เทคโนศึกษาตอนที่ 1: 3 สิ่งเปลี่ยนไปเมื่อหงส์ใช้ Zone7

“จะดีแค่ไหนหากทีมฟุตบอลทีมหนึ่งสามารถลงแข่งในแต่ละปีโดยไม่มีนักเตะบาดเจ็บเลย” นี่คงเป็นเหมือนพรจากสวรรค์ของสโมสรฟุตบอลทั่วโลก เพราะไม่รู้กี่ทีมต่อกี่ทีมแล้วที่ต้องเสียตำแหน่งแชมป์, อดไปเล่นฟุตบอลยุโรป, กระทั่งตกชั้น เพียงเพราะนักเตะของพวกเขาบาดเจ็บจนอดช่วยเหลือทีมของพวกเขา แม้ในความเป็นจริงคงจะมีแต่นักเตะหุ่นยนต์เท่านั้นแหละที่ไม่บาดเจ็บเลย

การเรื่องนักเตะฟิตเต็มร้อยทุกคน คงเป็นเหมือนเรื่องเหนือจริง แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันเราอาจจะสามารถพยากรณ์ “อาการบาดเจ็บ” ล่วงหน้าได้ แน่นอนว่ามันก็เหมือนการพยากรณ์อากาศที่อาจจะไม่ตรงเปะ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เทคโนโลยีนี้กำลังจะพลิกโฉมวงการกีฬาที่ต้องแข่งกันยืดเยื้อยาวนานอย่างฟุตบอลไปอีกขั้น เทคโนโลยีที่ว่านั้นก็คือ Zone7 ที่หงส์แดงนำมาใช้กับทีมเมื่อฤดูกาลก่อนและเห็นผลที่แตกต่างอย่างชัดเจน Zone7 คืออะไร มันทำงานอย่างไร และหงส์แดงนำมาใช้อย่างไร เรามีคำตอบมาให้ทุกท่านครับ

Zone7 คืออะไร มาทำงานกับหงส์แดงยังไง

ผมคิดว่าแค่ชื่อของมันก็สื่อความหมายได้ค่อนข้างชัดเจนนะครับ คล้าย ๆ กับ 7 วันอันตราย คล้าย ๆ กับ การนับหน้า 7 หลัง 7 ของระยะปลอดภัยของการท่านชายและท่านหญิง Zone 7 ก็ทำงานคล้าย ๆ กันคือพวกเขาจะทำการพยากรณ์ช่วง 7 วันที่นักเตะมีโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บขึ้น ที่โค้ชและทีมงานต้องหาทางระงับก่อนเกิดขึ้น

Zone7 เป็นบริษัทเทคโนโลยีในแคลิฟอร์เนีย เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้ว และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาและบรรดาทีมกีฬามากมายในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นทีมบาสเก็ตบอลในเอ็นบีเอ (NBA) ทีมอเมริกันฟุตบอลในเอ็นเอฟแอล (NFL) และทีมเบสบอลในเมเจอร์ลีกเบสบอล (MLB) รวมถึง ทีมกีฬากว่า 50 ทีมทั่วโลกที่ใช้โปรแกรม AI ตัวนี้เพื่่อช่วยให้ทีมได้เปรียบในการแข่งขัน

ทาล บราวน์ คือผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Zone7 ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้ อดีตนักศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยวอร์วิค พูดถึงการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับวงการฟุตบอลว่า “ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูล และถ้าคุณสามารถต่อยอดคุณค่าจากข้อมูลที่มีได้ นั่นหมายถึงคุณจะได้เปรียบในการแข่งขัน”

ในยุคเริ่มต้นของ Zone7 นั้น พวกเขาทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยของประเทศอิสราเอล และต่อยอดกิจการด้วยการผลิตซอฟต์แวร์การทำนายผลลัพธ์ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เรื่องของการรักษาความปลอดภัยไปจนถึงด้านบริการทางการเงิน

Big Data จำนวนมากของนักเตะ เช่น ข้อมูลส่วนตัวของผู้เล่น ข้อมูลในระหว่างเกมและการฝึกซ้อม ความแข็งแกร่งของร่างกา การนอนหลับ ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และระดับความเครียด เพื่อวิเคราะห์ ประมวลผลผ่านระบบ AI เพื่อส่งต่อข้อมูลที่ได้ให้กับทีมงานที่จะช่วยพิจารณา อย่างทีมนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ทีมแพทย์ และสตาฟฟ์โค้ชที่จะตัดสินใจร่วมกัน และแน่นอนคนสุดท้ายที่ตัดสินใจก็คือผู้จัดการทีมที่จะเลือก 11 ตัวจริงลงสนาม

