วิเคราะห์ 2 แผนการที่ลิเวอร์พูลอาจเตรียมการไว้แล้วเพื่อทดแทนมาเน่

แม้จะยังไม่มีการยืนยันออกจากปากของซาดิโอ มาเน่ ว่าเขาจะย้ายจริง แต่ด้วยแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือรวมถึงปฏิกิริยาของมาเน่ในการจัดขบวนแห่ มันก็เป็นทิศทางที่ค่อนข้างแน่นอนว่า มาเน่ คงอยากจะออกไปหาความท้าทายใหม่ ๆ ยิ่งดูจากความเคลื่อนไหวของเลวาน กองหน้าพี่เสือ บาเยิร์น ที่ข่าวว่ามาเน่จะเป็นตัวแทนเขาที่นั่น

การไม่มีกูรูทางฝั่งหงส์แดงออกมาปฏิเสธข่าวนี้เลย ก็ยิ่งย้ำชัดเจนว่า กระแสข่าวที่ออกมาเป็นเรื่องจริง แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่ามาเน่จะได้ย้ายจากหงส์แดงแน่ ๆ เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังมีสัญญากับสโมสรอีก 1 ปี เพียงแต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าสโมสรจะจัดการยังไงดี หากไม่พอใจข้อเสนอของบาเยิร์นที่อาจจะให้เงินค่าตัวน้อยกว่าที่สโมสรอยากได้ สโมสรจะเก็บนักเตะที่ไม่มีแพสชั่นกับทีมไว้ใช้งานต่อหรือ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีกับทีมที่ต้องการแพสชั่นในการเล่นมากอย่างหงส์แดง จะส่งผลต่อสปิริตโดยรวมของทีมหรือไม่

บางทีการปล่อยมาเน่ออกไปตามที่เขาอยากไป เพื่อรักษาน้ำใจกัน และให้เกียรติกับนักเตะที่อยู่ทุ่มเทให้กับสโมสรมาอย่างยาวนาน น่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสโมสรและสร้างค่านิยมที่ดีให้กับนักเตะว่า หากคุณสู้เพื่อทีม ทีมจะไม่เอาเปรียบคุณ ไม่เช่นนั้นหากนักเตะบอกความประสงค์ของตัวเองชัดขนาดนี้แล้ว สโมสรยังดันทุรังจะรั้งตัวไว้เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินเล็กน้อยที่เทียบไม่ได้กับความทุ่มเทและสปิริตของนักเตะที่มอบให้กับทีม คงไม่เป็นผลดีแน่ และนั่นก็ไม่ใช่วิถีของคลอปป์ เขาต้องการทำงานกับนักเตะที่อยากจะทุ่มเทให้ทีมเช่นกัน

ดังนั้นไม่ว่าจะวิเคราะห์ในมุมไหน ปีหน้าลิเวอร์พูลมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะไม่มีนักเตะที่ชื่อว่ามาเน่อยู่ด้วย นั่นทำให้เกิดช่องว่างที่ใหญ่มากในทีม เพราะตลอดเวลา 6 ปีที่มาเน่ค้าแข้งในถิ่นแอนฟิล์ด เขาเป็นตัวหลักในเกมรุกมาทุกปี เรียกว่าเราแทบไม่มีช่วงเวลาที่ทีมต้องขาดมาเน่นานเลย ที่ว่างตรงนี้แหละ ที่จะต้องมีการเติมเต็ม แต่ทีนี้มันก็จะมีประเด็นอยู่ว่า การเติมเต็มนั้นจะหมายถึงการซื้อนักเตะเข้ามาใหม่หรือไม่ หรือว่าจริง ๆ แล้วสโมสรอาจจะเตรียมแผนรับมือไว้แล้วก็ได้ วันนี้เราจึงจะมาวิเคราะห์กันถึงความเป็นไปได้ว่า ลิเวอร์พูลจะมีการเติมเต็มจุดนี้ยังไง ในกรณีที่ไม่มีการซื้อนักเตะเพิ่ม

