3 สัญญาณจากสัญญาของซาลาห์

กลายเป็นประเด็นดรามาขึ้นมาทันทีหลังเจมส์ เพียช นักข่าววงในของหงส์แดงแห่ง the athletic ออกสกูปพิเศษรายงานความเคลื่อนไหวเรื่องสัญญาของซาลาห์ โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่ข้อเรียกร้องของซาลาห์ โดยเฉพาะการที่เขาออกมาบอกว่าหากไม่ได้รับการต่อสัญญากับลิเวอร์พูล ซาลาห์พร้อมจะอยู่ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกต่อไปในฤดูกาลหน้าแบบพรีค่าตัว กับสโมสรที่พร้อมจ่ายค่าตัวให้ซาลาห์ วันนี้เราจึงอยากชวนให้มามองประเด็นนี้อย่างรอบด้านที่สุด

ผลประโยชน์อีรุงตุงนัง

ถึงตอนนี้เราอาจจะพูดได้แล้วว่า สัญญาซาลาห์เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สโมสรต้องหาทางออกโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะเผชิญกับปัญหามากมายตามมาในซีซั่นหน้า หากปล่อยให้ทุกอย่างคารังคาซัง จะกลายเป็นสิ่งที่กระทบกับทีมสปริตของทีมอย่างแน่นอน

ก่อนอื่นเรื่องนี้ผมอยากชวนให้เรามองในแง่มุมของธุรกิจและผลประโยชน์ เราจะมองเรื่องนี้แบบเป็นกลางมากขึ้น หากเราเอาเรื่องความจังรักภักดีต่อสโมสรมามองนักเตะเพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้เรามองเรื่องนี้แบบอคติก็เป็นได้ เพราะการทำสัญญาคือการตกลงเรื่องผลประโยชน์ของนักเตะกับสโมสร การต่อรอง การเรียกร้องผลประโยชน์ การรักษาผลประโยชน์เป็นเรื่องปกติ

รายงานข่าวของเจมส์ เพียร์ชที่เป็นข่าว บอกว่า สโมสรลิเวอร์พูลพร้อมจะเพิ่มค่าเหนื่อยให้ 15% หรือก็เพิ่มเป็น สองแสนสามปอนด์ต่อสัปดาห์ที่จะส่งผลให้เขาเป็นนักเตะที่รับค่าเหนื่อยสูงสุดของสโมสรเหนือฟานไดจ์คไป 1 หมื่นปอนด์ ขณะที่รายงานยังบอกอีกว่าซาลาห์นั้นต้องการค่าเหนื่อยในระดับท็อป 6 ของโลก ก็ประมาณเดียวกับเดอร์บอร์ยน์ที่ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ มันจึงมีความต่างกันมากระหว่างสิ่งที่สโมสรเสนอกับที่ซาลาห์ต้องการ

ในขณะเดียวกันเขาก็มีความตั้งใจว่าอยากค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกต่อ ไม่ว่าลิเวอร์พูลจะต่อสัญญาหรือไม่ และดูเหมือนว่าการประกาศอยู่ต่ออีก 1 ปีของซาลาห์จะกลายเป็นแต้มต่อให้เจ้าตัว เพราะหากอยู่ครบ 1 ปี เขาสามารถย้ายแบบพรีค่าตัวไปในสโมสรที่พร้อมจ่าย ซึ่งก็คงมีไม่กี่สโมสร แมนซิตีทีมแชมป์ เชลซีสโมสรเก่า

เอเยนต์ผู้รักษาผลประโยชน์ของนักเตะ ก็มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพวกเขามองว่าซาลาห์ได้รับค่าตอบแทนที่น้อยมากจากลิเวอร์พูล เมื่อเปรียบเทียบว่า ในทีมระดับท็อปของลีกตอนนี้ นักเตะในระดับที่ผลงานด้อยกว่าซาลาห์ยังรับค่าเหนื่อยมากกว่าซาลาห์เสียอีก โดยเฉพาะเมื่อแมนซิตี ซื้อกรีลิชไปในราคา 100 ล้านปอนด์พร้อมค่าเหนื่อยมหาศาล ดังนั้นในแง่ของผลงานที่ทำให้ทีมและมาตรฐานทีมระดับท็อป ซาลาห์สมควรได้รับค่าเหนื่อยที่สมน้ำสมเนื้อ ดังนั้นในฐานเอเยนต์พวกเขาก็อยากจะเรียกร้องผลประโยชน์ให้นักเตะของเขาได้ในแบบที่เอเยนต์อื่น ๆ ทำได้