อาการบาดเจ็บน้อยลง นักเตะเจ็บไม่นาน คือเบื้องหลังของการที่หงส์แดงมีแรงลุ้น 4 แชมป์ เล่นครบ 63 เกมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งเรื่องราวนี้เป็นความลับมานาน แต่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะไม่กี่เดือนก่อนปิดซีซั่น เมื่อสโมสรประกาศต่อสัญญาบริษัท Zone7 ออกไปอีกสองปี

อันที่จริงไม่น่าแปลกใจหรอกครับ เพราะลิเวอร์พูลในยุคของคลอปป์นำวิทาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยี AI เข้ามามีส่วนสำคัญของต่อการพัฒนาทีมมานานแล้ว จากปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะเมื่อปีที่แล้วทำให้หงส์แดงกลายเป็นสโมสรใหญ่ ๆ ในพรีเมียร์ลีก สโมสรแรกที่ตัดสินใจนำเอาเทคโนโลยีตัวนี้มาใช้

โดยทาง Zone7 เชื่อมั่นว่า พวกเขาสามารถพยากรณ์อัตราบาดเจ็บ 70% ได้ก่อนจะเกิดขึ้นจริง 7 วัน แม้ในการใช้งานจริงนักเตะบางคนที่ Zone7 พยากรณ์ว่าจะบาดเจ็บ แต่ตรวจไม่พบอะไร ก็มีเหมือนกัน แต่เคสเหล่านี้กะถูกส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เป็นกรณีไป

ภาพรวมการบาดเจ็บของทีมลดลง

ในฤดูกาล 2020-2021 ลิเวอร์พูลลงเล่นไปทั้งหมด 53 เกม โดยมีนักเตะบาดเจ็บรวมกันมากถึง 1,500 วัน และปัญหาที่ทุกคนเห็นร่วมกันชัดเจนคือการอาการบาดเจ็บของบรรดากองหลังและกองกลาง ที่ทำให้หงส์แดงต้องดิ้นรนถึงนัดสุดท้ายเพื่อคว้าตั๋วไป UCL

ในฤดูกาลนี้หงส์แดงลงเล่นไปทั้งหมด 63 เกม แต่มีนักเตะบาดเจ็บรวมกันเพียง 1,008 วัน ลดลงจากฤดูกาลก่อนถึง 33% นอกจากนั้นในฤดูกาลก่อน ลิเวอร์พูลมีนักเตะที่บาดเจ็บยาวเกิน 9 วันรวมกันกว่า 1,409 วัน แต่ฤดูกาลนี้ลดลงเหลือเพียง 841 วัน ลดลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

แก้ปัญหานักเตะบาดเจ็บเรื้อรัง

นักเตะของคลอปป์หลายคนมีปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังรบกวนจนแทบจะไม่มีโอกาสได้ลงสนามโชว์ฟอร์มเก่งของตัวเองเลย ไม่ว่าจะเป็น แชมเบอร์เลน, เกอิตา, โกเมส และมาติป แต่จากการที่หงส์แดงนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เราพบความเปลี่ยนแปลงในนักเตะทั้ง 4 คนอย่างน่าสนใจ

โดยเฉพาะในรายของโจเอล มาติป ที่หากใครมองตลาดปีที่แล้วตอนหงส์แดงซื้อโกนาเต้เข้ามา ทุกคนมองว่าจะนำมาแทนที่ของมาติปทั้งนั้น แต่กลับกลายเป็นว่ามาติปโชว์ฟอร์มดีและได้ลงสนามต่อเนื่อง จากที่สองฤดูกาลก่อนหน้าเขาได้ลงเล่นเพียง 23 เกมต่อฤดูกาล มาปีนี้มาติปสามารถลงเล่นให้ทีมได้มากถึง 42 เกม มากกว่าเดิมถึง 2 เท่าตัว และจากการลงสนามต่อเนื่องก็ทำให้เขาสามารถโชว์ผลงานได้เต็มที่

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะลิเวอร์พูลสามารถวิเคราะห์จุดพีคของนักเตะแต่ละคนได้ ไม่ให้เกิดการ workload เกินไป นักเตะสามารถรักษาช่วงพีคของการเล่นเอาไว้ให้นานที่สุดและลดความเสี่ยงมากที่สุด ซึ่งการวิเคราะห์นี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการซ้อมของนักเตะ รวมถึงข้อระมัดระวังในแต่ละเกม เช่น บางเกมนักเตะอาจต้องลดการวิ่งสปรินท์ลง อาจจะต้องลดการซ้อมหรือเพิ่มการซ้อม ทั้งหมดวิเคราะห์ผ่านซอฟต์แวร์จำลองสถานการณ์ของเทคโนโลยีนี้

