นูนเญชศึกษา(ตอนสอง) 3 บททดสอบสุดหินในพรีเมียร์ลีกและลิเวอร์พูลของนูนเญช

ในที่สุดก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียทีนะครับ สำหรับ ดาร์วิน นูนเญช กองหน้าค่าตัวสถิติใหม่ของหงส์แดงที่ไปสู่ขอมาจากเบนฟีกา สิ้นสุดการรอคอยที่แสนนาน เพราะปกติแฟนหงส์ยุคคลอปป์ไม่ต้องรอ ส่วนใหญ่รู้พร้อมกันวันชูเสื้อเลย รอบนี้ลุ้นกันหลายวันหน่อย

ก็เป็นโอกาสดี เพราะบทความเรื่อง ‘นูนเญชศึกษา’  ตอนที่สองของเราในวันนี้จะมาพูดถึง 5 บททดสอบจากเวทีพรีเมียร์ลีกที่ดาร์วิน นูนเญช จะต้องเจอแน่ ๆ และเขาจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันไปให้ได้ 5 เรื่องที่ว่านี้จะมีอะไรบ้าง ไปตามกันเลยครับ สำหรับใครที่ยังไม่ไดอ่านตอนแรก เรื่อง 3 เวทีลูกหลังฟุตบอลขัดเกลาวิทยายุทธ์ฟุตบอลนูนเญช อ่านได้ ที่นี่

ความล้นเกินของพรีเมียร์ลีก

ไม่รู้ว่าอาจจะเพราะเป็นประเทศที่ถือว่าตัวเองเป็นดินแดนกำเนิดฟุตบอลหรือเปล่าไม่แน่ใจ พรีเมียร์ลีกจึงมักจะทำอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขาเท่าไหร่ และส่วนตัวมองว่าบางอย่างมันมีความล้นเกิน และรุกล้ำ ล้ำเส้น ที่อาจส่งผลกระทบต่อนักเตะได้ ซึ่งนักเตะใหม่ที่เพิ่งย้ายมาอาจจะต้องพบเจอ โดยเฉพาะนักเตะที่เป็นกระแส

อย่างแรกคือความเยอะ ล้นเกินของฐานันดรที่สี่ ของเกาะอังกฤษ พวกสื่อจะรุมทึ้งคุณทุกอิริยาบถ พวกเขาจะขุดคุ้ย ทำข่าว เชื่อมโยงคุณกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย นั่นเป็นสิ่งที่ต้องรับมือให้ดี เพราะมีนักเตะจำนวนมากต้องเสียผู้เสียคนเสียความมั่นใจในสนามเพราะถูกสื่อเล่นงานมาแล้ว

อีกอย่างคือ พวกกฎกติกา ต่าง ๆ ในสนามก็มักจะไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวช่อง ที่โดนวิจารณ์อย่างหนักก็เรื่องของกฎล้ำหน้าที่ตีเส้นลากให้ล้ำตั้งแต่ปลายเล็บ แขนเสื้อ ยันขนจักแร้ หรือการตัดสินของผู้ตัดสินชาวอังกฤษที่เหนือชั้น ชาวโลกเขาจนแม้แต่เวทีฟุตบอลโลกยังไม่กล้าเชิญไปตัดสิน

หรืออย่างวลี “อยากให้เจอสโต๊ค” ที่ฮิตมากเวลาเราพูดถึงนักเตะเก่งๆ ที่เล่นอยู่ในลีกอื่น เช่น เมสซี่ เนย์มาร์ ว่านักเตะพวกนี้หากมาเล่นในพรีเมียร์ลีกจริงคงทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่อยู่ในลีกอื่น ๆ หรอก บางแง่มุมมันอาจจะเป็นการประเมินลีกอื่น ๆ ต่ำเกินไป เป็นความหมั่นหน้าของชาวพรีเมียร์ลีก

แต่อีกแง่หนึ่งมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่มีความเข้มข้นในเกมสูงมาก ศักยภาพของแต่ละทีมนั้นไม่ห่างชั้นกันมาก และยังขึ้นชื่อว่าเป็นลีกที่เล่นหนักเล่นโหด จังหวะถึงเนื้อถึงตัวมันเร็วและแรง นักเตะที่มาจากหลีกอื่น ๆ เมื่อมาเจอการเล่นสไตล์เถื่อน ๆ ของลีกผู้ดี บางทีก็ขยาด ต้องใช้เวลาปรับตัวเยอะ บางคนก็บาดเจ็บเป็นว่าเล่นจนหมดอนาคต

