3 สิ่งที่ทำให้การต่อสัญญามิลเนอร์มีค่ามหาศาล

ช่วงที่ผ่านมาเด็กหงส์หลายคนอาจจะกำลังลุ้นให้สโมสรเซ็นต์สัญญานักเตะเก่ง ๆ ดัง ๆ เข้ามาเสริมทีมเพื่อไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลหน้า แต่สำหรับผมการไดนักเตะใหม่เก่ง ๆ มาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี การยังไม่ได้ก็ไม่ได้เสียหายเหมือนกัน แต่มีอยู่ดีลหนึ่งที่ทำให้ผมหัวใจพองโตมาก และมองว่านี่เป็นความสำเร็จหนึ่งในตลาดซื้อขายของหงส์แดงรอบนี้เลย ก็คือการที่สโมสรสามารถเจรจาต่อสัญญามิลเนอร์ได้สำเร็จ

สำหรับผมมองว่าดีลนี้มีมูลค่าที่สโมสรจะได้มากกว่าร้อยล้านปอนด์แน่นอน นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงหรือพูดให้ดูใหญ่โต แต่หากคุณติดตามการทำงานของมิลเนอร์มาตลอดที่เขาทำงานร่วมกับคลอปป์คุณจะรู้เลยว่ามูลค่า 100 ล้านอาจจะน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าหากเราเสียมิลเนอร์ไปและไม่สามารถต่อสัญญากับเขาได้ ผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูลเองก็จะเสียประโยชน์มากจนประเมินไม่ได้เช่นกัน

ความจริงมิลเนอร์กำลังจะหมดสัญญากับเราในวันที่ 30 มิถุนายนที่จะถึงนี้ และมีหลายทีมในพรีเมียร์ลีกสนใจในตัวเขาทั้งนิวคาสเซิล ทีมเงินถัง แอสตัน วิลลา ของเจอร์ราร์ดและหรือลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมที่ปั้นมิลเนอร์ขึ้นมาตั้งแต่เยาวชน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นเราก็ได้ยินข่าวมาบ้างแล้วว่า คลอปป์ ส่งสัญญาณให้บอร์ดบริหารแล้วว่า อยากให้ให้มิลเนอร์อยู่ต่อ และสโมสรเองก็แสดงเจตานารมย์ชัดเจนว่าจะขอขยายสัญญาของมิลเนอร์

รอจนแล้วคนเล่าวันนี้มิลเนอร์ก็ยอมจรดปากกาเซ็นต์สัญญาฉบับใหม่กับหงส์แดงไปอีก 1 ปี ท่ามกลางข้อมูลว่า มิลเนอร์ขอลดค่าเหนื่อยตัวเองลงด้วยซ้ำ “เหนือไปกว่าความรู้สึกของผมนั้น และเป็นเรื่องสำคัญคือกระบวนการ ที่ผมเชื่อว่ายังคงสามารถช่วยเหลือทีมได้ เจ้านายมีความชัดเจนว่าเขาคิดอย่างไร และนั่นคือปัจจัยสำคัญในการขยายสัญญาของผมออกไป” มิลเนอร์อธิบายถึงเหตุผลในการต่อสัญญาของเขาออกไปว่า เขามองเห็นประโยชน์ที่เขาจะช่วยทีมได้

ขณะที่ เจเก้น คลอปป์ เองก็ออกมาพูดถึงการที่มิลเนอร์ต่อสัญญาว่า “เกี่ยวกับการขยายสัญญาของเขา มีแก่นสำคัญคือ เราจะให้เขาช่วยอะไรได้บ้างในฐานะนักเตะ เราไม่ได้จำกัดมัน เราก็แค่ต้องการจากเขาเหมือนเดิมอีกครั้ง เพราะว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่เราจะให้ใครมาแทนเขาได้ เขายังสามารถทำมันได้ และเรายังต้องการมัน”

