เทคโนศึกษาตอนที่2: สองแชมป์หงส์คงไม่มาหากไม่มี neuro11

“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หนึ่งในภาษิตไทยที่มาจากศาสนาพุทธ ที่มีหลักคิดว่า มนุษย์เรานั้น มีองค์ประกอบที่สำคัญ สองอย่าง คือกาย กับ จิต หรือ รูป กับนาม ส่วนที่เป็นรูปธรรม ขันธ์ 5 รวมกันเป็นร่างกาย และส่วนที่เป็นนามธรรมได้แก่ จิต เจตสิก อย่างความรู้สึกนึกคิด ซึ่งมีจิตเป็นเหมือนศูนย์สั่งการอีกที พุทธศาสนาเชื่อว่า ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ฝึกฝนให้แข็งแรงได้ จิตก็ฝึกได้ และจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้

ในวงการฟุตบอลเราก็มีวลีอมตะคล้ายๆกันว่า “ฟุตบอล คือ กีฬาที่เล่นด้วยมันสมอง โดยมีขาเอาไว้คอยใช้งาน” ที่ โยฮัน ครัฟฟ์ กล่าวเอาไว้ ที่มีใจความชัดเจนว่า กีฬา ไม่ใช่เรื่องของสภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยระบบสั่งการที่ยอดเยี่ยมด้วย ข้อจำกัดบางอย่างที่ร่างกายของเราหยั่งไม่ถึง แต่หากเราฝึกจิตได้ จะทำให้แม้แต่ร่างกายเราก็สามารถทำในสิ่งที่เกินขีดจำกัดทั่วไปของมันได้

แม้ในทางวิทยาศาสตร์จะหาสิ่งที่เรียกว่า “จิต” ไม่ได้ คือไม่ได้เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย และไม่คนพบวิธีการทำงานในพื้นที่ของหัวใจ แต่อย่างใด แต่ก็ไม่ปฏิเสธการมีอยู่และการทำงานของจิต และนำมาใช้ประโยชน์ได้ในบางศาสตร์ เราจึงมีหลากหลายสาขาที่มีส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวกับจิตแม้ในทางการแพทย์เช่น จิตวิทยา เป็นต้น

แต่โลกนี้ยังมีอีกศาสตร์หนึ่งที่เสนอว่า จิตของคนเรานั้นไม่มีอยู่จริงหรอก สิ่งที่มนุษย์คิดและทำนั้นล้วนแต่มาจากการทำงานของสมองผ่านเครือข่ายระบบประสาทที่มีอยู่ทั่วร่างกาย การศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทนี้มีชื่อเรียกว่า Neurology ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาเรื่อง “จิตวิทยา” ( psychology ) โดยประสาทวิทยาเชื่อว่ามันเป็นกระบวนการทำงานของร่างกายล้วน ๆ ไม่ได้มีจิตที่แยกออกจากกายเลย

เอาละครับ เราไม่ได้จะมาแลคเชอร์เรื่องวิทยาศาสตร์ และไม่ต้องการจะบอกว่าศาสตร์ไหนจริงแท้กว่ากัน แค่อยากจะให้เข้าใจความแตกต่างกัน เพราะเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงนั้น มันคาบเกี่ยวกับศาสตร์ทั้งสอง คือ เมื่อพูดถึงเรื่อง ประสาทวิทยา หลายคนก็มักจะคิดว่าคล้ายกับจิทวิทยา

จากสงครามจิตวิทยาสู่สงครามประสาทวิทยา

ในวงการฟุตบอลนั้น จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่มาก่อน และได้รับการยอมรับแพร่หลาย วลีหนึ่งที่เรามักได้ยินคือ “สงครามจิตวิทยา” เวลากุนซือหรือนักเตะให้สัมภาษณ์บงอย่างเพื่อล่อลวงหรือสร้างผลกระทบทางความคิดต่อคู่ต่อสู้ แต่ประสาทวิทยามันแตกต่างและลึกซึ้งกว่านั้นมาก