หากซาลาห์ตัดสินใจอยู่กับสโมสรอีก 1 ปี ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นมืออาชีพของซาลาห์แน่ เขาคงจะเล่นเต็มที่ให้กับทีมอยู่แล้วเหมือนในรายของไวนาดุม แต่ประเด็นก็คือ มันจะส่งผลต่อสภาพจิตใจของนักเตะหรือไม่ และการที่สโมสรจะต้องเจอกับข่าวของซาลาห์ไม่เว้นว่างในฤดูกาลหน้า ทีมจะเสียสมาธิหรือไม่ และสุดท้ายคือ ซาลาห์จะมีสมาธิมากพอกับทีมหรือไม่

ภาวะสมองไหลหรือไม่

มีปัจจัยไม่กี่อย่างที่จะรั้งนักเตะเก่ง ๆ ไว้กับทีมได้นาน 1 คือ ความสำเร็จร่วมกับทีม 2 คือเงิน นี่อาจจะเป็นสัจธรรมของโลกฟุตบอล และไม่เว้นแม้แต่หงส์แดง หากลองมองในประวัติศาสตร์ของทีมเราเสียนักเตะตัวหลักไปเสมอ แม้ในยุคของคลอปป์ที่ได้ชื่อว่าปั้นนักเตะโนเนมให้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ได้ ก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้เหมือนกัน

ทีมชุดปัจจุบันของคลอปป์ร่วมกันฝันฝ่าและคว้าความสำเร็จร่วมกันมาจนครบ หลายคนอายุล่วงเลยเข้าเลขสามและกำลังมองหาความมั่นคงของชีวิต สัญญาที่อาจจะเป็นฉบับสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งในยามที่ชื่อชั้นฝีมือของพวกเขายังพอเป็นที่สนใจ จึงไม่แปลกหากค่าจ้างในถิ่นแอนด์ฟิลด์จะดูน้อยไปสำหรับพวกเขา

ตอเรส ซัวเรส คูติญโญ่อยากย้ายทีมเพราะต้องการประสบความสำเร็จกับบาร์เซโลน่า ส่วนเจอร์ราร์ด ไวนาดุม มาเน่ และซาลาห์ที่กำลังเป็นดราม่านั้นพวกเขาคว้าความสำเร็จกับทีมมาแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสัญญาฉบับสุดท้ายที่คุ้มค่า เจอร์ราร์ดที่ควรจะแขวนสตั๊ดกับทีมต้องออกจากทีมไปเพราะการเจรจาสัญญาไม่เป็นผล ไวนาดุมเลือกที่จะจบสัญญากับหงส์แดงแล้วไปต่อกับปารีสรับค่าจ้างสัปดาห์ละ 165,000 ปอนด์ หลังจากรับค่าเหนื่อยกับหงส์แดงเพียง 75,000 ปอน์ดต่อสัปดาห์

ซาดิโอ มาเน่ แสดงความต้องการขัดเจนว่าอยากย้ายทีมเพื่อต้องการความท้าทายใหม่ และสโมสรบาเยิร์นก็พร้อมที่จะจ่ายค่าเหนื่อยให้เขาราว 320,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว ดังนั้นในกรณีของซาลาห์ที่รับค่าจ้างกับหงส์แดงอยู่ที่ราวสองแสนปอนด์ต่อสัปดาห์กับสัญญาอีก 1 ปี และอายุที่เข้าเลขสาม จึงไม่แปลกเลยที่เขาเองก็อยากจะได้อะไรที่ดีที่สุดให้ตัวเองเรื่องนี้ไม่ใช่ทั้งความผิดของซาลาห์และสโมสร