ดังนั้น ดีลนี้ จึงเป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ ล้วน ๆ  มากกว่าการที่จะแค่รั้งนักเตะสำรองไว้ใช้งาน แล้วผมเชื่อว่าลิเวอร์พูลมองเห็นประโยชน์จากนักเตะวัย 36 ปีรายนี้มากกว่าการลงเล่นในสนามเท่านั้น ซึ่งผมมองว่ามิลเนอร์เองก็พอใจในบทบาทและหน้าที่เหล่านั้นที่เขาจะได้ช่วยเหลือทีม ทีนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่าบทบาทอะไรบ้างที่ทำให้ดีลของมิลเนอร์นี้มีมูลค่าเกิน 100 ล้าน

ทักษะความเป็นผู้นำ

“หลายๆ อย่างมาจากทักษะความเป็นผู้นำ และอิทธิพลของเจมส์ในห้องแต่งตัว” คลอปป์ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงเหตุผลที่ทีมต้องขอต่อสัญญากับมิลเนอร์ หลายคนอาจจินตนาการไม่ออกว่าทักษะความเป็นผู้นำและอิทธิพลในห้องแต่งตัวของมิลเนอร์นั้นมันขนาดไหนกัน เรามีตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง

เอาเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ นัดแรกของฤดูกาลหงส์แดงมีนักเตะไม่พร้อมในหลายตำแหน่ง หนึ่งในนั้นคือตำแหน่งฟาบิญโญ่ที่ยังฟิตไม่พอซึ่งมิลเนอร์ลงมาเล่นแทน และอีกหนึ่งตำแหน่งคือแบ็กซ้ายที่โรเบิร์ตสันไม่พร้อมและเป็นซิมิกาสลงมาเล่นแทน

โดยรวมซิมิกาสเล่นได้ดี น่าประทับใจโดยเฉพาะการเล่นเกมบุก ความขยัน แต่ก็มีช่วง 20 นาทีสุดท้ายที่ เขาเกิดความหละหลวม จนเกือบจะทำให้นอริชกลับเข้าสู่เกมได้ ซิมิกาสมีหลุดเหม่อ จนต่อมาแฟนบอลมักเรียกเขาว่าพี่ปรือ มีจังหวะหนึ่งมิลเนอร์ จ่ายบอลมาให้เขาแล้วเขาครองบอลนานเกินไปจนถูกแย่งบอลได้ และทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก สิ่งที่มิลเนอร์ทำคือการปรี่เข้าไปใช้มือตบบริเวณกะโหลกของซิมิกาส พร้อมกับตะโกนสั่งให้ได้สติ โดยที่ซิมิกาสไม่ได้รู้สึกแย่หรือเหมือนโดนหยามอะไรเลย ในทางตรงกันข้ามจากวันนั้นมาฟอร์มของเขาก็นิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับซัมซับความป่วน ความรั่วมาจากรองเจมส์แบบไม่รู้ตัวซะอีก

ย้อนกลับไปไกลหน่อย ตอนที่หงส์แดงได้ชิง UCL กับสเปอร์สในปี 2018-2019 ลิเวอร์พูลเข้าชิงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ภายใต้ความกดดันที่พวกเขายังขาดไปสิ่งเดียยในยุคของคลอปป์คือถ้วยรางวัล และการเข้าชิงบอลถ้วยมา 3 ถ้วยก่อนหน้าที่พวกเขาแพ้หมด นั่นทำให้พวกเขาเกิดความกดดันมาก และเป็นรองเจมส์ที่ช่วยกระตุ้นเพื่อน ๆ ในตอนนั้นเขาพูดกับเพื่อน ๆ ในห้องแต่งตัวว่า

“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมุ่งมั่นกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า เราต้องจริงจังกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นเสมอ เราไม่ยอมให้ตัวเองคิดแบบนั้นได้ (กลัวแพ้) ย้อนกลับไปในเกมนั้นทุกคนกดดันมาก ถ้าเราแพ้อีกมันจะทำลายทีมของเราไปเลย แต่ถ้าเราเป็นแชมป์มันจะปลดล็อกทุกอย่าง และเราจะกลายเป็นผู้ชนะที่เสพติดรสชาติของมัน” ซึ่งก็เป็นจริงดังมิลเนอร์ว่า หลังจากแชมป์ UCL สมัยนั้นหงส์แดงก็คว้าแชมป์เป็นว่าเล่น

