พัฒนาการและการสานต่อแนวรับหงส์แดงในยุคคลอปป์

ข่าวเล็ก ๆ ที่อาจจะไม่เป็นที่สนใจของแฟนบอลหงส์แดงมากนัก ในตลาดนักเตะที่ผ่านมาล่าสุดคือ การที่หงส์แดงสามารถบรรลุข้อตกลงกับโจ โกเมส ในการขยายสัญญาของนักเตะออกไปอีกจนถึงปี 2027 โกเมสขณะนี้มีอายุ 25 ปี สัญญาของเขาจะอยู่จนเขาอายุถึง 30 ปี

คำถามคือ ทำไมหงส์แดงถึงขยายอายุสัญญาของโกเมสออกไป ทั้งที่ในตลาดนี้ มีหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกยื่นข้อเสนอมาให้ทีมพิจารณามากมาย แล้วโกเมสเองก็ตกเป็นตัวเลขเบอร์ 4 ในแผงหลังต่อจาก ฟานไดจ์ค, มาติป, และ โกนาเต ที่เพิ่งย้ายมาใหม่แต่ขึ้นมามีบทบาทสำคัญกับทีมแล้ว

คำตอบที่ชัดเจนผมไม่รู้ แต่ผมคิดว่า นี่เป็นการจัดสินใจที่ถูกต้อง เหมาะสม และดีงาม สำหรับทีมหงส์แดง เพราะอย่าลืมว่า ในปีที่ได้แชมป์ลีกกับแชมป์UCLสมัยที่ 6  โกเมสก็เล่นเป็นตัวหลักของทีม มันจึงก็เป็นการยืนยันว่าหงส์แดงให้ความสำคัญกับทุกตำแหน่งจริง ๆ และมองภาพอนาคตของทีมแบบมีเป้าหมาย ไม่เลื่อนลอย

การให้ความสำคัญกับแนวรับ โดยการยังคงรักษานักเตะที่เล่นเข้ากับระบบและมีศักยภาพในการเล่นได้ทัดเทียมกับแนวรับที่มีอย่างโกเมส จึงเป็นการสะท้อนภาพรวมของการพัฒนาแนวรับของหงส์แดงในยุคคลอปป์ได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจึงอยากจะพาทุกคนไปย้อนดูพัฒนาการแนวรับของหงส์แดงกันอีกครั้ง

2016-2017 ซ่อมบ่อก่อกำแพง

คลอปป์มาคุมทีมหงส์แดงในช่วงครึ่งฤดูกาลของปี 2015-2016 ด้วยสไตล์การเล่นเกมรุกและเพรสซิ่งที่ดุดัน พวกเขาพร้อมบดขยี้ทุกทีมที่เจอ แต่ก็พร้อมจะแพ้ทุกทีมที่เจอเช่นกัน ฉายา โรบินฮูด ปล้นแต้มทีมใหญ่แจกแต้มทีมเล็ก ก็ได้มาจากสไตล์การเล่นที่บุกแทบตาย แต่สุดท้ายโดนทีมเล็กสวนโป้งเดียวจอด คลอปป์พาหงส์แดงจบด้วยการยงประตูในฤดูกาลนั้น 63 ประตู แต่ก็เสียไปถึง 50 ประตูเช่นกันมีผลประตูได้เสียบวกแค่ 13 ประตูเท่านั้น

ปี 2016-2017 คลอปป์และทีมงานรู้ดีว่าพวกเขาต้องรีบซ่อมบ่อน้ำมันในแดนหลัง จากผลงานการแพ้นัดชิงถึง 2 รายการ ทั้งลีกคัพและยูโรป้าคัพ พวกเขาดึงนักเตะค่าตัวฟรีอย่าง โจเอล มาติป มาจาก ชาลเก้ 04 คว้าผู้รักษาประตูนายแบบรูปหล่ออย่างคาริอุสมาจากไมนซ์ 05 ในราคา 4.7 ล้านปอนด์

ต่อด้วยการซื้อรักนา คลาวาน จากเอาก์สบวร์กอีก 4.2 ล้านปอนด์ ยังมีการคว้าตัวผู้รักษาประตูฟรีอย่าง อเล็ก แมนนิงเจอร์ มาอีก ฉะนั้น 4 จาก 6 นักเตะใหม่ของหงส์แดงในปีนั้น จึงเป็นผู้เล่นแนวรับ (อีกสองคนคือมาเน่กับไวนาดุม) ในปีนั้น กองหลังคู่หลักของหงส์แดงเป็นเดยัน ลอฟเรน คู่กับ โจเอล มาติป โดยมีคลาวานกับ โกเมส ยืนสลับบ้างในบางนัด

ความโฉ่งฉ่าง ของนักเตะในแดนหลังของเราก็ยังเป็นชื่อเสียงที่ล่ำลือกัน แต่มันก็ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีมาก ๆ จากปีที่แล้ว แม้จะไม่ได้เข้าชิงอะไรเลย แต่สามารถจบที่นั่งอันดับที่ 4 คว้าตั๋วไป UCL ได้สำเร็จ ในลีกหงส์แดงทำประตูได้ถึง 78 ประตู และเกมรับก็ดีขึ้นมาหน่อยเสียไป 42 ประตู มีผลต่างประตูที่มากขึ้นถึง 36 ประตู แต่แนวรับก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่อยู่ดี

