4 เรื่องราวที่ไม่มีใครแทนที่มาเน่ได้ในแอนฟิลด์

อย่างเป็นทางการแล้วสำหรับซาดิโอ มาเน่ ที่ตัดสินใจอำลาทีมหงส์แดงย้ายไปซบเสือใต้บาเยิร์นมิวนิก ด้วยสัญญา 3 ปี โดยคาดว่าค่าตัวของมาเน่จะอยู่ที่ราว 41 ล้านยูโร ราว ๆ 35 ล้านปอนด์ แม้จะมีช่วงให้ดราม่าเล็กน้อยหลังเจ้าตัวประกาศเจตนาว่าอยากจะย้ายออกจากหงส์แดงเพื่อหาความท้าทายใหม่ ทั้งจากกระแสข่าวที่มาเน่ให้สัมภาษณ์พูดถึงการที่ชาวเซเนกัลอยากให้มาเน่ย้ายออก แต่สุดท้ายทุกอย่างก็สงบ และมาเน่ก็เดินออกไปอย่างเรียบง่ายและธรรมดาที่สุด

การจากลากันครั้งนี้เป็นการจากลาที่ไม่มีอะไรติดค้าง มาเน่สร้างคุณงามความดีให้ทีมอย่างมากมาย ขณะที่สโมสรและแฟนบอลก็รักและดูแลมาเน่เป็นอย่างดีเช่นกัน สิ่งที่คงติดค้างแน่ ๆ สำหรับมาเน่คือ เขาได้สร้างความทรงจำและเรื่องราวที่ไม่มีใครทดแทนเขาได้ในแอนฟิลด์แห่งนี้

หนึ่งในสามประสานที่ดีที่สุดตลอดกาล

ตลอด 6 ฤดูกาลที่มาเน่ลงเล่นให้หงส์แดงไม่มีฤดูกาลไหนเลยที่เขาทำประตูได้ต่ำกว่า 13 ประตู มีถึง 4 ฤดูกาลที่เขาสามารถทำประตูให้หงส์แดงถึง 20 ลูกขึ้นไป ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ามาเน่เป็นนักเตะที่มีฟอร์มการเล่นสม่ำเสมอที่สุดคนหนึ่งของทีมในยุคคลอปป์

นอกจากนั้นเขายังเป็นนักเตะที่คลอปป์ใช้งานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุดคนหนึ่ง เขาเป็นนักเตะที่คนอย่างคาราเกอร์ชื่นชอบที่สุด ถึงความเป็นมืออาชีพ ตลอด 6 ปีมาเน่มีโปรแกรมแข่งขันในพรีเมียร์ลีกรวม 228 เกม เขาลงเล่นไปมากถึง 196 เกมเป็นตัวจริงถึง 183 เกม เป็นตัวสำรอง 13 เกม และนั่งอยู่ข้างสนามโดยมีชื่อแต่ไม่ได้ลงเล่นอีก 4 เกม ออกไปรับใช้ทีมชาติและไม่ได้ลงเลยอีก 6 เกม และมีอาการบาดเจ็บจนไม่ได้ลงเล่นอีกเพียงแค่ 19 เกมเท่านั้น

มาเน่เป็นชิ้นส่วนสำคัญของการประกอบร่าง 3 ประสานที่ดีที่สุดของหงส์แดง และอาจจะดีที่สุดในการทำหน้าที่โค้ชของคลอปป์ก็เป็นได้ โดยแรกเริ่มที่มาเน่ย้ายมาเล่นให้หงส์แดงนั้นเขายึดตัวจริงทางฝั่งขวา ก่อนที่ในปีถัดมาลิเวอร์พูลทุ่มเงินซื้อซาลาห์เข้ามา มาเน่จึงหลีกทางแล้วต้องโยกตัวเองไปเล่นทางขวา

ซึ่งมาเน่เองก็ใช้เวลาปรับตัวอยู่ไม่นาน แล้วสามประสานของหงส์แดงก็ขับเคลื่อนได้หลังจากนั้น มีเพียงมาเน่คนเดียวเท่านั้นในตำแหน่ง 3 ประสานนี้ที่สามารถเล่นได้ดีในทุกตำแหน่ง ฟีร์มิโน่ มักเล่นไม่ออกเมื่อต้องถูกปรับไปเล่นด้านข้าง-ซาลาห์ มักเล่นไม่ออกเมื่อต้องหุบเข้าใน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับมาเน่ ไม่ว่าเขาจะถูกขยับไปเล่นตำแหน่งไหน เขาก็ทำได้ดีเสมอ