โชคดีที่ที่ในทีมของคลอปป์เต็มไปด้วยผู้นำ และทุกคนมักจะเป็นผู้นำในแบบที่ถ่อมตนกับเพื่อนร่วมทีม แข็งแกร่งกับคู่ต่อสู้ ภาวการณ์เป็นผู้นำของหลายนักเตะในทีมหงส์แดงมันจึงสะท้อนภาวการณ์เป็นผู้นำของคลอปป์เช่นกัน การยอมรับความผิดพลาด การให้โอกาสกันและกัน การรับฟังเหตุผล

คลอปป์ยอมรับว่า เขามักจะกระตุ้นนักเตะยามพักครึ่งเสมอ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ครึ่งหลังทีมมักจะทำผลงานได้ดี แต่เขาก็บอกอีกว่า ไม่ใช่แค่เขาที่กระตุ้นนักเตะ แต่เป็นนักเตะที่เป็นผู้นำของทีมอย่างมิลเนอร์ และเฮนเดอร์สัน ที่มีบทบาทสำคัญในห้องแต่งตัว โดยเฉพาะมิลเนอร์คนที่มักจะพูดอะไรด้วยเหตุผลเสมอ เขามักจะโกรธง่าย หายเร็ว และยอมรับเหตุผลของคนอื่นเสมอ

คล็อปป์ ออกมาบอกด้วยตัวเองว่า เขาเคยถูก มิลเนอร์ มาโวยวาย เพราะคลอปป์ไม่ทำตามแท็กติกที่ตกลงกันไว้ ในเกมกับ  เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อปี 2020 คลอปป์บอกว่า “ตอนพักครึ่งเราปรับแผนนิดหน่อย ครึ่งแรกมิลลียืนต่ำคล้ายตำแหน่งเบอร์ 6 คู่กับจินี (ไวจ์นัลดุม) ขณะที่ติอาโก้ยืนสูงกว่า มิลลีมีอาการเจ็บแฮมสตริงเล็กน้อย เราจึงบอกให้เขาคอยคุมเกม จ่ายบอลให้มากกว่าวิ่ง”

แต่พอเล่นไปสักพัก คลอปป์ก็เปลี่ยนมิลเนอร์ออก หลังจากเปลี่ยมิลเนอร์ออก คลอปป์บอกว่า “เขาออกมาจากสนามแล้วพูดว่า ‘คุณบอกให้ผมลงมายืนต่ำและวิ่งให้น้อย แต่คุณก็เปลี่ยนตัวผมออกเนี่ยนะ’ แต่จากนั้นเขากลับมาหาผม (หลังเห็นประตูของซาลาห์และทีมชนะ) เขาพูดว่า ‘มีเหตุผล ตัดสินใจได้ดี ทุกอย่างโอเค’”

และคลอปป์ก็ให้เหตุผลที่เปลี่ยนออกเพราะ เป็นมิลเนอร์เอง ที่เล่นสุดกำลังเกินไป เพราะเขามีอาการบาดเจ็บที่แฮมสตริงแม้จะเล็กน้อนแต่ก็น่ากังวล สิ่งที่คลอปป์เห็นในสนามคือ มิลลีวิ่งสปรินต์ไกลมาก คลอปป์จึงกังวัลและเปลี่ยนเขาออก คุณคิดว่าต้องใช้เงินกี่ล้านปอนด์จึงจะหานักเตะที่มีภาวะผู้นำและมีบทบาทสำคัญกับห้องแต่งตัวระดับมิลเนอร์ได้ ผมว่าแค่นี้ก็อาจจะตีราคาไม่ได้แล้ว

แบบอย่างนักสู้

เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ได้เป็นนักเตะประเภทพรสวรรค์สูง เทคนิกสูง ชั้นเชิงสูงอะไรแบบนั้น ครั้งหนึ่งสมัยเล่นให้กับนิวคาสเซิลเขาเคยถูกผู้จัดการทีมของเขาในตอนนั้นด่าออกสื่อว่า “คุณไม่มีวันชนะได้หรอก หากมีนักเตะอย่างมิลเนอร์ อยู่ในทีม” ซึ่งเป็นประโยคที่สร้างความเจ็บปวดให้มิลเนอร์ในวัยหนุ่มตอนนั้นอย่างมาก เพียงแต่เขาใช้คำพูดนั้นเป็นแรงพลักดันในการทำงานหนักของขา

