก 19 สมัย แชมป์ยุโรป 6 สมัย เอฟเอ 8 ลีกคัพ 9 สโมสรโลก 1 ยูฟ่าคัพ 3 และซุปเปอร์คัพอีก 4 สิ่งที่น่าสนใจก็คือ 6 ถ้วยล่าสุดที่หงส์แดงได้มันเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีหลังนี้เอง หรือหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ 12 เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จของสโมสรลิเวอร์พูลเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 3 ปีหลังที่คลอปป์คุมทีมหงส์แดงนั่นเอง

ด้วยความสำเร็จขนาดนี้ คลอปป์จึงขึ้นชื่อว่าเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่พาหงส์แดงคว้าแชมป์ครบทุกรายการใหญ่ที่ลงแข่งขัน ไม่ใช่แค่คลอปป์เท่านั้นลูกทีมของเขาต่างก็มีโมเมนท์ที่พิเศษกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกัปตันทีมเฮนเดอร์สัน ที่เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่จากเกมนัดชิงเอฟเอคัพที่แพ้เชลซี 2-1 เมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็นกัปตันทีมคนแรกของหงส์แดงที่สามารถชูถ้วยแชมป์ถึง 6 รายการโดยไม่ซ้ำกันได้

สองแชมป์ที่ปลดปล่อยทุกสิ่ง

การมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมและได้ชื่อว่า “ลุ้น 4 แชมป์” ฟังดูเหมือนเอาเท่ แต่คำนี้เริ่มเป็นที่พูดถึงในวงกว้างมากขึ้นหลังหงส์แดงเข้าชิง UCL และไม่มากก็น้อยมันกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลให้กับคลอปป์ “ลิเวอร์พูลจะได้กี่แชมป์” “ลิเวอร์พูลจะพลาดแชมป์ไหนเมื่อไหร่” “ถ้าลิเวอร์พูลไม่ได้เลยสักแชมป์ที่เหลือ” “ถ้าลุ้น 4 แชมป์ แต่สุดท้ายได้แค่แชมป์เดียวละ” เหล่านี้เป็นคำถามเป็นประเด็นที่คนพูดถึงมาตลอดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในยุคที่ทีมฟุตบอลแต่ละทีมลงทุนงบมหาศาลเพื่อแย่งความสำเร็จกันไม่กี่ถ้วย ถ้วยรางวัลแต่ละรายการจึงสำคัญมาก ลีกคัพ เอฟเอคัพที่เคยถูกมองว่าไม่สำคัญ ไม่เน้นอยู่ช่วงหนึ่ง กลายเป็นของหายากขึ้นไปทุกที คู่แข่งที่มากมายรายเส้นทางอยู่มากขนาดนี้หงส์แดงก็ยังคว้ามาได้แล้วถึง 2 แชมป์ นับว่าเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยม

การที่หงส์แดงคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้สำเร็จในครั้งนี้ ทำให้ตัวเลขมันไม่โดดเดี่ยว จาก 1 กลายเป็นสอง และมีให้ลุ้นอีกแน่ ๆ ในนัดชิง UCL ในพรีเมียร์ลีกก็ยังไม่จบแม้จะเป็นไปได้ยากก็ตาม มันจึงเป็นแชมป์ที่น่าจะปลดเปลื้องความกดดันของทีม ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพจิตใจของนักเตะในการลงเล่นหลังจากนี้ พวกเขาจะลงเล่นด้วยความรู้เบากว่าที่เคยผ่านมา

ก้าวต่อไปของหงส์แดง

ลิเวอร์พูลมีเวลาให้ดีใจกันเพียง 3 วันเท่านั้น เพราะหลังจากบดกับเชลซี 120 นาทีนี้แล้ว ในวันที่ 17 นี้หงส์แดงก็ต้องลงทำศึกพรีเมียร์ลีกกับทีมนักบุญต่อทันที ใจความสำคัญคือผลการแข่งขันของแมนซิตีในคืนวันอาทิตย์นี้คงจะเป็นตัวนำทางให้หงส์แดงได้บ้าง

หากแมนซิตีชนะเวสต์แฮมจะทำแต้มหนีหงส์แดงไปก่อน 6 คะแนนทันที และคงมีประตูได้เสียที่เพิ่มขึ้นจาก 7 ประตูแน่นอน หากเอาค่าเฉลี่ย 2 เกมที่ผ่านมาอาจจะบวกไปอีก 3-4 ประตู ดังนั้นต่อให้หงส์แดงชนะนักบุญได้ก็จะมีแต้มตามหลังแมนซิตีอยู่ 3 แต้ม และประตูได้เสียที่น่าจะเป็นรองอีกโขในเกมสุดท้ายของลีก

นั่นจะทำให้หงส์แดงพอประเมินได้ว่า หากซิตีไม่พลาดนัดกับเวสต์แฮม แชมป์ลีกคงต้องปล่อยวาง และมาเน้นกับการบริหารผู้เล่นให้พร้อมกับเกมนัดชิง UCL ดีกว่า เพราะตอนนี้นักเตะในทีมกรอบไปทุกตำแหน่งแล้ว ซาลาห์ ฟาบิญโญ่ ฟานไดจ์ค 3 ตัวหลักใน 3 แดนของหงส์แดงอยู่ในสภาพที่โรยรา สองรายแรกมีอาการบาดเจ็บรบกวน ส่วนรายหลังอาการล้าเล่นงาน

แต่หากแมนซิตีเกิดพลาดให้กับเวสต์แฮม ไม่ว่าจะแค่เสมอหรือถึงแพ้ งานนี้แหละงานเข้าหงส์แดงแน่ เพราะนั่นหมายความว่าโอกาสจะกลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง และทุกเกมหลังจากนั้นจะสำคัญทุกเกมเลย หงส์แดงจะผ่อนไม่ได้สักเกม เกมกับนักบุญก็จะสำคัญคูณทวีขึ้นมาทันที และมันก็ต้องใช้งานนักเตะอย่างบ้าคลั่งต่อ เพื่อที่จะไปลุ้นกันนัดสุดท้ายอีก 1 เกม นี่แหละที่น่าเป็นห่วง

บางทีมาถึงจุดนี้ ผมก็อดคิดไม่ได้นะว่า ตัดใจจากพรีเมียร์ลีกแล้วให้เด็ก ๆ ลงเล่น เก็บพักงานตัวหลัก ๆ ไว้ลุ้นกับมาดริดดีกว่า สงสารนักเตะ !