เทคโนศึกษาตอนสุดท้าย: Lucid Dream สุดยอดเทคโนโลยีที่รอให้คลอปป์นำมาใช้

หลังจากที่ผมเขียนเรื่องราวของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่คลอปป์นำมาใช้พัฒนาปรับปรุงผู้เล่นในปีที่ ทั้งเรื่องของ Zone7 (อ่านที่นี่) และ  neuro11 (อ่านที่นี่) ผมก็รู้ได้ทันทีเลยว่า คลอปป์และทีมงานจะยังไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ พวกเขาจะต้องนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเพื่อช่วยสร้างประโยชน์ให้กับทีมและนักเตะของเขา

ผมจึงลองนั่งสำรวจและค้นคว้าดูว่ามันยังมีเทคโนโลยีอะไรอีกไหมที่จะเข้ามาเพิ่มศักยภาพนักเตะ หรือแก้ปัญหาอะไรบางอย่างในทีม บอกตรง ๆ ว่าผมนั่งคิดนั่งค้นก็นึกไม่ออก เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนี้

เทคโนโลยีมันไปสุดที่การพัฒนาระบบ AI หมดแล้ว ทั้ง Zone7 และ neuro11 ต่างพึ่งพาเทคโนโลยี AI เป็นหลักในการทำงาน และหากจะมีเทคโนโลยีอะไรเข้ามาใหม่ก็คงไม่พ้น AI เช่นกัน

จนผมนึกถึงเรื่องราวบางเรื่องที่เคยสนใจค้นคว้าเมื่อ 5-6 ปีก่อน แล้วติดตามดูว่าตอนนี้มันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว นั่นคือเรื่องของการตื่นรู้ในฝัน หรือ Lucid Dream อะไรคือ Lucid dream และมันจะมาช่วยพัฒนาวงการกีฬาได้อย่างไร มันเหมาะจะนำมาใช้แบบไหน ใครเคยใช้แล้วได้ผลอย่างไรบ้าง มาติดตามกันครับ

อะไรคือ Lucid Dream  

อุปกรณ์เข้าฝันในหนัง Lucid dream

หากใครที่เคยดูหนังเรื่อง Inception ของเสด็จพ่อ โนแลน หรือ Lucid Dream หนังเกาหลี ปี 2017 มาผมว่าน่าจะเข้าใจเรื่องนี้เลยครับ คือการใช้ประโยชน์กับความฝัน การปฏิบัติการทางความฝัน การเข้าไปควบคุมความฝันทั้งของตนหรือคนอื่น

Lucid แปลว่าแสงสว่าง ความชัดแจ้ง ชัดเจน ฝันที่ชัดแจ้ง ชัดเจน ก็คือเรารู้ว่าเรากำลังฝัน สภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก การรู้ตัวในความฝัน มันเป็นเรื่องธรรมชาติ คนเยอะแยะที่มีประสบการณ์ฝันรู้ตัว โดยเฉพาะเด็ก ๆ มักจะฝันรู้ตัวบ่อย พวกเขามักจะสนุกกับการได้จินตนาการในความฝัน สภาวะฝันรู้ตัว เป็นสภาวะที่คนยังมีสติรู้ตัว แต่อยู่ในภวังค์ลึก ไม่ต่างจากฝัน

ในประเทศไทยยังมีคนสนใจน้อยมาก แต่ในต่างประเทศ อย่าง เยอรมัน อเมริกา อังกฤษ และฮอลแลนด์ มีการตั้งสมาคมศึกษาและฝึกสอนให้คนทำ Lucid Dream อย่างเป็นทางการ มีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายแขนงออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแวดวงของจิตวิทยา คือช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นว่าสิ่งที่เคยคิดว่าทำไม่ได้ให้เป็น ทำได้ และทำได้ดีที่สุด ในความฝันของพวกเขา

ในหนังสือเรื่อง a study of dreams ที่เขียนโดย เฟรดเดริก ฟาน เอดิน อธิบายเกี่ยวกับที่ไปที่มาของ Lucid Dream ว่าแท้จริงมันเป็นขั้นตอนหนึ่งของความฝันที่ทุกคนเคยมีประสบการณ์กับมัน ต่างกันแค่ว่าบางคนตื่นมาแล้วลืม บางคนตื่นมาแล้วยังพอจำได้บ้าง หรือ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ สตีเฟ่น ลาเบิร์กเขาศึกษาวิธีการฝึกให้คนเข้าถึง Lucid Dream ได้อย่างเป็นระบบ เช่นกัน แถมยังก่อตั้งสมาคมศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีการนำไปใช้ทดลองจริง ๆ ด้วย