มิลเนอร์เติบโตและมีภาพจำของนักเตะประเภท เล่นเพื่อทีม ขาลุย พร้อมทำตามที่ผู้จัดการสั่ง และสั่งสมความเป็นนักเตะประเภทอเนกประสงค์ กุนซือที่เคยใช้งานเขาหลายคน โดยเฉพาะ เปเยกรินี่ กุนซือที่พาทีมแมนซิตีคว้าแชมป์ลีกครั้งแรก และในทีมมีนักเตะชื่อเจมส์ มิลเนอร์อยู่ด้วย

“เขาพิเศษแบบไหนน่ะเหรอ ? เอาเป็นว่าผมสั่งให้เขาไปเล่นตรงไหนเขาก็เล่นได้ดีเสมอ ชอบหรือไม่ชอบไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อคุณสั่ง เขาจะทำตาม” เปเยกรีนี น่าจะเป็นกุนซือคนแรกที่ค้นพบความสามารถพิเศษของมิลเนอร์ และมันก็ส่งต่อมาที่ลิเวอร์พูล มิลเนอร์ เป็นกำลังหลักของทีม ไม่ใช่เพราะเขาโดดเด่นด้านใดด้านหนึ่งหรือครองพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในสนามได้ แต่เพราะเขาสามารถช่วยทีมได้แทบจะทุกตำแหน่งในสนาม

ความเป็นนักสู้ของมิลเนอร์ยังมาพร้อมความเป็นมืออชีพขั้นสูง เขาพร้อมรอโอกาสจากผู้จัดการทีม และทุกครั้งที่ได้โอกาสเขามักจะทำเต็มที่ในสนาม และในช่วงรอเขาก็เต็มที่นอกสนาม ในสนามซ้อมเขาไม่เคยทำให้ตัวเองรู้สึกด้อยกว่าใครในทีม และเป็นเรื่องยากมากที่ใครจะกล้าวัดความแข็งแกร่งและใจสู้ของมิลเนอร์

อาจจะเพราะเรามีนักเตะที่ซ้อมดีมาก ๆ ในสนามซ้อม และพร้อมที่จะรอโอกาสอยู่ข้างสนาม และในยามที่ได้โอกาสเขาทำตามหน้าที่ที่หัวหน้าสั่งอย่างเต็มที่อยู่ในทีมหรือเปล่า ทำให้นักเตะคนอื่น ๆ ไม่กล้าที่จะงอแง ยามที่ต้องรอโอกาสอยู่ข้างสนาม เพราะมีมาตรฐานระดับมิลเนอร์เป็นแบบอย่างอยู่ นักเตะอาจจะคิดว่า ขนาดมิลเนอร์ ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ยังเต็มใจรอข้างสนามและสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้ลงเล่น หากพวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่เกินกว่ามาตรฐานทีมิลเนอร์ทำไว้ พวกเขาก็ควรจะอยู่อย่างสงบจิตสงบใจ

ยุคเปลี่ยนผ่านของคลอปป์ต้องการเขาที่สุด

คลอปป์ตัดสินใจต่อสัญญากับหงส์แดงออกไปอีก 2 ปี ทำให้เขาจะต้องอยู่พาทีมเปลี่ยนผ่านไปให้ได้ คือเปลี่ยนผ่านจากนักเตะยุคนี้ไปเป็นอีกชุด และหากไม่มีมิลเนอร์อยู่ คลอปป์คงต้องทำงานหนักกว่านี้หลายเท่าแน่ และเผลอ ๆ อาจจะเจอปัญหาที่เขาเองก็อาจจะจัดการไม่ได้ด้วยซ้ำ

ลิเวอร์พูลกำลังเปลี่ยนผ่านนักเตะไปสู่คลื่นลูกใหม่ ในทีมเต็มไปด้วยนักเตะเตะหน้าใหม่ ตั้งแต่ผู้รักษาประตูจนถึงแดนหน้า และนักเตะเหล่านั้นก็เป็นนักเตะที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นเลือดร้อน สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือพี่เลี้ยงที่คอยชักนำให้พวกเขาไม่ออกนอกลู่นอกทาง โดยเฉพาะการใช้ชีวิตนอกสนาม ที่เราเห็นแล้วว่าทีมอย่างแมนยู ที่ปั้นนักเตะขึ้นมานั้นประสบปัญหาอย่างมากกับการคุมวินัยของนักเตะดาวรุ่งของทีม