ในห้าฤดูกาลที่เล่นด้วยกัน ทั้งสามคนสร้างสถิติน่าเหลือเชื่อด้วยการทำรวมกัน 338 ประตู ซึ่งในฤดูกาล 2017-18 ทั้งสามคนทำได้ถึง 91 ประตู โดยรวมแล้วทั้งสามคนออกสตาร์ทเป็นตัวจริงร่วมกัน 137 เกม และใน 104 เกมต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ทำประตูได้ และมีถึง 15 เกมที่ทำประตูได้ครบทั้งสามคน ซึ่งรวมถึงเกมที่นาจดจำกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ โรมา ในปี 2018 และล่าสุดคือในเกมชนะ วัตฟอร์ด 5-0 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ส่วนตัวในด้านผลงาน มาเน่ จึงไม่มีอะไรติดค้างกับสโมสรและแฟนหงส์ เพราะเขาทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว 269 นัดทุกรายการยิงไป 120 ลูก แอสซิสต์ อีก 48 เป็นส่วนสำคัญ (ที่แม้มาเน่จะมองว่าเล็ก) ในการพาทีมคว้าแชมป์เมเจอร์ของฟุตบอลทั้ง พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ, ช.ป.ล, สโมสรโลก, ลีก คัพ, ซุปเปอร์ คัพ ครบถ้วน

นักก๊อปในตำนาน

มาเน่มักสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในสนาม เขาเป็นนักฟุตบอลที่แฟรนด์ลีอย่างมาก นั่นไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับ ทุกคนรู้เรื่องนี้ของมาเน่ดี อย่างน้อยก็จากสิ่งที่เขาแสดงให้เห็นในสนามจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมาเน่ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครคือการก็อปปี้ท่าดีใจของเพื่อน ๆ

ผมไม่รู้ว่ามาเน่เริ่มก็อปปี้ใครก่อนระหว่าง แดเนียล สเตอร์ริจด์ หรือบ็อบบี้ ฟีร์มิโน่ แต่ทั้งสองคนนี้คือเหยื่อของมาเน่ โดยในรายของสเตอร์ริจด์นั้นเขาถูกก็อปท่าเซิ้งในตำนาน ส่วนฟีร์มิโน่นั้นน่าจะเป็นนกัเตะที่โดนมาเน่ก็อปท่าดีใจมากที่สุด เพราะเจ้าตัวเองก็ขยันผลิตท่าดีใจออกมาบ่อยเหลือเกิน จนครั้งหนึ่งเคยมีวิวาทะว่าใครกันแน่ที่ก็อปท่าดีใจของอีกฝ่าย ก่อนที่โลกจะรู้ว่ามาเน่นั้นมีฉายาอีกฉายาว่า มาเน่ ยอดนักก็อป

คำถามคือทำไมมาเน่ต้องก็อปและมันสื่อถึงอะไร อย่างแรกผมว่ามันสื่อถึงความสัมพันธ์ของเขากับนักเตะที่เขาก็อปท่าดีใจ แสดงให้เห็นว่ามาเน่รักใคร และรู้สึกดีกับใครเป็นพิเศษ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าว่าเรายังไม่เคยเห็นมาเน่ก็อปท่าดีใจของซาลาห์เลย แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ถูกขี้หน้ากัน พวกเขามีความเป็นมืออาชีพและเคารพกันมาก ๆ เพราะตอนที่มาเน่อำลาซาลาห์ก็โพสต์ขอบคุณมาเน่เช่นกัน

อีก 1 เหตุผลที่มาเน่บอกเองกับปากของเขาว่า “นักเตะแต่ละคนในทีมนี้  ถ้าคุณต้องการรักษาท่าฉลองในแบบของคุณเอาไว้ มันเป็นเรื่องยากหน่อย เพราะว่าพวกเราทำประตูได้มาก บ๊อบบี้ (ฟีร์มิโน่) เองก็ทำท่าฉลองนั้นไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน และผมคิดว่าเขาเองก็มีท่าฉลองอื่นๆ อีกหลังจากนั้น

มาเน่ยังรับแค่ 1 แสนปอน์ดต่อสัปดาห์

ท่าฉลองของผมในตอนนี้คือสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำมันต่อไปตลอดทั้งปี ซึ่งผมรู้นะว่า บ็อบบี้ ก็คงจะเลียนแบบผมอีกเร็วๆ นี้ คุณจะได้เห็นแน่” แน่นอนว่านั่นคือคำให้การของมาเน่ก่อนที่ทุกคนจะรู้ว่า ที่จริงท่าดีใจนั้นเขาก็ก็อปฟีร์มิโน่มาตั้งแต่ในสนามซ้อมแต่บังเอิญเขายิงประตูในสนามจริงได้ก่อน