เอาแค่ในทีมหงส์แดงนักเตะอย่างฟาบิญโญ่ ช่วงแรก ๆ ช้า ไม่ทันเกมส์ เจอปั้มทีก็ปลิวที หรืออย่างนาบี เกอิตา ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มที่เคยโดดเด่นกับไลป์ซิกมาได้เลย ยังไม่ต้องพูดถึงนักเตะอีกหลายร้อยคนที่เอาชื่อเสียงมาทิ้งในพรีเมียร์ลีก

นอกจากสไตล์การเล่นที่ หนักหน่วงแล้ว อีกสิ่งที่นูนเญชต้องเจอแน่ ๆ คือ โปรแกรมการแข่งขันที่เยอะเป็นพิเศษ ปีที่แล้วนูนเญช เล่นให้กับเบนฟีก้ารวมทุกรายการ 41 เกม คิดเป็นนาทีก็ 2600 กว่านาที แต่ที่หงส์แดงเขาอาจจะต้องลงเล่นมากกว่า 4 พันนาที

นักเตะที่ลงเล่นให้หงส์แดงมากที่สุดคือฟานไดจ์คลงเล่นไปกว่า 4800 นาที ขณะที่เกอิตาที่ได้ลงเล่นบ้างไม่ได้ลงเล่นบ้างก็ยังลงเล่นไปมากกว่า 2100 นาที นั่นเท่ากับว่าหากเขาต้องการเล่นเป็นตัวหลักให้ทีม สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการฟิตซ้อมร่างกายให้แข็งแกร่ง และเตรียมตัวรับมือความความล้นเกินของลีกนี้ให้เร็ววัน

การแข่งขันภายในทีม

ที่เบนฟีกา นูนเญช แทบจะไม่ต้องแข่งขันกับใคร เพราะเขาถูกซื้อมาเพื่อปั้นและใช้งานเป็นตัวหลักของทีมอยู่แล้ว ความกดดันเรื่องโอกาสลงสนามจะไม่เป็นปัญหาเลย แม้ว่าเขาอาจจะทำผลงานไม่ดีสัก 4-5 เกมหรือมากกว่านั้นก็ตาม เพื่อน ๆ ในทีมจะส่งบอลให้เขา มองหาแต่เขา เขาเป็นคนสำคัญในสนามของทีม

แต่ที่พรีเมียร์ลีกและลิเวอร์พูล ไม่ใช่แบบนั้น ขนาดว่าที่เบนฟีกานูนเญชเป็นคนสำคัญของทีมยังมีโอกาสสัมผัสบอลต่อเกมแค่ 33-35 ครั้งต่อเกมเท่านั้น ด้วยสไตล์การเล่นที่มักได้บอลในกรอบเขตโทษ แต่นอกกรอบเขตโทษไม่ค่อยมีส่วนร่วมที่เป็นจุดอ่อนของเขาอยู่แล้ว เราก็อาจจะคาดเดาได้เลยว่าหากเล่นลักษณะนี้ คุณอาจจะได้สัมผัสบอลเพียง 20-30 ครั้งต่อเกม และต้องทำใจไว้เลยว่า คุณจะไม่ใช่เป้าหมายคนเดียวในแดนหน้า ที่บอลจะไปถึง

ดังนั้น ทุกนาทีที่คุณมีโอกาสลงสนามคือนาทีทอง ทุกจังหวะที่เท้าคุณสัมผัสบอลมีความหมาย คุณต้องรีดเค้นศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุด ยิ่งกับหงส์แดงที่ตอนนี้นักเตะในแนวรุกแทบจะเยียบกันตาย คุณยิ่งต้องงัดฟอร์มเก่ง ฟอร์มปังออกมาให้เร็วที่สุด