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน น่าจะเป็นกุนซือคนแรก ๆ ของวงการฟุตบอลที่มีการทำ จิตวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้องกับฟุตบอล โดนเฉพาะความเลื่องชื่อของ “เฟอร์กี ไทม์” ที่นักเตะของเขาสามารถทำผลงานได้ดีในช่วงท้าย ๆ ของการแข่งขัน คิดเป็น  5 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประตูที่แมนยูทำได้ในยุคป๋า

บุคลิกหนึ่งที่เราเห็นบ่อย ๆ คือ การออกมายืนสั่งการข้างสนาม ในช่วงท้ายเกม กับท่าทางการยืนเคาะนาฬิกาข้อมือของเขา ที่หลายคนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณกดดันผู้ตัดสินให้เพิ่มเวลาทดบาดเจ็บให้ทีมเขามากขึ้น  แต่เฟอร์กูสันบอกว่า การเคาะนาฬิกานั้นไม่ใช่การกดดันผู้ตัดสินแต่อย่างใด แต่เป็นการกดดันทีมคู่แข่งต่างหาก เขายอมรับว่านี่เป็น จิตวิทยา ที่เขาเลือกใช้บ่อย ๆ ยามทีมต้องการประตูในช่วงท้ายเกม

เฟอร์กี้บอกว่าเขาไม่เคยมองเวลาหรือจับเวลาอย่างจริงจังเลย เขาแค่มองมันผ่าน ๆ นักเตะคู่แข่งเมื่อเห็นเฟอร์กี้ดูเวลา ก็จะวิตกกังวล เพราะแมนยูขึ้นชื่อเรื่องการทำประตูท้ายเกม นั้นอาจทำให้ผู้เล่นฝั่งตรงข้าม เล่นด้วยความกังวลมากกว่า และมันก็เป็นสัญญาณถึงผู้เล่นของแมนยูว่า ได้เวลาบุกแล้ว

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกฟุตบอล และมันถูกมองด้วยแว่นของ “จิตวิทยา” มาเสมอ แต่หากเรามองด้วยแว่นของ “ประสาทวิทยา” พวกเขาจมองปรากฏการณ์นี้ต่างไป พวกเขาจะดูว่า ในระหว่างที่เฟอร์กูสันมองดูนาฬิกา เกิดอะไรขึ้นกับสมองของคู่ต่อสู้และนักเตะแมนยู และจะป้องกันจิตวิทยาของเฟอร์กี้ได้ยังไง หรือจะส่งเสริมจิตวิทยาของเฟอร์กี้ยังไง มันจะถูกคิดค้นต่อยอดเพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดในโลกฟุตบอล เรื่องเล่าที่เราได้ยินมาในแบบของเฟอร์กี้ หรือ มูรินโญ่ หรือแม้แต่คลอปป์ ที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นโค้ชที่ใช้จิตวิทยาได้ดีมาก ๆ อาจจะจะถูกคิดใหม่และเล่าใหม่

แม้แต่ อาแซน เวนเกอร์ กุนซือโคตรสมองเพชร ของอาเซนอล ที่ปัจจุบันผันตัวทำหน้าที่ประธานฝ่ายเทคนิกของฟีฟ่า ก็ยังออกมยืนยันอีกเสียงว่า ประสาทวิทยาจะเป็นอนาคตของฟุตบอล  “ประสาทวิทยาศาสตร์ จะเปลี่ยนโฉมวงการฟุตบอลไปอีกขั้นของพัฒนาการ ปัจจุบันการพัฒนาทางร่างกายของเรามาถึงทางตันแล้ว แต่ประสาทวิทยาศาสตร์ จะเข้ามาพัฒนาในส่วนลึกอย่างเช่น การตัดสินใจ, การสั่งการ และการประสานงานของสมองกับเท้า สิ่งที่เคยเป็นข้อจำกัด ก็จะไม่มีใช่อีกต่อไป”