มาเน่คือไอคอนของชาวมุสลิม

มาเน่ถูกคุณแม่เลี้ยงดูมาในครอบครัวที่เคร่งครัดต่อหลักของศาสนาเพราะพ่อของเขาเป็นโต๊ะอิหม่ามในมัสยิดประจำเมือง บัมบาลี บ้านเกิดของมาเน่ที่ประเทศเซเนกัล แม้จะประสบความสำเร็จเป็นนักฟุตบอลระดับโลก มาเน่ก็ยังถือปฏิบัติในกฎของศาสนาอย่างเคร่งครัด

เขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย เขาละหมาดเป็นกิจวัตรทุกวัน และในช่วงถือศีลอด มาเน่และเพื่อน ๆ ชาวมุสลิมของเขาก็ยึดถือกฏนี้อย่างเคร่งครัดเช่นกัน “ผมสวดมนต์ถึงพระเจ้าวันละ 5 ครั้งเสมอ” แสดงให้เห็นว่าคำสอนศาสนาเป็นสิ่งสำคัญกับมาเน่ขนาดไหน

ในเมืองลิเวอร์พูลเองก็มีชุมชนของชาวมุสลิมตั้งอยู่ และทุกสัปดาห์มาเน่ก็จะไปทำกิจกรรมทางศาสนาที่มัสยิดเสมอ อีกสิ่งที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้คนที่ไปร่วมกิจกรรมกันมาคือ แทบทุกครั้งเมื่องานด้านพิธีกรรมจบลง เขามักจะอยู่ต่อเพื่อช่วยทำกิจกรรมอย่างเก็บกวาดจนไปถึงล้างห้องน้ำก็ทำ

อิหม่ามในเมืองลิเวอร์พูลชื่นชมวัตรปฏิบัติของมาเน่มาว่า “เขามาจากหมู่บ้านยากจน เขาจึงเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น เขาทำงานเพื่อส่วนรวมมากมาย รวมถึงการสร้างมัสยิดในบ้านเกิดของเขาด้วย เขามามัสยิดบ่อยครั้ง แม้จะมีรถหรูเยอะแยะ แต่ทุกครั้งที่มา เขาจะนั่งรถธรรมดามาแทนเพื่อไม่แสดงตัว”

อ่อนน้อมถ่อมตนและแคร์ผู้คนรอบข้าง

ในวันที่สโมสรลิเวอร์พูลกลับมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยมาเน่เป็นนักเตะคนสำคัญ แต่วันที่เขาบอกลาสโมสรเขากลับบอกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของมันเท่านั้น ผมลองค้นหาดูคำกล่าวบอกลาแฟน ๆ ของนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ในโลกลูกหนังดูบ้าง แต่ไม่มีใครเลยที่แทนตัวเองด้วยคำว่า ‘a very small part’ อย่าว่าแต่ Small Part เลย มาเน่บอกว่าเขา very small part ซะอีก

นี่คือตัวตนและจิตใจของมาเน่ สิ่งต่าง ๆ ข้างบนไม่นานอาจจะมีนักเตะบางคนทำได้มากกว่าเขา ทำได้ดีกว่าเขา และทำได้เหมือนเขา แต่นิสัยจิตใจแบบนี้ จะมีแค่มาเน่คนเดียว และไม่ใช่แค่คร้งนี้ครั้งเดียวที่มาเน่แสดงความสมถะ เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตนและแสดงถึงความเป็นห่วงใยดีคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนนักเตะและเพื่อนร่วมชาติของเขา

ซาดิโอ เมื่อได้โอกาสกลับบ้านเขาไม่ได้ไปพักผ่อนหย่อนใจอะไรนัก สิ่งที่เขามักจะไปทำคือการสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างมัสยิด สร้างนั่น โน่น นี่ เต็มไปหมด การแสดงอาการโกรธที่ชัดเจนที่สุดครั้งเดียวของมาเน่คือการที่เขาไม่พอใจ ที่ ซาลาห์ ไม่ส่งบอลให้กับเขาที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ในเกมกับเบิร์นลีย์ แต่ทั้งคู่ก็เปิดใจคุยกันและให้อภัยกันได้ในที่สุด เรื่องไม่เคยใหญ่โต และมาเน่ก็ไม่เคยคิดจะทำให้มันใหญ่โตเลย

ผมคิดว่าประเด็นเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน การใช้ชีวิตเรียบง่าย การช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติของมาเน่เป็นประเด็นที่คนน่าจะพูดถึงกันมากแล้วนาทีนี้ ผมจึงอยากจะพูดถึงประเด็นเดียวที่ผมรู้สึกคาใจมากในช่วงตั้งแต่รู้ข่าวว่ามาเน่อยากจะย้ายจากหงส์แดง

ผมก็สงสัยเหมือนที่หลายคนอยากรู้ว่า ตกลงแล้วมาเน่ ตัดสินใจย้ายออกเมื่อไหร่กันแน่ หลายคนอาจจะมองว่า บางทีอาจจะก่อนปิดซีซั่นก็ได้ จากการที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ก่อนเกมนัดชิง UCL ว่าจะตัดสินใจอนาคตตัวเองหลังนัดชิง หลายคนก็เลยสงสัยอีกว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมมาเน่จึงไม่แจ้งสโมสรอย่างเป็นทางการก่อนแยกย้าย เพื่อที่สโมสรจะได้จัดงานอำลาให้ อย่างสมศักดิ์ศรี เพราะแม้แต่โอริกีเรายังจัดงานให้เลย

ประเด็นนี้ผมขอใช้การสันนิษฐานส่วนตัวนะครับว่า มาเน่ ตัดสินใจอนาคตตัวเองมาสักระยะแล้ว อย่างน้อยผมมองว่ามันชัดเจนตั้งแต่การที่ทีมคว้าตัวหลุยส์ ดิอาช เข้ามาแล้วให้เป็นตัวจริงทางด้านซ้ายแทนมาเน่ และตัวเขาเองต้องขยับมาเล่นตรงกลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แข่งขันแย่งตัวจริงสูง อีกทั้งมีแนวโน้มสูงที่ทีมจะเสริมทัพตรงจุดนี้ ผมคิดว่ามาเน่น่าจะตัดสินใจอนาคตของตัวเอง ณ เวลานั้นแล้ว

ประการต่อมาแล้วทำไมมาเน่ไม่ทำเหมือนไวนาดุม หรือ โอริกี้ละ คำตอบง่ายมาก เพราะมาเน่ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายใด ๆ ขึ้นกับทีมเลย เพราะช่วงนั้นทีมกำลังไล่ล่า 4 แชมป์อยู่ ขณะที่ไวนาดุมกับโอริกี้อยู่จนหมดสัญญา พวกเขาจึงสามารถประกาศล่วงหน้าได้ แต่มาเน่ยังเหลือสัญญากับทีมอีก 1 ปี และนั่นจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับทีมแน่นอนถ้าเขาทำเช่นนั้น

ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดคือการรอให้จบซีซั่นแล้วค่อย ๆ ออกจากทีมอย่างปกติธรรมดาของโลกฟุตบอล มาเน่เป็นคนแบบนั้น แบบที่ไม่ค่อยชอบให้ตัวเองเป็นจุดสนใจ เขามองตัวเองเป็นจุดเล็ก ๆ ของทีมเสมอ อย่างที่เขากล่าวอำลาทีมว่า “ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนเล็ก ๆ ของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” เขาไม่ต้องการพิธีรีตอง ไม่ต้องการยืนปรบมือทั่วสนาม เขาเป็นเช่นนั้นมาเสมอตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายที่เขาก้าวเท้าออกจากสนาม

บางทีก็อย่างที่มาเน่พูดนั่นแหละว่า บาเยิร์นเป็นสโมสรที่ดีซึ่งมาถูกจังหวะ และผมชอบที่พี่ อุไร ปทุมมาวัฒนา คอลัมนิสต์แฟนหงส์เขียนไว้ตอนหนึ่งในเฟสบุ๊คของแกว่า “บ่อยครั้งการอยู่ต่อกับทีมเดิมอีกเพียงหนึ่งปี กลับไม่ใช่การเติมเต็มกันและกัน หากแต่มันกลายเป็นฤดูกาลที่เกิน”

บางทีอะไร ๆ สำหรับพวกเราและมาเน่มันก็เติมเต็มซึ่งกันและกันแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการจากลาที่ดีที่สุดของทั้งสองฝั่ง แม้มาเน่จะไม่ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ แต่ผมเชื่อว่ามาเน่ยังต้องการความรักจากแฟนหงส์อยู่ แลเขายังอยากจะเป็นครอบครัวหงส์แดงตลอดไป ขอให้พระเจ้าอวยพร และมีความสุขกับเส้นทางที่นายเลือก