ดร. Murtagh ที่รับหน้าที่ในการวิเคราะห์นักเตะรายเคสบอกว่า zone7 ช่วยให้แพทย์สามารถใส่ข้อมูลการซ้อม หรือการแข่งขันลงไปล่วงหน้าได้เลย แล้วพยากรณ์ความเสี่ยงของนักเตะแต่ละรายออกมาได้ ดังนั้นความลับหนึ่งคือ มันไม่ได้แค่พยากรณ์สัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่มันทำงานในภาพรวม จำลองศักยภาพของนักเตะตลอดทั้งซีซั่น เพื่อนำมาปรับใช้จริงในแต่ละสัปดาห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นมันยังช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บช้ำของนักเตะที่เคยมีประวัติอาการบาดเจ็บเช่น โกนาเต แชมเบอร์เลน และเกอิตาได้ โดยเฉพาะในรายของโกนาเตที่เราจะเห็นพัฒนาการการใช้งานนักเตะว่า คลอปป์ไม่รีบส่งลงทันที และค่อย ๆ ปล่อยให้นักเตะได้เรียกความฟิตของตัวเอง ทั้งเกอิตาและโกนาเตจึงค่อย ๆ มีบทบาทกับการเล่นให้กับทีมในช่วงท้าย

และเพราะเทคโนโลยีนี้หรือไม่ที่ทำให้คลอปป์และทีมงานกล้าซื้อนักเตะที่มีประวัติอาการบาดเจ็บหนักอย่าง นูนเญช เข้าร่วมทีมต่อจากโกนาเต

ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การโรเตชั่น

ข้อมูล AI จาก Zone7 นั้นก็อาจจะเป็นข้อมูลดิบทั่ว ๆ ไป หากไม่ได้รับการจัดการและปรับใช้อย่างเหมาะสม และเมื่อข้อมูลเหล่านี้มาอยู่ในมือของคลอปป์ พวกเขาก็เริ่มคิดค้นว่าจะปรับใช้ข้อมูลนี้ยังไงให้เกิดแนวทางใหม่ ๆ และเป็นประโยชน์สูงสุดกับทีม ไม่ใช่แค่กับนักเตะรายบุคคล

นั่นจึงเป็นที่มาของการคิดค้นระบบการโรเตชั่นนักเตะแบบใหม่ของคลอปป์  ไซมอน บรันดิช ที่ปรีกษาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์บอกว่าสิ่งที่คลอปป์ทำแตกต่างไปจากเดิมเลยก็คือ ปกติไม่ค่อยมีการโรเตชั่นนักเตะในเดือนสิงหาคม หรือกันยายน แต่ลิเวอร์พูลโรเตชั่นเฉลี่ยสี่คนต่อเกม

4 คนต่อเกม แม้แต่ในยุคป๋า ราฟาเอล เบนิเตส เจ้าพ่อโรเตชั่นคนแรก ๆ ของยุคก็ยังไม่เคยทำขนาดนี้มาก่อน การที่คุณจะเปลี่ยนนักเตะที่ละ 4 คน ซึ่งอันที่จริงคลอปป์เคยเปลี่ยน 7-9 คนด้วยซ้ำ คุณต้องมั่นใจในระบบการเล่นของตัวเองมากว่า ไม่ว่านักเตะชุดไหนถูกเปลี่ยนตัวลงไป ระบบก็จะไม่เสีย

และมันไม่ใช่แค่วิธีคิดแค่ว่า เอานักเตะที่ฟิตที่สุด 4 คนส่งลงไปแทนนักเตะที่ฟิตน้อยที่สุด 4 คนเท่านั้น เพราะเกมแต่ละเกมมันต้องใช้แทคติกและวิธีการเล่นที่แตกต่างกัน นักเตะแต่ละคนก็มีทักษะและความสามารถที่แตกต่างกัน แทคติกความยากง่ายของเกม โปรแกรมการแข่งขันที่ถี่ นักเตะที่มี การคำนวนการโรเตชั่นของหงส์แดงจึงเป็นเรื่องซับซ้อนที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์มาอย่างดีจากทีมงาน มันจึงเป็นอีกขั้นของระบบโรเตชั่น ที่มี Zone7 เป็นแสงสว่างนำทาง