ทีนี้แฟนหงส์อาจจะมองว่า ทำไมซาลาห์งอแงอยู่คนเดียว เพื่อนร่วมทีมคนอื่นไม่เห็นงอแงเรื่องสัญญาเลย ก็ต้องบอกว่า อย่าเพิ่งวางใจ เพราะเงื่อนไขสัญญาและอายุของนักเตะในทีมมันต่างกัน ในอนาคตเราจะได้เห็นประเด็นแบบนี้กับอลิสซง หรือฟานไดจ์ค หรือแม้แต่ลูกหม้ออย่างเทรนด์ อาร์โนล์ดก็เป็นได้ เพราะสัญญาของพวกเขายังไม่ถือว่าเป็นฉบับสุดท้ายของการค้าแข้ง ต่อเมื่อถึงเวลานั้นหงส์แดงจะต้องรับมือกับสถานการณ์นี้ไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้จึงไม่แปลกที่แฟนบอลหลายคนอาจจะมองเข้าข้างซาลาห์ด้วยซ้ำว่าลิเวอร์พูลสมควรเพิ่มเพดานนักเตะในทีมได้แล้ว หากหวังสร้างความสำเร็จระยะยาว เพราะมันไม่ใช่แค่การรักษานักเตะให้อยู่กับทีมเท่านั้น แต่มันยังหมายถึงความเชื่อมันของนักเตะที่จะเข้ามาในสโมสรอื่นๆ ลิเวอร์พูลจะเป็นทีมที่ผลิตซุปเปอร์สตาร์ใช้งานได้สักระยะแล้วส่งออกให้ทีมอื่นเสมออย่างนั้นหรือ

การรักษาผลประโยชน์ของสโมสร

ในมุมมองของผมมองว่า หากหงส์แดงจะใช้งานนักเตะอย่าง ตอเรส ซัวเรส เจอร์ราร์ด คูติญโญ่ ไวนาดุม มาเน่ ซาลาห์ หรือใครก็ตาม แล้วจะปล่อยพวกเขาไปเมื่อการเจรจาไม่สำเร็จบนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของทีม เป็นสิ่งที่สโมสรควรทำอย่างยิ่ง

ไม่มีนักเตะคนไหนใหญ่เกินสโมสร และลิเวอร์พูลไม่ควรทำลายเพดานนักเตะตัวเองระดับ “ทะลุ” เพดาน เพื่อนักเตะบางรายเท่านั้น ดังนั้นหากหงส์แดงจะปั้นนักเตะมาใช้งานสักคนตั้งแต่อายุ 24-25 จนถึงสัญญาสุดท้ายที่อายุ 29-30 แล้วต้องเสียพวกเขาไปนั้นถือว่าคุ้มค่า

อันที่จริงในกรณีของมาเน่ที่หากลิเวอร์พูลได้ขายให้บาเยิร์นในราคาสัก 30-40 ล้านปอนด์ก็ถือว่าคุ้มค่ากับสโมสรมาก และนักเตะเองก็ได้สิ่งที่ดีในบั้นปลายของตัวเอง เช่นกันวิธีการจัดการกับปัญหาของซาลาห์นั้นหงส์แดงก็ควรใช้มาตรฐานเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของทีม คือนอกจากจะไม่ต่อสัญญานักเตะแล้ว หงส์แดงควรจะขายซาลาห์ในซัมเมอร์นี้เลย แล้วกลับไปปั้นนักเตะอื่นต่อ เพราะเราเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมงานของคลอปป์ว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาตัวแทนของซาลาห์ได้

และดูเหมือนสโมสรเองก็มีแนวโน้มที่จะเลือกทางนี้คือการรักษาผลประโยชน์ของสโมสรให้ได้มากที่สุด แน่นั่นแหละ มันก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการระมัดระวัง สโมสรต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาเคารพนักเตะที่สร้างผลประโยชน์ให้กับหงส์แดงและพร้อมจะเจรจาในกรอบของสโมสร และทำให้เรื่องผลประโยชน์กับสัญญาของนักเตะเป็นเรื่องที่ตกลังกันภายในให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับสโมสร