ฮาแลนด์ปะทะนูนเญช (ตอนแรก): ภูมิหลังวัยเด็กและเส้นทางการเติบโตของดาวยิง

ดูเหมือนพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่จะถึงนี้น่าจะเป็นอีก 1 ฤดูกาลที่ลุ้นกันสนุกเพราะแต่ละทีมจัดหนักจัดเต็มกันตั้งแต่ตลาดนักเตะที่เสริมทัพปรับความแกร่งกันตั้งแต่ทีมหัวตารางยันทีมน้องใหม่ โดยสองทีมลุ้นแชมป์อย่างเรือใบและหงส์แดงของเรากำลังอยู่ในเส้นทางเสริมทัพกัน

ทางเรือใบออกตัวก่อนโดยการซื้อตัวฮาแลนด์ดาวยิงระดับยุโรปของดอร์ทมุนด์มาเสริมทัพข่มขวัญทีมอื่น ๆ ก่อนแล้ว ส่วนหงส์แดงตอนนี้ผมคิดว่าต่อให้ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ดีลนี้ก็คงไม่มีอะไรพลิกผันแล้วหลังสำนักข่าวแทบจะทุกสำนักลงข่าวไปทิศทางเดียวกันว่า ลิเวอร์พูลปิดดีล 100 ล้านยูโร กับเบนฟีกา คว้าตัวนูนเนญชร่วมทัพ

การที่ทั้งสองทีมเสริมอาวุธหนักในแนวรุกด้วยกันทั้งคู่แล้วบังเอิญเป็นดาวยิงระดับท็อปของยุโรปในปีนี้ด้วยกันทั้งคู่ มันจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองไปโดยปริยาย ความกดดันที่นักเตะทั้งสองคนจะต้องแบกรับสำหรับการมาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกปีแรกของทั้งสองคนกับทีมที่ลุ้นแชมป์ทั้งสองทีม

บรรยากาศแบบนี้ทำให้อดคิดถึงยุคหนึ่งที่ลาลีกาของสเปนมีการแข่งขันของยอดดาวยิงอย่างเมสซี่กับบาร์เซโลนาและโรนัลโด้กับเรอัลมาดริด ที่แข่งขันกันดุเดือด วันนี้เราจึงถือโอกาสมาทำความรู้จักนักเตะทั้งสองคนผ่านหลากเรื่องราวที่เราเลือกมาเปรียบเทียบให้ดูกันว่าใครเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยบทความนี้เป็นตอนแรกเราจะพาไปรู้จักทั้งคู่จากภูมิหลังและเส้นทางการเติบโตของดาวยิง

ภูมิหลังวัยเด็ก

เอาแค่ประวัติภูมิหลังของนักเตะทั้งสองคนก็แตกต่างกันคนละขั้วแล้ว เด็กชายเออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ เขาคือลูกชายสุดที่รักของ อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ อดีตกองกลางชื่อดังของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, ลีดส์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ถนนสู่อาชีพนักฟุตบอลของเขาจะได้รับการดูแลอย่างดีจากผู้เป็นพ่อ

เส้นทางอาชีพของเขาก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เขาได้เข้าไปเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสรบริน ในลีกนอร์เวย์ ถูกขัดเกลาด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬาประกอบด้วยฝีเท้า พรสวรรค์ และรูปร่างที่สูงใหญ่เกินวัยเดียวกัน ทำให้เจ้าตัวได้เลื่อนไปเล่นรุ่นที่อายุมากกว่าตัวเองอยู่เสมอ ๆ

ชีวิตในโลกฟุตบอลของฮาแลนด์อยู่ในสปอร์ตไลท์และค่อย ๆ เติบโตมาตามเส้นทางตลอด ปี 2016 เจ้าตัวได้โอกาสขยับขึ้นไปเล่นชุดสำรองของสโมสร ทำได้ถึง 18 ประตู จากการลงเล่นเพียง 14 เกม เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมากและน่าจะเป็นผลงานแรก ๆ ที่ทำให้เขาถูกจับตามองมาตั้งแต่เด็ก ๆ

ผิดกับนูนเญช ที่ภูมิหลังของเขาแทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฟุตบอลเลย เขาเกิดและเติบโตอยู่กับครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ติดแม่น้ำภายในนิคม เอล ปิราตา ของเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า อาร์ติกาส ในประเทศอุรุกวัย ที่ต้องระแวดระวังภัยจากน้ำท่วมและดินถล่มที่พักอาศัยจนบางวันแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ด้วยความยากจน ซิลเวีย ผู้เป็นแม่ต้องเดินเก็บขวดพลาสติกและขวดแก้วเพื่อนำเงินมาเลี้ยงชีพและซื้อรองเท้าฟุตบอลให้ลูกชาย ส่วน บิเบียโน ผู้เป็นพ่อทำงานก่อสร้างแบบหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้แน่ใจว่าเมียและลูกจะอิ่มท้องในแต่ละวัน

นูนเญชยังมีน้องชายร่วมสายโลหิตอีก 1 คน ทั้งสองคนชื่นชอบเกมส์ฟุตบอลเหมือนกัน มีความฝันจะเป็นนักฟุตบอลทั้งคู่ แต่ผู้น้องยอมเสียสละให้นูนเญชผู้พี่ได้ออกไปตามหาความฝันเนื่องจากมีพรสวรรค์มากกว่า ทำให้นูนเญช ดูเหมือนจะเป็นความหวังเดียวของครอบครัวในการพลิกฟื้นชีวิตที่ยากลำบาก นูนเญช เริ่มต้นชีวิตฟุตบอลกับสโมสรท้องถิ่น ซาน มิเกล เดอ อาร์ติกาส และเมื่ออายุได้ 14 ปี เขาได้ย้ายไปเล่นให้กับ เพนารอล อคาเดมีฟุตบอลที่อยู่ห่างจากบ้านของเขากว่า 370 ไมล์เพียงลำพังเพื่อไปยัง มอนเตวิเดโอ ที่ตั้งของอะคาเดมี่ลูกหนัง

แม้เส้นทางชีวิตของทั้งคู่ดูจะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสัคอันใดที่จะบดบังพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวของทั้งฮาแลนด์และนูนเญส ไม่ว่าเป้าหมายของทั้งสองคนในการเล่นฟุตบอลจะแตกต่างกันหรือไม่ก็ตาม บางทีฮาแลนด์อาจจะเห็นเส้นทางตัวเองชัดตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่าอยากเป็นยอดนักเตะ ขณะที่นูนเญชอาจจะกำลังคิดว่า สองเท้าของเขามันมีค่ากับครอบครัวมากขนาดไหน

การเติบโตบนเส้นทางลูกหนัง

เมื่อนูนเญชย้ายมาอยู่ที่ เพนารอล เส้นทางค้าแข้งของเขายังคงขรุขระ และเกือบต้องหยุดชะงักเนื่องจากเกิดอาการบาดเจ็บหนักที่เอ็นหัวเข่าและกระดูกสะบ้าหัวเข่าต้องใช้เวลาถึง 2 ปีในการกลับมาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจที่ต้องพึ่งนักจิตวิทยา เนื่องด้วยผลงานของเขาเองก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรและถูกคำวิพากษ์วิจารณ์หนักพอสมควร

อย่างไรก็ตามด้วยความมุ่งมั่นของเขาและครอบครัวที่รออยู่เบื้องหลัง นูนเญช พยายามฝึกซ้มออย่างหนักและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ 3 ปีให้หลังเทพีแห่งโชคก็เข้าข้างเขาบ้างแล้ว เมื่อ อัลเมเรีย สโมสร ดิวิชั่น 2 ของสเปน ยอมจ่ายเงิน 4 ล้านปอนด์คว้าตัวเขาจาก เพนารอล และการย้ายทีมครั้งนี้ทำให้เจ้าตัวได้มีเงินก้อนแรกส่งให้พ่อกับแม่ซื้อบ้านใหม่ที่ อาร์ติกาส