พระทิเบตเองมีการปฏิบัติชนิดหนึ่ง ที่ใช้หลักการเดียวกันกับการตื่นรู้ในฝัน ที่สืบทอดกันมายาวนานนับพันปีเรียกว่า Dream Yoga หรือมีชื่อไทยแบบเก๋ ๆ ว่า สุบินโยคะ เป็นวิธีการที่ช่วยทำให้พระที่ฝึกเข้าใจว่าความจริง-ความฝันล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น

ในแง่ของการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายว่า อาการฝันตื่นรู้นั้นมักจะเกิดขึ้นในขั้นของ “การเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็ว” (R.E.M. – Rapid Eye Movement) เป็นภาวะที่เรากำลังจะฝัน ดวงตาของเราจะกลอกไปมาเร็ว ๆ ขณะทีร่างกายเราไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก แต่สมองส่วนหน้าเรายังทำงานอยู่ พร้อม ๆ กับการเริ่มจะฝัน

การทำงานของสมองหน้านี่เอง ที่ทำให้ ฝันตื่นรู้ แตกต่างจากฝันทั่ว ๆ ไป เพราะสมองส่วนนี้รับผิดชอบหน้าที่ในเรื่องของความคิด ความจำ เป็นหลัก ถึงแม้ว่าเรากำลังจะเข้าสู่ความฝัน ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เรารู้ตัวในตอนที่เรากำลังฝันอยู่นั่นเอง ทำให้เรายังคงมีสติอยู่ในขณะที่กำลังฝัน

ความฝันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มานับแต่เกิด งานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันว่าเราเริ่มฝันตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแล้ว เราใช้เวลาในการนอน 6-10 ชั่วโมงต่อวัน คิดง่าย ๆ ว่าเป็น 35% ของชีวิตเรา แต่มนุษย์เราถือว่า นั่นไม่ใช่ช่วงเวลาทำงาน มันเป็นช่วงเวลาพักผ่อน แต่มันจะดีขนาดไหนหาก สภาวะความฝันนั้น มันสามารถช่วยให้เราพัฒนาศักยภาพบางอย่างของเราได้

การใช้งาน Lucid Dream ในโลกความเป็นจริง

โดยหลัก ๆ แล้วตอนนี้งานศึกษาเรื่องฝันตื่นรู้นั้นมักจะนำมาใช้เป็นงานบำบัดในเชิงของจิทยามากกว่า การบำบัดอาการนอฝันร้าย นอนไม่หลับ ความเครียด กระทั่งเสริมสร้างจินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์อื่น ๆ ได้ โดยมีสถาบันขึ้นชื่อ The Lucidity Institute ที่ก่อตั้งขึ้นโดย สตีเฟ่น ลาเบิร์ก เพื่อการวิจัย ลูซิดดรีม โดยเฉพาะ และให้การฝึกสอนแก่ผู้ที่ต้องการจะเข้าสู่ความฝันตื่นรู้นี้

ประโยชน์หลักของมันก็คือ การช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การจัดการกับความกลัว สามารถช่วยให้เราประเมินรูปแบบความคิด ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของเราได้ เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงให้ดียิ่งขึ้น

จึงไม่แปลกที่จะมีคนนำเอาลูซิดดรีมเข้ามาใช้ในวงการกีฬา เพราะการเล่นกีฬาเป็นงานที่อยู่กับความเครียด ความกังวล เรื่องสภาพจิตใจเชิงลึกที่แก้ได้ยากในนักกีฬาบางคน การเคยผ่านอาการบาดเจ็บหนักมาจนหลอน การสูญเสียความมั่นใจ หรือการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการเล่นบางอย่าง ตลอดไปจนถึงนักกีฬาบางคนอาจจะมีปัญหากับการรักษากับคนเป็น ๆ ก็มี