กำเนิด neuro11

วิธีการคิดที่จะใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามช่วยแก้ปัญหาที่มนุษย์ทำไม่ได้ หรือต้องการทำให้ดีกว่าศักยของมนุษย์ โลกจึงรู้จักกับ AlphaGo โปรแกรมการเล่นหมากรุกที่สามารถเอาชนะ อี เซดอล แชมป์หมากรุกชาวเกาหลีใต้ ได้เมื่อไม่กี่ปีก่อน เกมหมากรุกที่ว่ากันว่าซับซ้อนที่สุด บ่งบอกถึงภูมิปัญญานับพันปีของมนุษย์ก็ถูกเอไอเอาชนะได้แบบขาดลอย

จนในที่สุดมนุษย์จึงยอมรับว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นทรงภูมิมากกว่ามนุษย์มาก ในเรื่องการทำงานอย่างเป็นระบบกับข้อมูลมหาศาล แม่นยำกว่ามนุษย์ พวกมันสามารถเรียนรู้จากข้อมูล ทำซ้ำ และฝึกฝนเองได้ ส่วนมนุษย์นั้นลืมเป็นและใช้เวลาในการประมวลผลนานกว่า ส่วนพวกเอไอนั้นไม่เคยลืม มีแต่พัฒนาเพิ่ม

ในโลกฟุตบอลที่ระยะหลังมักมีการเก็บสถิติกันอย่างบ้าคลั่ง ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นแหละเป็นอาหารชั้นยอดของเหล่าเอไอ และมนุษย์ที่คอยจับจ้องหาช่องทางการทำงานกับพวกมัน หนึ่งในสถิติของโลกฟุตบอลที่มีการเก็บคือ ข้อมูลการเตะลูกนิ่ง

โดยข้อมูลดังกล่าวบอกว่า ประตูที่ทุกทีมทำได้ใน 1 ฤดูกาลนั้น 1 ใน 3 มีจุดเริ่มต้นมาจากลูกตั้งเตะ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ 35% แต่หากเจาะลงที่ลูกตั้งเตะนั้น มีเพียงแค่ 2.2% เท่านั้นที่จะกลายเป็นประตูได้ ยังมีช่องว่างกว่า 98 เปอร์เซ็นต์ที่กลายเป็นขุมทรัพย์ชั้นยอดของทีม AI เพราะหากพวเขาสามารถคิดค้นหรือทำให้เปอร์เซ็นต์จาก 98 นั้นลดลงไปบ้างอย่างเป็นผลที่ชัดเจน ก็น่าจะสร้างความได้เปรียบให้กับทีมนั้น ๆ ได้มาก

นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของ neuro11 ที่ออกมาชูว่าจุดเด่นของพวกเขาไม่ได้เน้นที่การพัฒนาความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย หากแต่เป็นการพัฒนาความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจ และการดูแลสมองให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด บริษัทนี้ก่อตั้งโดย ดร.Niklas Hausler ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยา  Patrick Hantschke อดีตนักฟุตบอลเยาวชนของบุนเดสลีกา และ ดร. Fabian Steinberg ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา และวิทยาศาสตร์การกีฬา

In The Zone ไขความลับการเป็นเจ้าลูกโทษ

สำหรับลิเวอร์พูลในปีนี้นั้น อาจจะกล่าวได้ว่า หากไม่มี  neuro11 เทคโนโลยีเกี่ยวกับประสาทวิทยาเข้ามาช่วยละก็ หงส์แดงอาจจะไม่ได้แชมป์บอลถ้วย 2 รายการ คือแชมป์ เอฟเอคัพ และคาราบาวคัพ ซึ่งภายหลังที่หงส์แดงได้แชมป์เอฟเอคัพ คลอปป์ก็ออกมาชื่นชมเจ้า  neuro11 นี้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่หงส์แดงคว้าแชมป์ได้