ตอนนี้ในแดนหน้าหงส์แดงมีผู้เล่นให้เลือกใช้งานถึง 5 คน เริ่มตั้งแต่ตัวหลัก ๆ ที่ยังอยู่กันครบ ทั้งซาลาห์ มาเน่ (ยังไม่ย้าย) ดิอาช และ ฟีร์มิโน่ แถมยังมี มินามิโนะ พวกนี้ทำประตูได้ระดับ 10 ประตูขึ้นให้ทีมทั้งนั้น และมีคาแรกเตอร์ สไตล์การเล่นที่ชัดเจน เล่นเข้ากับระบบ ที่เป็นข้อได้เปรียบของพวกเขา ไหนจะยังมี คาร์วัญโญ่ ที่ก็เล่นได้เหมือนกันและรอโอกาสอยู่ พวกเขาพร้อมจะสู้เพื่อแย่งตำแหน่งกับคุณ

ดังนั้น ค่าตัว 100 ล้านยูโร ไม่ได้เป็นเครื่องหมายการันตีว่าเขาจะได้ลงเล่นก่อนคนอื่น ผลงานในสนามเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสิน และนักเตะหงส์แดงทุกคนที่เล่นในตำแหน่งนี้ พวกเขาเต็มที่กับการฝึกซ้อมและพร้อมจะชิงโอกาสมาเป็นของตัวเองเช่นกัน

ความกดดันทำลายนักเตะมานักต่อนัก

ยังไม่ทันได้ลงสนาม คุณก็แบกราคาเป็นสถิติของสโมสรไว้แล้ว ซึ่งย่อมมีแรงกดดันมากกว่านักเตะคนอื่นๆ ในทีม การเลือกสวมเสื้อเบอร์ 27 เองก็จะทำให้คุณถูกเปรียบเทียบกับนักเตะอย่างโอริกี้ ที่ทำมาตรฐานการยิงประตูไว้สูง แม้จะไม่ใช่ในแง่ของปริมาณแต่เป็นแง่ของคุณภาพที่เขาแต่ละประตูให้หงส์แดงมันมีความหมายและความทรงจำ

นักเตะหลายคนย้ายทีมด้วยค่าตัวมหาศาลแต่มักจะถูกแรงกดดันถาโถมใส่ เช่น กรีลิช ที่ย้ายไปแมนซิตีด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ แมกไกว์ นักเตะกองหลังค่าตัวสถิติโลกที่ย้ายไปแมนยูก็ยังงมหาฟอร์มที่คุ้มค่าตัวไม่เจอ แน่นอนว่า ราคาระดับทำลายสถิติสโมสรของนูนเญชจะเป็นแรงกดดันให้เขาในทุก ๆ เกมที่ลงเล่น ยิ่งเวลาผ่านไป ผลงานไม่เข้าตา แรงกดดันตรงนี้ก็ยิ่งมากขึ้น

ไม่ต้องอะไรมากครับ เอาแค่ตอนนี้ก็เริ่มมีคนตั้งธงให้ฉายาเป็นนิวแคร์โรลดักรอไว้แล้ว แน่นอนว่าทั้งสไตล์การเล่นและอะไรหลาย ๆ อย่างมันไม่คล้ายกับแคร์โรลหรอก เพียงแต่หากมันแป๊กหรือทำผลงานไม่ปังขึ้นมา ก็จะถูกด้อยค่าไม่ต่างกัน เรื่องนี้นักเตะต้องมีสมาธิและทำความเข้าใจมาก ๆ แม้แต่คลอปป์เองก็ยังออกมาเบรกว่า ดีลนี้เป็นการลงทุนระยะยาวและตัวนูนเญชเองยังต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่นั่นก็จะไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะค่าตัวมหาศาลขนาดนี้ มันมีคำตอบเดียวที่ทุกคนรอคอยคือต้องปัง ห้ามพังเด็ดขาด

สำหรับผมมองว่าสิ่งเหล่านี้นักเตะและแฟนบอลต่างรู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือใหม่อะไรในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก นักเตะดัง ๆ จำนวนมาก ก็ผ่านมันมาได้ทั้ง ตอเรส ซัวเรส บางคนอาจจะไม่ปังในปีแรกแต่ก็มาปังในปีที่สองที่สามอย่างคูติญโญ่ ฟีร์มิโน่ ดังนั้นเราแฟนบอลเองก็ต้องให้โอกาสนักเตะคนนี้เช่นกัน

สำหรับบทความสุดท้ายในซีรีย์เรื่อง นูนเญชศึกษานั้น เราจะมาเจาะถึงแผนการใช้งานของเขากับทีมหงส์แดงกันแบบละเอียดยิบเลยครับ รอติดตามกันได้เร็ว ๆ นี้