มิลเนอร์เป็นนักเตะที่คล็อปป์และเพื่อนร่วมทีมต่างชื่นชมถึงความมีวินัยนอกสนาม การใช้ชีวิตที่ไม่หวือหวา ถนอมร่างกาย ดูแลสภาพร่างกายเป็นอย่างดี สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดหลายปีก็คือ หลังจากจบฤดูกาล นักเตะจำนวนหนึ่งอาจจะพักผ่อน และคลายความตึงเครียดจากการฝึกซ้อม แต่นั่นไม่ใช่สำหรับมิลเนอร์

มิลเนอร์จะยังดูแลสภาพความฟิตของร่างกายเสมอ เขาจะวิ่งซ้อมเป็นประจำในสนาม เขามีเทคนิกการวิ่งส่วนตัวคือวิ่ง 4 นาทีแบบหนัก ๆ แล้วพักอีก 4 นาที ที่สำคัญมิลเนอร์ยังให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วย เราจึงไม่เคยเห็นภาพเขาไปปาร์ตีที่ไหน

นั่นทำให้ทุกครั้งที่มีการเรียกนักเตะมารายงานตัว และทางสโมสรจะให้นักเตะทุกคนได้ทดสอบร่างการตามโปรแกรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งรอบสนาม, เล่นเวท, การเจาะใบหูเพื่อวัดระดับกรดแลคติก หรือความฟิตของร่างกาย มิลเนอร์ จะเป็นคนแรก ๆ ที่ผ่านการทดสอบและเป็นเบอร์ 1 เสมอ

ช่วงหลังเราจะเห็นว่ามิลเนอร์เริ่มมีบทบาทกับการลงมาดู มาเป็นกำลังใจและคลุกคลีอยู่กับเยาวชนของหงส์แดง เช่น การเข้าไปพูดให้กำลังใจนักเตะลิเวอร์พูลชุด U-23 ในเกมพบกับชูวร์สบิวรี เขาก็ทำมาแล้ว เรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก และเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าทำไมทีมจึงต้องการเจมส์มิลเนอร์

ในปี 2020 ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ หงส์แดงมีคิวต้องลงเตะเกมเอฟเอคัพ กับ ชวูบริวรี่ ซึ่งเป็นนักแข่งใหม่ และตอนนั้นทีมชุดใหญ่ของหงส์แดงมีโปรแกรมต้องพักร้อนฟื้นฟูร่างกาย ทำให้หงส์แดงต้องส่งดาวรุ่งลงยกทีม แม้แต่ผู้จัดการทีมก็ยังต้องใช้ นีล คริตช์ลีย์ โค้ชเยาวชนมาคุมทีมข้างสนามแทนคลอปป์

“มิลเนอร์ ที่ไม่ได้ไปพักร้อนเหมือนเพื่อนร่วมทีมคนอื่น เขามาฝึกซ้อมกับเด็กๆ ที่สนามซ้อม เขายังมาแนะนำการเล่นให้กับเด็กๆ ในห้องแต่งตัว ก่อนจะลงสนามอีก ผมไม่รู้ว่าจะขอบคุณเขายังไงดีกับเรื่องนี้” คริตช์ลีย์ เล่าให้ฟังหลังเกมที่เด็ก ๆ ของหงส์แดงชนะได้ 1-0 ในสนามตอนแข่งเราก็จะเห็นภาพมิลเนอร์ เข้ามาชมเกมในสนามแอนฟิลด์ เพื่อให้กำลังใจรุ่นน้องอีกด้วย