2017-2018 การผิดแผนสู่การวางรากฐานแนวรับ

ลิเวอร์พูลเวอร์ชั่นที่ได้เล่น UCL ยังเดินหน้าพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่อง ในเกมรุกหงส์แดงเสริมซาลาห์ โซลันเก้ และแชมเบอเรนเข้ามาในตลาดหน้าร้อนก่อนเปิดฤดูกาล โดยมีแผนจะกระชากตัวกองหลังที่โลกยังไม่รู้จักมากนักอย่าง เวอร์กิล ฟาน ไดจ์คของเซาแธมป์ตันมาให้ได้ แต่ความดันแตก ถูกนักบุญแฉว่าแอบเจรจากับนักเตะโดยไม่ผ่านสโมสร ทำให้หงส์แดงต้องชะลอ แผนการนี้เอาไว้

ความโดดเด่นของซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ และคูติญโญ่ ทำให้แนวรุกของหงส์แดงนาทีนั้นร้อนแรงเกินต้าน แต่ในแผงเกมรุกไม่ว่าจะเป็นแบ็กซ้ายขวา ที่ยังไม่นิ่ง แม้แต่ผู้รักษาประตูเองก็ยังมีการสลับใช้งานกันระหว่างมิญโญเลกับคาริอุส กองหลังเซ็นเตอร์ก็ยังหนีไม่พ้น ลอฟเรน มาติป คลาวาน ที่ยังมีข้อผิดพลาดและข้อจำกัดเดิม ๆ

จนกระทั่งช่วงหน้าหนาวลิเวอร์พูลต้องจำใจขายคูติญโญ่ให้บาร์เซโลนา แต่ก็ได้ค่าตัวมหาศาลมาจ่ายค่าตัวนักเตะกองหลังค่าตัวสถิติโลกคนใหม่อย่าง เจอร์กิล ฟานไดจ์ค ได้สำเร็จที่ 75 ล้านปอนด์ ท่ามกลางเสียงซุบซิบ นินทาจากคนทั่วโลกว่าหงส์แดงกำลังทำบ้าอะไรกับแนวรับของพวกเขากันแน่ หารู้ไม่ว่านั่นคือเสาเอกต้นแรกที่หงส์แดงกำลังบรรจงวางลงไปในแดนหลัง

ฟานไดจ์คเปิดตัวด้วยการโขกประตูชัยให้หงส์แดงในศึก FA คัพ กับเอฟเวอร์ตัน แต่ก็เปิดตัวในพรีเมียร์ลีกด้วยการแพ้สวอนซี ซิตี 1-0 เช่นกัน ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าทำไมหงส์แดงต้องทุ่มเงินมาซื้อเขา หงส์แดงแข็งแกร่งขึ้นทันตาเห็น เมื่อฟานไดจ์คมายืนเป็นตัวหลัก เราได้เข้าชิง UCL กับมาดริด และแพ้ไป 1-3 ผลงานในลีก เรายิงได้ถึง 84 ประตู แต่ก็เสียเพิ่มขึ้นจาก 36 เป็น 38 ประตู ผลต่างสูงขึ้นเป็น 46 ประตู แต่คลอปป์รู้ดีว่า เสาเอกปักลงแล้ว มันเพียงพอที่จะสร้างฐานกำแพงที่แข็งแกร่งให้หงส์แดง

2018-2019  การลงทุนครั้งใหญ่และแชมป์แรก

หลังจากการได้ฟานไดจ์คมาเสริมและแพ้ในเกมนัดชิง UCL ลิเวอร์พูลรู้ว่าต้องเสริมทัพอย่างไรต่อ พวกเขาบุกตลาดหน้าร้อนด้วยการเสริมกองกลางตัวรับอย่าง ฟาบิญโญ่ ทันที และปิดตลาดด้วยการค้าตัวอลิสซง เบกเกอร์จากโรมาในราคาตลาดแตก 55 ล้านปอนด์ พร้อมกับการประกาศกร้าวของคลอปป์ว่า พร้อมแล้วสำหรับการเป็นผู้ท้าชิงพรีเมียร์ลีก

เกมรุกที่นำโดย 3 ประสาน มาเน่ ซาลาห์ ฟีร์มิโน่ แดนกลางที่นำโดย ฟาบิญโญ่ เฮนเดอร์สัน และไวนาดุม ทำหน้าที่ของพวกเขาได้ดีมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ทำให้คลอปป์มั่นใจถึงขนาดกล้าบันลือสีหนาทว่าพร้อมเป็นผู้ท้าชิงแล้วคือการที่พวกเขาสามารถก่อกำแพงแนวรับได้สำเร็จต่างหาก