ในขณะที่เส้นทางลูกหนังของฮาแลนด์นั้นกลับพุ่งขึ้นตามสเต็ป ที่สโมสรบริน เขาเริ่มต้นเล่นตำแหน่งปีก ก่อนจะถูกโยกมาเล่นกองหน้าตัวเป้า แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เขาไม่สามารถทำประตูได้เลยจาก 16 เกมในลีก แต่ฝีเท้า รูปร่าง และความทุ่มเทของเขาก็ยังไปเข้าตาอดีตกองหน้าซุปเปอร์ซัพของเมนยูอย่าง โชลชาร์ ที่ตอนนั้นไปคุมทีมเล็ก ๆ อย่างโมล์ด

ในปี 2017 ฮาแลนด์ย้ายมาเล่นให้กับโมล์ด ในลีกนอร์เวย์ ฤดูกาลแรกเขาลงเล่นไป 20 นัด ทำได้ 4 ประตู แต่ในฤดูกาลถัดมาเมื่อเขาอายุได้ 18 ปีเขาก็กลายเป็นตัวหลักของสโมสร  และในฤดูกาลนี้เองที่เขาได้สร้างสถิติอย่างมากมาย ทั้งการยิงคนเดียว 4 ประตูภายใน 21 นาทีแรกของเกม, การซัดแฮตทริก ภายในเวลา 11 นาที 2 วินาที หรือแม้กระทั่ง การยิงได้ 4 ประตูภายในเวลา 17 นาที 4 วินาที พร้อมตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก

สโมสรสร้างชื่อ

ฮาแลนด์ในวัย 19 ปี ทำผลงานได้ดีกับโมล์ด ทำให้ไปเข้าตาของ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก สโมสรยักษ์ใหญ่ลีกออสเตรีย และได้ทำการขอซื้อตัวไปร่วมทีมในเวลาต่อมาซึ่ง ณ สโมสรแห่งนี้เองที่ชื่อของฮาแลนด์ดังเป็นพลุแตกและสร้างประวัตศาสตร์ลูกหนังให้ตัวเองมากมาย

ทันทีที่เขาย้ายมาลีกออสเตรีย เขาก็สร้างชื่อทันทีด้วยการยิงแฮตทริกให้สโมสรไปถึง 4 แฮตทริกในปีแรก แต่แฮตทริกที่สร้างชื่อให้เขาก็คือการลงเล่นครั้งแรกในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2019–20 และทำแฮตทริกที่ 4 ให้กับสโมสร ช่วยให้ ซัลซ์บวร์ก เอา ชนะเกงค์ ไปได้อีก

ในศึก UCL นี่เองที่ทำให้ชื่อของฮาแลนด์ดังไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ เขาผงาดเป็นผู้เล่นคนที่ 6 ต่อจาก อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่, เซอร์เก เรบรอฟ, เนย์มาร์, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ทำประตูในรายการนี้ได้ถึง 5 นัดติดต่อกัน และ 1 ในนั้นก็คือการยิงใส่หงส์แดงซะด้วย

แม้จะย้ายมาค้าแข้งกับยอดทีมเมืองเบียร์อย่างเสือเหลืองดอร์ทมุนด์พร้อมกับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่ทุกคนต่างรู้ว่าที่นี่เป็นแค่ที่พักระหว่างทางของเจ้าหนูคนนี้เท่านั้น เพราะทุกคนต่างตั้งตารอว่าทีมใดสโมสรไหนจะเป็นสถานีต่อไปของเขา และสุดท้ายก็เป็นเรือใบสีฟ้า แชมป์พรีเมียร์ลีกที่กระชากเขามาสวมเสื้อสีเดียวกับคุณพ่อได้สำเร็จ