การโรเตชั่นของคลอปป์ถูกทดลองและปรับมาเรื่อย ๆ จนเห็นผลอย่างมากในช่วงหลังปีใหม่ ลิเวอร์พูลได้ตัวดิอาชมาแล้วเล่นได้เขาระบบ รวมถึงนักเตะหายเจ็บกันหมด และที่สำคัญคือช่วงที่นักเตะหลายคนไปแข่งแอฟริกัน เนชั่นคัพ คือช่วงที่คลอปป์ได้ทดลองโรเตชั่นแบบจำเป็นไปในตัว ซึ่งผลก็คือ ทีมของคลอปป์เล่นได้ดี และเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงที่เราไม่มีซาลาห์ มาเน่ นั่นยิ่งเพิ่มความมั่นใจในระบบของคลอปป์ว่าไม่ว่าจะเป็นนักเตะคนไหนก็สามารถขับเคลื่อนระบบไปได้

และเราเริ่มเห็นการเปลี่ยนตัวทีละ 6-7 คน แม้จะไม่มากถึง 9 คนแบบที่คลอปป์เคยพูดไว้ก็ตาม แต่ก็ใกล้เคียงมาก ๆ ถึงสิ่งที่คลอปป์เองก็ยังไม่มั่นใจว่าทีมจะสามารถหมุนเวียนนักเตะในระดับ 6-7 คนต่อเกมได้อย่างไร แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว นับตั้งแต่เกมกับเบนฟีการอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดแรกช่วงปลายเดือนมีนาคม ที่เปลี่ยนตัว 6 ตัวจากเกมพรีเมียร์ลีกที่เพิ่งชนะวัตฟอร์ดมา และผลก็ยังสามารถเอาชนะเบนฟีกาได้ 1-3 โดยในเกมนั้นคลอปป์ยังเปลี่ยนผู้เล่นครบโควต้าถึง 5 คน เพื่อเก็บนักเตะไว้เจอกับแมนซิตีในเกมลีกอีกด้วย

จากนั้นในเกมลีกกับซิตีพวกเขาก็เปลี่ยนนักเตะถึง 3 ตำแหน่ง ที่เสมอกันไป 2-2 จากนั้นในเกมกับเบนฟีการอบสอง พวกเขาเปลี่ยนถึง 7 ตำแหน่งในเกมที่เสมอกับเบนฟีกา 3-3 และเปลี่ยนอีก 7 ตำแหน่งในการกลับมาชนะแมนซิตีในเอฟเอคัพ ก่อนจะเปลี่ยนแค่ 2 ตำแหน่งในการชนะแมนยู 4-0

ไม่ใช่แค่การโรเตชั่น 4 คนแบบเกมต่อเกมเท่านั้น แม้แต่ในแต่ะละเกมคลอปป์เองก็นำเอาข้อมูลจาก Zone7 มาเพิ่มปรับใช้ในการเปลี่ยนตัวนักเตะในแต่ละเกมด้วย โดยเฉพาะเรื่องของ workload อย่างที่เคยบอกไป เพื่อให้นักเตะรักษาจุดพีกของตัวเองได้

คลอปป์ต้องใส่ใจรายละเอียดของการพักนักเตะในแต่ละเกม แม้จะเป็นเพียง 5-10 นาทีต่อเกมก็มีความสำคัญมาก ๆ เราจะเห็นเลยว่า 10 เกมหลังสุดในทุกรายการคลอปป์มักจะเปลี่ยนตัวผู้เล่นสำรองครบโควต้าเสมอในเกม โดยเป้าหมายส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การพักนักเตะคนสำคัญในแดนกลางและแดนหน้า เราจึงเห็นว่าซาลาห์ มาเน่ ติอาโก เฮนเดอร์สัน ฟาบิญโญ่ พวกนี้ได้รับการเปลี่ยตัวออกเสมอ ๆ แม้จะ 10-20 นาทีต่อเกมก็ตาม แต่นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายของนักเตะเหล่านั้นจะได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่

เราจะเห็นว่าแม้จะเล่นครบ 63 เกม แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการลุ้น 2 แชมป์ใหญ่อย่างพรีเมียร์ลีกและ UCL นักเตะหงส์แดงก็แสดงความล้าออกมาให้เห็น จนเกิดความไม่สุด ไม่เต็มศักยภาพในหลายด้าน แม้ Zone 7 จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ก็ไม่ใช่พระเจ้าบัลดาลผลทุกอย่างให้หงส์แดงได้ นักเตะก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือข้อมูลทางสถิติที่จะเที่ยงตรง เรื่องของสภาพจิตใจก็มีส่วน และในครั้งต่อไปเราจะพาคุณไปรู้จักกับ neuro11 อีกหนึ่งเทคโนโยลีสุดน่าทึ่งที่หงส์แดงนำมาใช้เมื่อฤดูกาลก่อน

แต่ก็น่าคิดนะครับว่า หากหงส์แดงมีเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่ปี 2018-2019 บางทีเราอาจจะได้แชมป์ลีกมากกว่า 1 สมัยก็เป็นได้