เจาะ 4 ประเด็นน่าสนใจเกมรุกหงส์แดงในฤดูกาลที่จะถึง

ตลาดซื้อขายหงส์แดงถึงตอนนี้ ทุกอย่างน่าจะลงตัว เมื่อสังเกตจากความพร้อมของทีมและการเตรียมตัวเข้าสู่การปรีซีซั่น การซื้อขายรอบนี้สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือมันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของทีมหงส์แดงในแนวรุก มากกว่าการซื้อขายในปีไหน ๆ หงส์แดงนำเข้าผู้เล่นในแนวรุกเข้ามาถึง 3 คน ดิอาช คาร์วัลโญ่ และนูเญช

ขณะที่ก็ต้องเสียนักเตะในตำแหน่งแนวรุกไปถึง 3 คนคือ โอริกี้, มาเน่, และมินามิโนะ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันไม่ใช่แค่คนสองคน หรือเป็นนักเตะแบบไม่ใช้แล้ว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงนักเตะที่ทำผลงานได้ดี เป็นตัวหลักของหงส์แดงทั้งในบอลถ้วยและบอลลีก ส่วนการนำเข้านักเตะมา 3 คน ก็มีสไตล์การเล่นที่แตกต่างจากแนวทางเดิม ๆ ของทีมอยู่บ้าง มันจึงนำซึ่งคำถามที่น่าสนใจว่า เกมรุก ที่เปลี่ยนไปขนาดนี้จะส่งผลต่อทีมในด้านใดบ้าง

รวมพลตัวจบสกอร์ที่มีส่วนกับการปั้นเกม

โอริกี้ เป็นนักเตะที่จบสกอร์ชั้นยอดของทีมเขายิงประตูสำคัญประตูระดับประวัติศาสตร์และตำนานมากมาย เพียงแต่เขามีจุดอ่อนที่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องลงเล่นเป็นตัวจริงตลอดทั้งเกม เขามักจะมีส่วนร่วมกับทีมน้อยมาก บางครั้งก็หายจากเกมไปเลย

เช่นเดียวกับมินามิโนะ ที่เป็นนักเตะที่พยายามเล่นแบบมีส่วนร่วมกับเกมมาก เพียงแต่การจบสกอร์การสร้างโอกาสของเขานั้น ทีมไม่สามารถฝากความหวังไว้ได้ โดยเฉพาะในเกมลีกกับ UCL แม้จะเป็นดาวซัลโวของทีมในบอลถ้วย 2 รายการ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ลงเล่นนัดชิง นี่เป็นเรื่องที่มินามิโนะเองก็มองว่า ผลงานของเขาแม้จะดีขนาดไหนก็ยังไม่มีใครสนใจ

ดังนั้น ปีนี้คลอปป์จึงเน้นหนักมากที่จะเสริมนักเตะที่สามารถจบสกอร์ได้ดี และยังต้องมีส่วนร่วมกับเกมสูงด้วย เห็นชัดว่าการต่อสัญญากับซาลาห์ในแง่หนึ่งเพราะซาลาห์คือนักเตะที่ตอบโจทย์เกมรุกแบบที่คลอปป์ต้องการมากที่สุด คือสามารถจบสกอร์ได้เอง และสร้างโอกาสให้เพื่อนได้ สถิติ 23 ประตู 13 แอสซิสต์ของเขาในปีล่าสุดเป็นสิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดี

การตัดสินใจทุ่มซื้อนูเญช ในราคาสถิติสโมสร ในแง่หนึ่งก็เพื่อตอบโจทย์นี้เช่นกันว่าคลอปป์ไม่ได้ต้องการหน้าตัวเป้าจ๋า แต่ต้องการกองหน้าที่จบสกอร์ได้ดี และสามารถปั้นเกมร่วมกับเพื่อนได้ 34 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ เป็นเครื่องยืนยันว่า การจบสกอร์ของเขาไม่มีปัญหา ขณะที่การแอสซิสต์นั้นมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อได้ เมื่อดูจากสไตล์การเล่นจริงในสนาม ที่เขาไม่ใช่สไตล์รอจบ แต่เป็นสไตล์ เข้าทำให้จบ

ขณะที่ดิอาช ผลงานของเขากับลิเวอร์พูลในครึ่งฤดูกาล เป็นประจักษ์แล้วว่า เขาเป็นนักเตะที่สร้างเกมปั้นเกม ให้ทีมได้ดีขนาดไหน ทุกครั้งที่ลูกบอลอยู่กับเขามันดูมีพลัง สร้างอันตรายให้คู่แข่งได้ แต่เขาเองก็ยังต้องปรับเรื่องการจบสกอร์อยู่บ้าง ในช่วงท้าย ๆ ของฤดูกาลเขามีโอกาสในการจบสกอร์มากมายแต่เปลี่ยนเป็นประตูได้น้อย เช่นเดียวกับดิโอโก โชตา ที่ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำจากตำแหน่งกองหน้าตัวกลางที่เล่นลูกกลางอากาศได้  ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงแรกที่เห็นคือ ลิเวอร์พูลกำลังเต็มไปด้วยแนวรุกที่ฝีเท้าจัดจ้าน มากขึ้น