พากลับไปดูนูนเญช ที่อัลเมเรีย ทีมที่ไม่ดังมาก แต่เขาก็เริ่มปรับตัวและสร้างชื่ออย่างรวดเร็ว โดยเล่นได้โดดเด่นทั้งตำแหน่งกองหน้าและปีกซ้าย โดยฤดูกาล 2019-2020 เขายิงไป 16 ประตูจาก 32 นัดรวมทุกรายการ ผลงานของเขาไปเตะตา เบนฟิก้า ทีมดังจากโปรตุเกส และยอมควักเงินกว่า 20 ล้านปอนด์ทุบสถิติสโมสรซื้อนักเตะโนเนมรายนี้ไปร่วมทัพ

ปีแรกที่ เบนฟิก้า นูเญซ มีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่ารบกวนอีกครั้ง และผลงานในปีแรกของเขาก็ไม่ได้น่าประทับใจหรือต้องพูดถึงมากนักเมื่อทำไปได้เพียง 14 ประตูให้เบนฟีการวมทุกรายการ บางทีมันอาจจะมองได้ว่าน่าผิดหวังด้วยซ้ำกับเม็ดเงินกว่า 20 ล้านปอนด์ที่เบนฟีกานำตัวเขามา

ก่อนที่ในฤดูกาลล่าสุดชื่อของดาร์วิน นูนเญช ก็เริ่มดังและเป็นที่รู้จักมากขึ้น กับผลงานการถล่มประตูให้กับเบนฟีกาทั้งในลีกและในเวที UCL ที่ยิงไปถึง 6 ประตูจาก 10 เกมที่ลงเล่น เฉพาะในลีกเจ้าตัวก็ซัดไปกว่า  26 ประตูจาก 28 คว้าดาวซัลโวของลีกมาได้สำเร็จ ภายใต้ทีมเบนฟีกาที่มีชื่อเสียงเรื่องการปั้นนักเตะชั้นยอดออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น เอแดร์ซอน, แยน โอบลัค, แบร์นาโด ซิลวา, เจา เฟลิกซ์, เจา คันเซโล และ รูเบน ดิอาส ทั้งหมดถือเป็นนักเตะที่เริ่มต้นเส้นทางของตนที่เบนฟิกาก่อนที่ก้าวจะไปเป็นซูเปอร์สตาร์กับทีมดัง เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแอตเลติโก มาดริด

ผลงานและชื่อเสียงของนูนเญชเมื่อเทียบกับฮาแลนด์อาจจะแตกต่างกันมาก ฮาแลนด์มีขนบการพัฒนาตัวเองมาตามลำดับจากรั้วเยาวชนสู่ทีมใหญ่ เขาเกิดทีหลังแต่ดังก่อนนูนเญช มีผลงานการพิสูจน์ตัวเองมาหลายปีทั้งในเวทียุโรป และลีกใหญ่อย่างเยอรมัน ผ่านการแข่งขันเชิงลูกหลังมาทุกรูปแบบ แต่กลับนูนเญชชื่อของเขาเพิ่งจะปรากฏได้เพียงแค่ 1 ปี เขาอาจยังต้องการบททดสอบที่ยากขึ้นต่อไป เพียงแต่โรงเรียนลูกหนังในอนาคของเขาอย่างแอนฟิลด์ก็เป็นสถานที่ที่พร้อมจะซับพอร์ตเขาให้ขึ้นมาสู่การเป็นยอดนักเตะได้

ภูมิหลังของยอดดาวยิงแห่งยุคทั้งสองคนอาจจะมีเส้นทางที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือความฝันที่จะเป็นยอดนักเตะ พวกเขาไม่เคยฟาดแข้งกันมาก่อนในสังเวียนลูกหนัง แต่กำลังจะได้ฟาดฟันและแข่งขันกันในสองสโมสรที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก

ในตอนต่อไปเราจะมาพูดถึงทั้งสองคนในแง่ของฝีเท้าและเรื่องของในสนามล้วน ๆ อย่าลืมติดตามกันได้ที่เพจ we are Liverpool ครับผม