สตีเฟ่น ลาเบิร์ก กับ ฮาเวิร์ด เรนฮ์โกลด์ นักเขียนชาวอเมริกัน ได้ร่วมกันเขียนหนังสือชุดหนึ่งออกมา ชื่อเรื่องว่า Exploring the World of Lucid Dreaming  หรือแปลเป็นไทยได้ว่า สำรวจโลกแห่งการตื่นรู้ในฝัน ในบทหนึ่งพวกเขาได้พูดถึงการนำลูซิดดรีมมาฝึกฝนร่างกาย หรือ การฝึกเทคนิคบางอย่างที่ยากมากในความจริงในความฝัน

ในโลกความจริงมันอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ในโลกความฝันที่เหมือนจริง จะไม่มีข้อจำกัดนั้น มันเป็นความฝันที่อยู่ใกล้ความจริงที่สุด นักวิ่งคนหนึ่ง เธอเล่าว่า ในการวิ่งแข่งขันขึ้นเขาที่เธอไม่เคยลงแข่งมาก่อน ทำให้เธอรู้สึกกังวลมาก เธอจึงเตรียมตัวด้วยการหาหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการวิ่งขึ้นเขามาอ่านก่อนนอน และฝึกเข้าสู่ลูซิดดรีม เธอได้นักเทคนิคที่อ่านมาฝึกในฝัน เธอนำเทคนิคพวกนั้นมาใช้จริงในการแข่งขัน และเธอยังบอกอีกด้วยว่า มันให้ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่เธอฝันเป๊ะ ๆ

ยังมีงานศึกษาเกี่ยวกับนักกีฬาหลายอย่างที่นำเอาลูซิดดรีมมาใช้งานจริง เช่นนักเทนนิสสาวที่ใช้ความฝันเป็นเวทีฝึกเทคนิคต่าง ๆ พร้อม ๆ กับสร้างความมั่นใจด้วยการจินตนาการให้ตัวเองเป็นสุดยอดนักเทนนิส จนเธอสามารถคว้าแชมป์ได้จริง ชนิดที่ผู้ฝึกสอนเธอยังงงว่าไปฝึกเทคนิกแบบนั้นมาจากไหน หรือ อย่างนักมวยที่ใช้ความฝันฝึกท่าเตะของตัวเองให้ดีขึ้น โดยที่เขาไม่ต้องเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นในการฝึกจริง

3 ปัญหาเรื้อรังของหงส์แดง

ทีนี้เราลองมาคิดดูว่าหากมีการนำลูซิดดรีมมาใช้งานจริง เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้สโมสรลิเวอร์พูลพัฒนาทีมได้อย่างไรบ้าง อย่างน้อยก็ 3 เรื่องนี้แน่ ๆ ที่ช่วยได้

ประการแรกคือการเข้ามาช่วยนักเตะที่ต้องพักฟื้นตัวเองจากการปัญหาอาการบาดเจ็บหนักหรือเจ็บนาน ปกตินักเตะที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ จะต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งถึงลงซ้อมหรือเริ่มโปรแกรมฝึกได้ แต่หากเราสามารถให้ข้อมูลโปรแกรมการฝึกให้นักเตะตั้งแต่ร่างกายเริ่มฟื้นแล้วให้เขาทดลองเอาเทคนิกการฝึกนั้นไปฝึกใช้ในลูซิดดรีมน่าจะเป็นหนทางที่ดี

นักเตะจะได้เตรียมตัวรับมือกับโปรแกรมการพักฟื้นได้ดี อีกเรื่องคือ แม้แต่ในช่วงที่ต้องเข้าโปรแกรมพักฟื้นก็อาจจะมีโปรแกรมบางอย่างที่อ่อนไหวกับอาการบาดเจ็บซ้ำของนักเตะ การให้นักเตะฝึกซ้อมโปรแกรมในความฝันก็จะเป็นการจำลองเหตุการณ์จริงก่อน ลดอาการบาดเจ็บและผลกระทบทางร่างกายที่ไม่พึงประสงค์

ประการต่อมา คือเรื่องการรักษาอาการหมดความมั่นใจในนักเตะ ซึ่งนี่น่าจะเป็นประโยชน์โดยตรงของ ลูซิด ดรีม เหมือนที่นักเทนนิสสาวจินตนาการทุกคืนว่าตัวเองเป็นนักเทนนิสชั้นยอด และต่อมาเขาก็สามารถคว้าแชมป์ได้จริง