ดีลนี้คือสิ่งที่ต้องเกิดอยู่แล้ว

กรณีนี้ผมตั้งสมมติฐานว่าบางทีการย้ายออกของมาเน่ในฤดูกาลนี้อาจจะเป็นเรื่องที่บอร์ดบริหารหรือคลอปป์เองก็รู้มาก่อนแล้วหรือไม่ แน่นอนว่าสำหรับแฟนบอลหงส์แดงนั้น เราก็คิดมาก่อนเช่นกันว่า ปีนี้เราอาจจะเสีย 3 ประสานไปสักคน แต่ผู้คนพุ่งเป้าไปที่ฟีร์มิโน่ที่บทบาทลดลงอย่างชัดเจน หรือซาลาห์ที่มีดรามาสัญญามาตลอดปี แต่พอเป็นมาเน่มันก็เลยดูประหลาดใจหน่อย เพราะเขาเป็นขุมกำลังหลักของทีม และผลงานก็ยังดีขึ้นเรื่อย ๆ ในตำแหน่งหน้าเป้า

การที่สโมสรหรือบอร์ดบริหารอาจทราบเรื่องนี้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เช่นกรณีของ ไวนาดุม ที่สุดท้ายสโมสรและนักเตะเลือกจะไม่ต่อสัญญากับนักเตะและปล่อยไปแบบฟรีค่าตัวในปีสุดท้าย ซึ่งบางทีกรณีมาเน่อาจจะลงเอยแบบนั้นก็ได้ เพียงแต่ว่ารอบนี้มันมีข่าวหนาหูกว่าและชัดเจนว่าเป็นความต้องการของมาเน่ที่อยากจะย้ายออก ดังนั้นมาเน่อาจจะมีการพูคุยกับเอเยนต์หรือบอร์ดบริหารแล้วว่าจะเป็นฤดูกาลสุดท้าย และสโมสรก็วางเป้าหมาย ตัวตายตัวแทนมาเน่ไว้แล้วในตลาดหน้าร้อนนี้

ตัวแทนมาเน่ที่ว่าก็คือ หลุยส์ ดิอาช นักเตะที่หงส์แดงซื้อเข้ามาในช่วงตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมาแล้วทำผลงานได้ดีกับทีมทันทีแบบไม่ต้องปรับตัวอะไร และมีการเปิดเผยออกมาเองจากวงในของสโมสรว่าดีลของ ดิอาช คือนักเตะที่สโมสรวางแผนจะคว้าตัวในซัมเมอร์นี้ แต่เป็นเพราะว่ามีตัวแปรคือสเปอร์สเข้ามาในตลาดหน้าหนาวที่แสดงความสนใจนักเตะ ทำให้หงส์แดงจึงต้องรีบปีดดีลล่วงหน้าทันที

หรือมองอีกมุมหนึ่งการเข้ามาของดิอาช แล้วครองพื้นที่ทางฝั่งซ้ายแทนมาเน่ทันที แม้ตัวมาเน่จะได้เล่นหน้าเป้าแล้วทำผลงานได้ดี แต่ก็อาจจะเป็นจุดที่ทำให้มาเน่คิดว่า ตัวเขาเองอาจจะถูกลดบทบาทลงในอนาคตก็เป็นได้ เพราะสมมติว่าตำแหน่งหน้าเป้าของเขาเป็นตำแหน่งชั่วคราว แล้วหงส์แดงมีการเสริมทัพหน้าร้อนเป็นกองหน้าตัวใหม่ ตำแหน่งในทีมของมาเน่อาจจะสั่นคลอนก็เป็นได้ นี่คือมุมมองจากการคาดการณ์และเดาล้วน ๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ก็ได้

แต่สมมติว่า หากมันเป็นไปตามแผนปกติที่วางไว้ คือ จบฤดูกาลนี้ มาเน่อาจจะลา และมีการซื้อดิอาชมา มันก็จะลงล็อคทันที ในแง่ของการขายและการซื้อ มันก็จะเหลือแค่กรณีของโอริกีที่ออกไปก็จะได้นักเตะดาวรุ่งอย่างคาวัลโญ่เข้ามาพอดี เหมือนกับทุกอย่างมันเป็นไปตามแผนแล้ว ที่สำคัญคือเราได้หลุยส์ ดิอาช เข้ามาทดลองใช้ก่อนที่มาเน่จะไปแล้วได้ผลลัทธ์ออกมาดีมาก ก็ยิ่งไม่ต้องห่วงกับการลาของมาเน่มากนัก