มิลเนอร์เป็นนักเตะที่สนใจพัฒนานักเตะรุ่นน้อง เขาใส่ใจสิ่งนี้โดยไม่มีใครสั่ง เขามักตะสังเกตการณ์เติบโต พัฒนาการของนักเตะดาวรุ่ง เช่น ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงการสังเกตเห็นการเติบโตของเคอร์ติส โจนส์ว่า “มีหลายๆ ครั้งที่คุณต้องต้องให้กำลังใจ แต่หลายๆ ครั้งที่ต้องใจร้ายเช่นกัน” เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่มองดู แต่บางครั้งมิลเนอร์ลงมาช่วยด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่โจนส์ แม้แต่ดาวรุ่งคนอื่น ๆ ในทีมตอนนั้นก็อยู่ในสายตาของเขา ทั้งเรียน บริวสเตอร์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และควิวิน เคลเลเฮอร์ รวมถึง คี-จาน่า ฮูเฟอร์ เขาสามารถวิจารณ์และแนะนำนักเตะเหล่านี้ได้

ผมว่ามันมีหลายเรื่อง หลายมิติมากที่ผู้จัดการทีมจะเข้าถึงวัยรุ่นของหงส์แดงได้ แต่การมีรุ่นพี่ พี่ใหญ่ แบบอย่าง นักเตะที่คอยเอาใจใส่พวกเขา กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาพัฒนาขึ้นได้มาก เทรนท์ อาโนล์ด นักเตะที่เติบโตมาจากระบบเยาวชน ได้รับอิทธิพลเรื่องทัศนคติมาจาก มิลเนอร์ เช่นเดียวกับสตาร์เบอร์ 1 ของทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็ให้ความเคารพซีเนียร์รายนี้เป็นอย่างมาก

มิลเนอร์มีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมกับการพัฒนาเยาวชนของทีมมาก เขาเคยบอกว่า “ผู้เล่นอายุน้อยมีโอกาสเติบโตมีชื่อเสียงได้ง่ายกว่าสมัยผมเยอะ แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ได้รับความสนใจมากขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย มันค่อนข้างทำให้พวกเขาเท้าไม่ติดพื้นเหมือนกัน”

“เรื่องนี้สำคัญมาก ที่ ลิเวอร์พูล เรามี เทรนท์ ที่เติบโตมาตามระบบที่วางไว้เลย ทัศนคติของ เทรนท์ ดีมาก ปฏิบัติตัวแบบมืออาชีพมาตั้งแต่วันแรกที่ได้โอกาสจนถึงทุกวันนี้ สำหรับผมสิ่งที่ดาวรุ่งต้องทำคือการให้ความเคารพกับอาชีพ ขยันซ้อมและรับฟังสิ่งที่มีประโยชน์เมื่ออยู่ในสนามและซ้อมกับทีมชุดใหญ่”

มิลเนอร์ส่งต่อความเป็นมืออาชีพ ความอ่อนน้อมถ่อมตนให้เด็ก ๆ ยามอยู่นอกสนาม แต่ในยามอยู่ในสนาม เขามักจะบอกให้เด็ก ๆ มีความทระนง ไม่กลัวใคร พร้อมสู้เสมอ มิลเนอร์บอกว่า “แต่เมื่อต้องลงสนาม พวกต้องทำกลับกัน ต้องเย่อหยิ่ง มั่นใจ อย่ากลัวใคร อย่าคิดว่าตัวเองเป็นเด็ก แต่ให้มองไปที่คนอื่นและเรียนรู้ให้มาก ๆ เข้าไว้”

คุณคิดว่าประโยชน์ที่มิลเนอร์มอบให้กับทีมขนาดนี้ ทีมต้องลทุนเท่าไหร่ อะไรบ้าง ทุกอย่างที่ทีมชั้นนำระดับโลกต้องการ และลงทุนมากมายก็ยังหาไม่ได้ อย่างการสร้างแบบอย่างที่ดีให้เยาวชน สร้างสปริตในทีม สร้างแบบแผนการมีวินัย รับใช้ทีม ผมคิดว่ามันต้องทุ่มระดับพันล้านเลยนะ และหลายทีมอาจจะต้องรอเป็นร้อยปีกว่านี้วัฒนธรรมแบบนี้ในทีมและการสร้างระบบทีมที่ดีขนาดนี้ แต่กับมิลเนอร์ เขายินดีมอบมันให้กับสโมสรด้วยความภักดี และนี่เป็นเพียงสามสิ่งที่ผมคิดได้ ยังมีอีกมากมายหลายอย่างที่มิลเนอร์จะสร้างประโยชน์ให้กับทีมอีกมหาศาล