ปัญหาของลิเวอร์พูลคือ นักเตะบางคนสูญเสียความมั่นใจ หรือมีข้อจำกัดบางอย่างที่ก้าวข้ามไม่ได้ เช่น แชมเบอเรน เกอิตา ฟีร์มิโน่ ในบางช่วง หรือแม้แต่เทรนท์ หรือนักเตะอย่าง โม ซาลาห์ พวกเขาล้วนมีช่วงที่ทำผลงานไม่ดี การได้มีห้องจำลองในฝันของตัวเองบางทีพวกเขาอาจจะปลดล็อกตัวเองได้เร็วขึ้น

ปัญหาอีกอย่างคือ นักเตะใหม่ของหงส์แดงที่ซื้อมาส่วนมากมักจะต้องใช้เวลานานกว่าจะปรับตัวเข้ากับแทคติกของคลอปป์ได้ แน่นอนว่าการฝึกในฝันจะช่วยให้พวกเขามีเวลาได้ซ้อมแผนการเล่นมากขึ้น ยิ่งตอนนี้บางงานวิจัยพบว่า เราสามารถสื่อสารกับคนที่ฝันตื่นรู้ได้ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นอีก 1 ประโยชน์ที่อาจจะมีการปรับใช้ได้

หากหงส์แดงสามารถนำนักเตะมาถึงแล้วใช้เวลาไม่นานในการปรับตัว มันก็จะช่วยเรื่องการซื้อขายที่บางครั้งหงส์แดงจำเป็นต้องซื้อนักเตะอายุน้อย ๆ เพื่อมาฝึกปรือปรับตัว ทำให้อาจเสียโอกาสที่จะได้นักเตะชั้นเยี่ยม แต่อายุมากขึ้นหน่อย

การสร้างสรรค์แทคติกที่ไม่มีขีดจำกัด

พรีเมียร์ลีกกลายเป็นเวทีที่ต้องแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะทีมใหญ่ ๆ ที่ต้องลงแข่งขันกันหลายรายการต่อปี อย่างหงส์แดงปีล่าสุดที่พวกเขาต้องเล่นถึง 63 เกม ทำให้มีเวลาในการซ้อมแทคติกน้อยมาก คลอปป์เปิดเผยว่าเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการพักฟื้นนักเตะมากกว่า บางเกมคลอปป์บอกว่าแทบจะไม่ได้ซ้อมอะไรมากเลย แค่ซ้อมแทคติกเฉพาะเกมนิดหน่อยแล้วลงเล่นเลย

ฝันตื่นรู้จะช่วยให้ทีมหงส์แดงสามารถมีเวลาในการซ้อมแทคติกได้ แม้จะต้องเล่นเกมถี่ ๆ กัน โดยที่นักเตะยังได้พักผ่อนเต็มที่เหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ และการให้ฝึกในความฝันก็จะทำให้เมื่อถึงเวลาซ้อมจริง นักเตะน่าจะเข้าสู่เกมได้เร็ว เข้าใจแทคติกต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถใส่แทคติกยาก ๆ เข้าไปให้นักเตะฝึกในฝันเพิ่มเติมได้อีก

ประการสุดท้ายคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนของหงส์แดงจะเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด เราลองนึกถึงภารกิจการปลูกจิตสำนึกในความฝันในหนังเรื่อง Inception ดูสิครับ สำนึกบางอย่างหากได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็กมันจะฝังลึกจนกลายเป็นความเชื่อ แทคติก ความมั่นใจ ความเชื่อมั่นเหล่านี้หงส์แดงสามารถฝึก ปลูกฝัง ให้กับเยาวชนของสโมสรได้ตั้งแต่เด็ก

แม้ว่าลูซิดดรีม จะยังไม่เคยถูกนำมาใช้ในวงการฟุตบอลอย่างจริงจัง และอาจจะยังเป็นที่สนใจน้อย มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ไม่กี่คน และยังมีปัญหาเชิงศีลธรรมในมนุษย์ที่ยังต้องถกเถียงกันอีก แต่ก่อนหน้นนี้สัก 5 ปี คงไม่มีใครกล้าคิดเช่นกันว่า เราจะมีเทคโนโลยีแบบ Zone7 และ Neuro 11  แบบที่เห็นในปัจจุบัน แม้จะเป็นอนาคตที่ไกล แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ทุกสโมสรต้องมี