เปบ ลินเดอร์ส ผู้ช่วยของคลอปป์คือคนที่ค้นพบบริษัทนี้และได้นำมาบอกต่อให้คลอปป์ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว และหลังจากมีการติดตามศึกษาการทำงานของ neuro11 มาจนแน่ใจ ในที่สุดเมื่อฤดูกาล 2021-2022 ที่ผ่านมาลิเวอร์พูลก็ตัดสินใจเซ็นต์สัญญาให้พวกเขามาช่วยทีม

ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการตัดสินใจ ของนักเตะ ทั้งหมดจะส่งผลต่อการทำงานของคลื่นสมอง การทำงานของ Neuro11 จึงโฟกัสไปที่การทำงานของนักเตะในจุดนั้น ผ่านเครื่องมือที่ใช้ในการวัดคลื่นสมองไว้ตรงศีรษะแล้วต่อตรงข้อมูลทั้งหมดมาที่คอมพิวเตอร์ โดยจะเน้นการประมวลผลและวิเคราะห์​พฤติกรรม​การทำงานของสมองจากการเล่นลูกนิ่งทั้งหมด

แรงกดดัน คือตัวแปรสำคัญที่พวกเขาให้ความสนใจ ในระหว่างที่นักเตะเล่นลูกนิ่ง โดยเฉพาะลูกโทษ ในช่วงเวลาปกติที่ไม่ได้มีแรงกดดันมากนัก ผู้เล่นมีโอกาสทำประตูได้ถึง 85% จากลูกจุดโทษ แต่อัตราความสำเร็จจะลดลงมาเหลือเพียง 76% หากต้องมีการต่อเวลาพิเศษ 30 นาที และลดลงอีกในขั้นตอนของการดวลจุดโทษ ขณะที่คนที่ยิงก่อนกับยิงเพื่อให้ทีมชนะจะมีโอกาสทำประตูได้มากกว่าฝ่ายที่ได้ยิงทีหลังกับต้องยิงเพื่อไม่ให้ทีมแพ้

นั่นคือข้อมูลที่พวกเขานำมาช่วยลิเวอร์พูลปรับใช้ในการพัฒนานักเตะสำหรับการยิงจุดโทษ เพื่อช่วยให้นักเตะสามารถเข้าถึงจุดที่เรียกว่า In the zone ดร. นิคลาส ฮอสเลอร์ หนึ่งผู้ก่อตั้ง neuro11 และเป็นนักประสาทวิทยา อธิบายกระบวนการทำงานของพวกเขากับลิเวอร์พูลไว้ว่า “ทุกสโมสรสามารถฝึกลูกตั้งเตะจนเชี่ยวชาญได้ แต่เราจะเข้ามาเสริมความพร้อมด้านจิตใจของนักฟุตบอล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการยิงลูกมากยิ่งขึ้น”

“มนุษย์เราทุกคนมีช่วงสถานะของสมองอยู่ บางครั้งเราอาจผ่อนคลายกว่าปกติ บางคราคุณอาจกระสับกระส่ายกว่าเดิม ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่า ถ้าหากผ่อนคลายหรือกระสับกระส่ายเกินไป เขาคนนั้นจะพบอุปสรรคในการทำผลงานได้ราบรื่นแบบที่ควรเป็น หรือไม่สามารถเข้าไป ‘In The Zone’ ได้”

ในความเข้าใจของผม คำว่า in The Zone นั้นอาจจะหมายถึงช่วงที่จิตใจของเรามีสมาธิแน่วแน่อย่างถึงที่สุด ภาษาพระท่านเรียกว่า “เอกภาวะจิต” ช่วงสภาวะที่จิตของเรารวมเป็นหนึ่ง จะมีลักษณะที่ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เพียงแต่วิธีการเข้าถึงและเป้าหมายของการเข้าถึงสิ่งนั้นมันต่างกัน เอกภาวะจิต ของนักฟุตบอลในช่วงกำลังจะยิงลูกโทษนั้นสำคัญ