หากคิดดูดี ๆ การไปของมาเน่และการเข้ามาทดแทนของดิอาช นอกจากจะทำให้ที่ว่างในทีมถูกเติมเต็มแล้ว ในทางตรงกันข้ามมันอาจจะหมายถึงการเปิดพื้นที่และโอกาสให้กับนักเตะเบอร์รอง ๆ ในทีม ไม่ว่าจะเป็น มินามิโนะ ดาวยิงบอลถ้วยของหงส์แดง ดิโอโก โจต้า ที่พร้อมจะสอดแทรกเป็นตัวหลักได้ทันทีอยู่แล้ว

หรือฟีร์มิโน่ที่หลายคนมองว่าหมดไฟ หมดฟอร์มกับหงส์แดงแล้ว แต่หากดูดี ๆ ในช่วงหลัง ร่างกายของเขากลับมาฟิตและปราดเปรียวมากขึ้น ดูมีไฟกับการเล่นให้ทีม ก็อาจจะยังเล่นเป็นปีสุดท้ายให้หงส์แดงต่ออีกปีก็ได้ ตอนที่มาเน่กับโอริกีอยู่นักเตะกลุ่มนี้ถูกใช้งานน้อยมาก ตอนนั้นหงส์แดงมีนักเตะแนวรุกให้เลือกใช้ถึง 7 คน การขาดไป 2 คน ก็ยังเหลืออีก 5 คนให้ใช้งาน ดังนั้นการออกไปของมาเน่จึงอาจจะอยู่ในแผนการทำงานทุกอย่าง หรือก็อาจจะไม่ได้เกินสิ่งที่สโมสรคาดการณ์และวางแผนไว้

ยิ่งหากเทียบฟอร์มของมาเน่กับดิอาชทางฝั่งซ้าย จะเห็นว่าสไตล์การเล่นของดิอาชนั้นไม่ได้เป็นรองมาเน่เลย ลีลาการกระชากลากเลื้อย ความเร็ว การเล่นร่วมกับเพื่อนๆ การเล่นเกมรับ ความขยัน การหาโอกาสจบสกอร์ นั้นทำได้ในระดับเดียวกับมาเน่เลย จนกลายเป็นคนสำคัญที่แนวรุกจะขาดไม่ได้เลยในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล แต่สิ่งที่อาจจะมีมากกว่ามาเน่คือ แพสชั่นในการอยากพิสูจน์ตัวเองกับทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่มาเน่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว ดังนั้น การถ่ายเทนักเตะในแนวรุกออก แล้วเติมความสดใหม่อาจจะเป็นหนึ่งในแผนการทำทีมอยู่แล้ว และไม่จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลย

เปลี่ยนแปลงก็คือเปลี่ยนแปลง

แม้เราจะมองตามข้อแรกว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่อย่าลืมว่า ตลอดเวลา 6 ปีที่มาเน่ค้าแข้งในถิ่นแอนฟิล์ด เขาเป็นตัวหลักในเกมรุกมาทุกปี เรียกว่าเราแทบไม่มีช่วงเวลาที่ทีมต้องขาดมาเน่นานเลย หรืออาจจะพูดได้ว่า เขาเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของทีมไปแล้ว การจากไปของเขาจะไม่ส่งผลต่อรูปแบบการเล่นเลยคงเป็นไปไม่ได้

ลิเวอร์พูลใช้ระบบการเล่น 4-3-3 มานานจนอาจจะกลายเป็น “ฟอร์ม” หรือ “อัตลักษณ์” ของสโมสรไปแล้ว แต่ในวงการฟุตบอลมันก็มีภาษิตที่ว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” บางทีการขาดหายไปของซาดิโอ มาเน่ อาจจะนำพามาสู่ระบบการเล่นใหม่ ๆ ก็เป็นได้

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในยุคของคลอปป์เสียหน่อย แต่แรกเริ่มเดิมทีคลอปป์ที่คุมดอร์ทมุนด์เขาก็มักจะเล่นในระบบ 4-2-3-1 โดยมีหน้าเป้าเป็นตัวจบสกอร์มาเสมอ และช่วงแรก ๆ ที่เขามาคุมหงส์แดงก็ยังใช้ระบบนี้เป็นประจำ ก่อนที่จะมาพบทางสว่างกับระบบ 4-3-3 ที่มีปีกความเร็วสูงอย่างมาเน่ทางขวา หน้าเป้าตัวหลอกอย่างฟีร์มิโน่ และเต็มเต็มด้วยซาลาห์ทางขวา ขยับมาเน่ไปทางซ้ายแทน