สายตาทุกคนจับจ้องไปที่ฟีร์มิโน่

ผมเองก็เป็นหนึ่งในแฟนบอลที่รักและหลงเสน่ห์ในการเล่นทุ่มเทเพื่อทีมของฟีร์มิโน่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยวัยที่สูงขึ้น การเล่นเป็นหน้าหลอก อาจจะแผ่วลงมากสำหรับเขา เพราะความเร็วลดลง การวิ่งสอดแทรก วิ่งไล่เพรสเหมือนวัย 27-28 ทำได้ไม่ตลอดทั้งเกม การจบกสกอร์ที่ไม่ใช่จุดเด่นมานาน ทำให้บทบาทของเขาลดลงมาในสองปีหลัง

ถึงตอนนี้เมื่อพูดถึง 11 ตัวจริงของหงส์แดงน้อยนักที่จะมีใครใส่ชื่อของฟีร์มิโน่ไว้ที่เดิม เพราะกองหน้าตัวกลางมีทั้งนูเญชและโจตารอโอกาสอยู่ ส่วนด้านข้างที่ต้องใช้ความเร็วนั้นยิ่งแทบจะปิดตายโอกาสของเจ้าตัว แต่สิ่งที่ทุกคนคาดหวังคือจะได้เห็นฟีร์มิโน่ในตำแหน่งและบทบาทอื่นหรือไม่

คลอปป์ชื่นชอบที่จะปรับบทบาทและตำแหน่งการเล่นของนักเตะให้เข้ากับวัยโดยรักษาทักษะเด่นบางอย่างของนักเตะไว้ เราจึงคาดหวังว่า ฟีร์มิโน่จะได้ถอยลงมาเล่นตรงกลางสนามมากขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงมาเล่นเป็นกองกลางแบบบ็อกทูบ็อก เหมือนอย่างที่แชมเบอร์เลน ชากิรี่ และเอเลียตต์ โดนปรับมาเล่นเป็นกองกลางกันแล้ว

นั่นน่าจะเหมาะกับฟีร์มิโน่มาก ๆ ยิ่งหากเป็นแผน 4-2-3-1 การยืนเป็นหน้าต่ำหลังกองหน้าจะเพิ่มความพิเศษให้เขาอย่างเห็นได้ชัด เขาสามารถลงมาล้วงบอลกลางสนามแล้วพลิกจากรับเป็นรุก การผ่านบอลแบบรู้ใจกับเพื่อนร่วมทีม ทักษะของฟีร์มิโน่จะมีประโยชน์กับทีมมาก ๆ เมื่อทีมโดยคู่แข่งตั้งรับลึก ไม่ยอมออกจากที่ตั้ง ผมเชื่อว่าด้วยวัยและประสบการณ์ความเก๋าของเขาการได้เล่นตำแหน่งนี้อาจจะทำให้ฟีร์มิโน่กลับมาฟอร์มฮอดอีกครั้งก็เป็นได้

เชิงลึกทั้งขุมกำลังและแทคติก

การเปลี่ยนถ่ายนักเตะครั้งนี้เมื่อมาประเมินดูขุมกำลังที่เหลือตอนนี้ ต้องบอกว่าหงส์แดงมีขุมกำลังเชิงลึกที่ลึกทั้งในแง่ของจำนวน คุณภาพ และสไตล์การเล่น ในแง่ของจำนวน การเสียนักเตะไป 3 ได้มา 3 ในแนวรุกอาจจะดูเหมือนเท่าเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือเรื่องของความสดใหม่ของขุมกำลัง มาเน่โอริกีอยู่กับทีมมาไม่ต่ำกว่า 6 ปี แม้จะคุ้นเคยกับทีมแต่ก็ต้องยอมรับว่าความสดใหม่มันลดลงทุกวัน