และการจะทำแบบนั้นได้  มันคือการทำให้นักเตะทราบถึงบทบาทของสมองมีต่อสมรรถภาพทางกีฬาระดับสูง และสอนวิธีควบคุมสิ่งเหล่านั้นเป็นประจำ “ทุกวัน” การฝึกทุกวัน เพื่อให้นักเตะเข้าใจและซึมซับสภาวะนั้น ราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่พวกเขาทำได้เอง เหมือนไม่ต้องคิดอะไร

18-1 ความสำเร็จของ neuro11 กับหงส์แดง

ในเกมคาราบาวคัพและเอฟเอคัพที่หงส์แดงได้แชมป์จากการยิงลูกโทษ เป็นเสมือนหลักฐานเชิงประจักษ์ของเทคโนโลยีนี้ว่าได้ผลขนาดไหน ซาดิโอ มาเน่ คือ นักเตะเพียง 1 เดียว จาก 18 คน ที่ยิงจุดโทษพลาด จากการดวลจุดโทษตัดสินรวมแล้ว 18 ลูกจากการเข้าชิงสองรายการ

เยอร์เกน คล็อปป์ กุนซือของทีม ออกมายอมรับภายหลังว่าตัวเขามีส่วนทำให้ศูนย์หน้าเบอร์ 10 รายนี้ยิงพลาด เพราะเข้าไปพูดแนะนำกับเจ้าตัวเกี่ยวกับการเลือกมุมยิง นั่นหมายความว่าหากคลอปป์ไม่เข้ามาแนะนำและปล่อยให้มาเน่ยิงเองตามสัญชาติญาณที่ฝึกมา หรือมาเน่สามารถเข้าถึง In The Zone ได้ ลิเวอร์พูลก็อาจจะได้แชมป์เอฟเอ คัพ ตั้งแต่การดวลลูกที่ 5 แล้ว

คลอปป์อธิบายถึงการร่วมงานกับ neuro11 ไว้ค่อนข้างละเอียดว่า ประสาทวิทยาสร้างผลกระทบในทางบวกให้กับทีมอย่างน่าเหลือเชื่อ มีการติดต่อกันมานานแล้ว และคลอปป์ก็ชื่นชอบไอเดียการทำงานของพวกเขา ทีมงานของ Neuro11 เข้ามาเป็นสวนหนึ่งในการทำงานของทีม แม้จะไม่ได้มาทุกวัน แต่ก็มาบ่อย

นักเตะหงส์แดงทุกคนจะต้องผ่านการซ้อมพิเศษกับคนของ Neuro11 ซึ่งเรื่องนี้คลอปป์บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องใหม่ในวงการฟุตบอล แต่นักเตะทุกคนตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก เพราะนี่คือการเข้ามาช่วยพัฒนาและเป็นการดึงศักยภาพ​ด้านในของพวกเขาออกมาด้วย​วิทยาศาสตร์ การที่มีนักประสาทวิทยามาอยู่ในทีมแบบนี้ นักเตะและทีมงานมองเป็นเรื่องน่าสนใจ และเป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นมากกว่าเป็นเรื่องน่ากังวล

จริง ๆ แล้วหงส์แดงไม่ได้จ้างทีมงานประสาทวิทยามาเพื่อเรื่องจุดโทษอย่างเดียว พวกเขาเข้ามาแก้ไขเรื่องลูกนิ่งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม ฟรีคิก ลูกครอส แต่สิ่งที่พวกเขาทำเป็นพิเศษคือ เข้ามาช่วยหงส์แดงในเกมรอบชิงฯ  บอลถ้วยทั้งสองรายการ ทีมงานมาอยู่ที่สโมสรถึง 5 วันเพื่อช่วยวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องจุดโทษซึ่งปรากฏ​ว่า​ช่วยหงส์แดงได้มาก