แม้แต่ในยุคที่เริ่มมาเล่น 4-3-3 เต็มรูปแบบ สไตล์การเล่นของลิเวอร์พูลในตอนนั้นก็ยังเน้นการเพรสซิ่งหนัก การเข้าทำจากแดนกลางที่พึ่งพาเพลย์เมกเกอร์เป็นคนสร้างโอกาสให้ทีมอย่างคูติญโญ่เสมอ ต่อเมื่อเสียคูติญโญ่ไป สไตล์การเล่น 4-3-3 ของหงส์แดงก็ปรับไปด้วย โดยการใช้แบ็กสองข้างเป็นคนทำเกมส์ เพรสแดนบน เน้นเกมรับมากขึ้น และเล่นแบบไม่เพรสทั้งเกม โจมตีเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลูกนิ่งถูกพัฒนาขึ้นมาก ดังนั้นเราจะเห็นว่าทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอ

จุดสำคัญคือ ถึงจะเล่น 4-3-3 มาตลอด คลอปป์ก็ไม่เคยทิ้งระบบหน้าเป้าเลย ทีมจะมีตัวเป้าไว้ใช้งานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสเตอริจด์ โอริกี แดนนี อิงส์ หรือโซลันกี การขาดหายไปของทั้งมาเน่และโอริกีที่เล่นหน้าเป้าได้ จะถูกตีความสองอย่างคือ หงส์แดงจะต้องซื้อหน้าเป้าตัวใหม่มา หรือหงส์แดงอาจจะปรับมาเล่นระบบที่ไม่มีหน้าเป้าเลยอย่างจริงจัง

4-2-3-1 หรือ 4-2-4 หรือ 4-4-2 อาจจะถูกปรับมาใช้งานมากขึ้นในฤดูกาลหน้าก็เป็นได้ ซึ่งเป็นระบบที่อาจจะไม่ต้องใช้หน้าเป้าแต่ใช้หน้าคู่และหน้าหลอกแทน ในหลาย ๆ เกมของฤดูกาลที่แล้วเราเห็นการปรับแก้เกมในครึ่งหลังออกมาเป็นระบบพวกนี้บ่อยๆ การถอดกองกลางแล้วโอเวอร์โหลดแนวรุกเพิ่มไปอีก

อย่างนัดชิงกับมาดริดนี่เป็นอะไรที่ชัดเจนมากว่า การโหลดตัวรุกไป 4 ตัว โจตา ฟีร์มิโน่ ถูกส่งลงไปเพิ่ม แล้วถอดดิอาชกับนาบีเกอิตาออก ทำให้แนวรุกหงส์แดงมีถึง 4 คนคือ โจตา มาเน่ ฟีร์มิโน่ และซาลาห์ โดยฟีร์มิโน่กับโจตามักจะลงมาช่วยล้วงบอลในแดนกลางแล้วสร้างโอกาสให้มาเน่กับซาลาห์ที่ผลัดกันหุบเข้าเขตโทษมากกว่า ระบบแบบนี้เราจะเห็นว่าแมนซิตีก็ใช้บ่อยมากในปีนี้ที่พวกเขาไม่มีหน้าเป้าเลย

ซึ่งนี่อาจจะตอบโจทย์ของทรัพยากรและระบบการเล่นที่ทีมมีมากกว่าการซื้อหน้าเป้ามาเพิ่มแล้วปรับแผนการเล่นทั้งระบบ อย่างที่แฟนบอลอยากเห็นก็เป็นได้ ส่วนตัวผมคิดว่าโอกาสที่ทีมจะไม่ซื้อใครเพิ่มในแดนหน้ามีมากถึง 60:40 และคิดว่าคลอปป์จะพัฒนาระบบการเล่นจากทีมที่มีตอนนี้มากกว่าเปลี่ยนไปใช้ระบบหน้าเป้า แต่ผมก็หวังลึก ๆ ว่าผมจะคิดผิด เพราะลึก ๆ แล้ว ผมเองก็อยากเห็นหงส์แดงมีหน้าเป้าที่จบสกอร์คม ๆ แบบตอเรส ซัวเรส อะไรแบบนี้เหมือนกัน