คาร์วัลโญ่, ดิโอโก โจตา, ฟีร์มิโน่, ดิอาช, นูเญช, ซาลาห์ นี่คือนักเตะ 6 คนในตำแหน่งตัวรุก โดยที่ทั้ง 6 นั้นมีเพียงคาร์วัลโญ่ที่อาจจะยังอ่อนประสบการณ์ และนูเญช ที่ยังต้องรอการพิสูจน์ แต่เรื่องคุณภาพการเล่นนั้น ผมว่ามันพิสูจน์กันมาพอสมควรแล้วในนักเตะแต่ละคน และนักเตะ 6 คนนี้สไตล์การเล่นนั้นแทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เรียกว่าการเปลี่ยนนักเตะแต่ละครั้งอาจจะหมายถึงการเปลี่ยนเกม เปลี่ยนแทคติก มากกว่าจะแค่เปลี่ยนตัวเท่านั้น

ลองจินตนาการถึงว่าหากวันไหนซาลาห์บาดเจ็บ เล่นไม่ได้ การจัดทัพนักเตะลงเล่น 3 คนในแดนหน้า มันจะแตกต่างขนาดไหน ดิอาช อาจโยกมาเล่นทางขวา โจตาอาจจะขยับไปซ้าย นูเญชอยู่กลาง หรืออาจจะเติมฟีร์มิโน่ลงไปเป็น 4-2-3-1 ก็ยังได้ ลองจินตนาการถึง ระบบ 4-4-1-1 หรือ 4-4-2 ที่ให้ซาลาห์กับดิอาชขยับมาเล่นชิดริมเส้น แล้วให้นูเญชกับฟีร์มิโน่ประสานงานกันในแดนหน้า ลองนึกถึงการเล่นแบบ 4-5-1 ในเกมที่ต้องแพ็กแดนกลาง เราสามารถวางนูเญชเป็นหน้าเป้าได้สบาย ๆ หรือจะปรับเป็น 4-1-4-1 เพิ่มกลางรุกไปอีก 1 คน ก็ไม่เลว

ความสดใหม่ จำนวนนักเตะที่มาก ความหลากหลายสไตล์ของนักเตะ ที่มี จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ของคลอปป์ในการเสกสรรรูปแบบการเล่นใหม่ ๆ ให้ทีม เพื่อสอดคล้องกับจำนวนเกมที่จะได้เล่นในฤดูกาลหน้า ที่หงส์แดงน่าจะได้ลงเล่นไม่ต่ำกว่า 50-60 เกมเป็นแน่แท้

แบ่งเบาภาระของแดนกลางและแบ็กสองข้าง

อันนี้อาจจะเป็นความคิดของผมเอง ผมรู้สึกว่าการเสริมแนวรุกของคลอปป์ปีนี้เน้นให้นักเตะสามารถจบสกอร์และปั้นเกมกันได้เองในแนวรุก ทำให้ผมจินตนาการต่อว่า การเปลี่ยนแปลงแนวรุกครั้งนี้อาจจะส่งผลดีต่อแดนกลางของหงส์แดงที่มักจะถูกมองว่ามีส่วนร่วมกับการทำประตูน้อยไป ซึ่งมันเกิดขึ้นเนื่องจากบางครั้งแนกรุกเจาะไม่ได้

แต่ในยามที่แนวรุกมีความหลากหลายและสามารถจบสกอร์ได้ แดนกลางจะไม่ต้องแบกรับเรื่องการทำประตูมากนัก นั่นทำให้พวกเขาแต่ละคนจะมีจุดโฟกัสการทำงานที่น้อยลง นั่นจะช่วยให้แดนกลางหงส์แดงดูแน่นขึ้นหรือไม่ และหากพวกเขาจำเป็นต้องเติมเกมรุก บางทีจังหวะการเติมที่ไม่กดดัน อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าก็เป็นได้

เช่นกันกับแบ็กทั้งสองข้าง ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเติมเกมรุกโดยการหุบเข้ากลางสนามมากขึ้น และจ่ายบอลจากแนวลึกกลางสนามมากขึ้น เพราะมีตัวจบสกอร์ในแดนหน้าที่ดีขึ้น นั่นทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องเติมสุดเส้นเสมอไป รักษาพื้นที่ในแดนของตัวเองได้มากขึ้น บางทีปีนี้อาจจะเป็นปีแรก ๆ ที่แบ็กสองข้างของเราจะแอสซิสต์ไม่ถึง 10 ประตูกัน แต่จะมีผลงานเกมรับและการเติมเกมแดนกลางที่โดดเด่นขึ้น

ผมใจจดใจจ่อกับการเปลี่ยนแปลง และลุ้นไปพร้อม ๆ กับแฟนบอลคนอื่นเหมือนกัน ผมว่าแค่นั่งลุ้นไลน์อัพ 11 ตัวจริงแต่ละเกมก็ตื่นเต้นแล้ว ยังไม่รวมว่ารูปแบบการเล่นในสนามจะแปลกหูแปลกตา และตื่นใจขนาดไหน บางทีปีนี้หงส์แดงอาจจะทำประตูในลีกมากเป็นประวัติการณ์ก็ได้