วิเคราะห์ความเป็นแปลงการยิงจุดโทษ

หากเราเจาะลึกไปที่การยิงจุดโทษ ทั้งสองครั้งในรอบชิงเราจะพบว่ามันมีรูปแบบบางอย่างที่คล้ายคลึงกันของหงส์แดงในการยิงลูกโทษอยู่ อย่างแรกเลยคือการจัดเรียงนักเตะ 5 คนแรกสำหรับการยิงประตู ที่นักเตะคนแรกที่จะได้ยิงจุดโทษก่อนเสมอคือ เจมส์ มิลเนอร์ โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาหลังนาทีที่ 70 ของทั้งสองเกม และอาร์โนล์ดจะยิงเป็นคนที่ 4 เสมอ

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ สองคนแรกที่ได้ยิงจะเป็นตำแหน่งกองกลางเสมอ ต่อจากมิลเนอร์ ในเกมคาราบาวคัพ เป็นฟาบิญโญ่ ส่วนเอฟเอคัพ เป็นติอาโก (ฟาบิญโญ่ไม่ฟิตลง) และดูเหมือนว่าคลอปป์พยายามจะให้ 4 คนแรกนั้นเป็นกองกลางกับกองหลังให้มากที่สุด ในเกมแรกวางตัว มิลเนอร์ ฟาบิญโญ่ ฟานไดจ์ค อาร์โนล์ดและซาลาห์ เป็น 5 คนแรก ในเกมที่สอง มิลเนอร์ ติอาโก ฟีร์มิโน่ อาร์โนล์ด และมาเน่ เป็น 5 คนแรก

ผมไม่รู้ว่าการจัดเรียงที่ค่อนข้างมีรูปแบบที่ชัดเจนแบบนี้มันมาจากการทำงานกับ Neuro11 หรือไม่ แต่หากดูจากสถิติที่ว่า “คนที่ยิงก่อนกับยิงเพื่อให้ทีมชนะจะมีโอกาสทำประตูได้มากกว่า” การที่คลอปป์เลือกมิลเนอร์ให้ยิงก่อน ก็อาจจะสมเหตุสมผล และการให้กองหน้าเบอร์หนึ่งอย่างซาลาห์หรือมาเน่เป็นคนยิงปิดฉาก ก็เข้าเกณฑ์คนที่ต้องยิงเพื่อให้ทีมชนะ

แต่สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนเลยก็คือ การยิงลูกโทษของนักเตะหงส์แดงทุกคน เหมือนไม่มีอาการลังเลเลย จาก in the zone ของตัวเองที่ฝึกมา เช่นกรณีของฟานไดจ์ค ที่ถูกเกป้า หลอกล่อด้วยการไปยืนมุมที่เขาจะยิงพอดี แต่เขาก็ไม่สะทกสะท้านและตัดสินใจทำตามที่ตัวเองฝึกมา เป็นจุดที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดนั่นเอง

สาเหตุที่หงส์แดงลงทุนกับเรื่องวิทยาศาสตร์พวกนี้ อย่างหนึ่งเป็นเพราะ มีการยกเลิกกฎประตูทีมเยือน ทำให้โอกาสที่จะต้องตัดสินด้วยจุดโทษมีมากขึ้น และหงส์แดงก็ยอมเสี่ยงเพื่อให้ทีมได้ประโยชน์สูงสุด น่าคิดนะครับว่า หากในนัดชิง UCL ต้องตัดสินกันด้วยการดวลลูกโทษ หงส์แดงจะสามารถทำมันได้ไหม

สำหรับเทคโนศึกษายังไม่จบแค่นี้นะครับ เรายังมีตอนสุดท้ายรอคุณอยู่ ถ้าหากคุณคิดว่า 2 เทคโนโลยีที่เรานำเสนอไป ที่หงส์แดงนำมาใช้ในฤดูกาลล่าสุด อย่าง Zone7 และ  Neuro11 นั้นว่าล้ำแล้ว ผมอยากจะแนะนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์อีก 2 อย่างที่ล้ำกว่านั้นอีก ซึ่งบางอย่างเริ่มมีการนำมาใช้ในวงการกีฬาแล้ว และอาจจะถูกนำมาใช้ในวงการฟุตบอลในไม่ช้านี้ โปรดติดตามตอนต่อไป