แม้ฟาบิญโญ่จะต้องใช้เวลาในการปรับตัวนานหน่อย แต่ก็ไม่นานเกินรอจะกลายมาเป็นกุญแจสำคัญในแดนกลาง ที่ช่วยให้แดนหลังที่มีฟานไดจ์คบัญชาการอยู่ทำงานได้คล่องขึ้น และปราการด่านสุดท้ายอย่างอลิสซงที่ปรับตัวได้เร็วและโชว์เหนียวได้ทันทีก็ช่วยให้หงส์ ทะลุเข้าถึงรอบชิง UCL แล้วคว้าแชมป์มาได้อย่างยิ่งใหญ่

ในพรีเมียร์ลีก หงส์แดงเบียดแย่งแชมป์กับแมนซิตีอย่างสนุกและสูสี สมกับที่คลอปป์บอกว่าพร้อมเป็นผู้ท้าชิง หงส์แดงจบด้วยแต้มสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร 97 แต้ม แพ้แต้มแมนซิตีไปเพียง 1 แต้ม แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ หงส์แดงเสียประตูน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 22 ประตูเท่านั้น ขณะที่แนวรุกก็ยังยิงกระจุยที่ 89 ประตู มีผลประตูถึง 67 ประตู พร้อมเปิดมิติใหม่ของแนวรับหงส์แดงจากบ่อไปสู่กำแพงยักษ์

ความยิ่งใหญ่ในปี 2019-2020

หงส์แดงแพ้แต้มซิตีแค่ 1 แต้ม แต่ 1 แต้มนั้นมันก็สอนบางอย่างให้หงส์แดงเหมือนกันก็คือ สไตล์การเล่นเกมเพรสซิ่งดุดันตลอดซีซั่นนั้น อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับเวทีพรีเมียร์ลีก ขุมกำลังเชิงลึก ที่มีถ้าไม่เพิ่มเติมก็ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น นี่คือโจทย์ใหญ่หากหงส์แดงจะลุ้นแชมป์กับแมนซิตีได้

หงส์แดงเลือกทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด คือการไม่เสิรมนักเตะตัวหลักเข้าทีมเลย มีเพียงงดาวรุ่งสองคนคือ เซฟ ฟาน เดนเบิร์กกับฮาร์วีย์ เอเลียตต์ และ อาเดรียน ผู้รักษาประตูค่าตัวฟรี ไม่ใช่แค่นั้นยังปล่อยนักเตะออกไปพรึบ ทั้งสเตอริจด์ โมเรโน่ อิงส์ มิญโญเลย์ ในขณะที่ทีมอื่น ๆ เสริมทัพกันยิ่งใหญ่ แมนซิตี แชมป์เก่าเสริม โรดรี กับ เจา กันเซโล รวมกันกว่า 120 ล้านปอนด์

แต่สิ่งที่ลิเวอร์พูลเลือกทำ คือการปรับปรุงการเล่น หงส์แดงไม่ได้เล่นเกมเพรสซิ่งตลอดเวลาเหมือนเดิม พวกเขาปรับจังหวะการเล่นให้นิ่งขึ้น แม่นยำมากขึ้น รักษาพลังกายนักเตะให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะตอบสนองต่อแทคติกเท่านั้น รูปแบบกติกาที่ VAR มีส่วนสำคัญ ก็ทำให้หงส์แดงปรับการเล่นเกมรับ ดันแนวรับสูงขึ้น เพื่อจัดการกับการล้ำหน้าและการกดดันคู่แข่ง

ผลคือ 27 แรกหงส์แดงชนะ 26 และเสมอแค่ 1 เกมเท่านั้น และคว้าแชมป์ลีกไปในที่สุด เป็นปีที่หงส์แดงชนะมากที่สุดถึง 32 เกมจาก 38 เกมลีก คว้าไปถึง 99 แต้ม มากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเช่นกัน เป็นปีที่กองหลังอย่างฟานไดจ์คทำผลงานได้โคตรโดดเด่น มีส่วนร่วมกับประตูในลีกถึง 6 ประตู ยิง 5 จ่าย 1 และน่าจะได้บัลลงดอร์มากที่สุด หากไม่ใช่เพราะปีนั้นหงส์แดงมีนักเตะติดอันดับถึง 7 คน

นักเตะในแนวรับของหงส์แดงเหมือนบรรลุการเล่นของตัวเองต่างงัดฟอร์มเก่งของตัวเองออกมา โดยเฉพาะ โจ โกเมส ที่ฝนึกกำลังกับฟานไดจ์คได้เหนียวแน่นสุด ๆ ลอฟเรน ที่บทบาทลดลง แต่ก็ลงเล่นได้ในระดับเดียวกันกับทั้งสองคน แบ็กสองข้างดุดัน แอสซิสต์เกิน 10 ลูก ที่สำคัญคือ การเข้าที่เข้าทางของฟาบิญโญ่ที่เป็นด่านหน้าของแนวรับที่สำคัญมาก ๆ

2020-2022 บาดแผลและการเยียวยา

ความสมบูรณ์พร้อมของหงส์แดงที่ต่อเนื่องกันในปี 2018-2020 น่าจะต่อยอดไปได้อีกในปี 2020-2021 แต่การที่นักเตะแนวรับของเราบาดเจ็บกันยกชุด และต้องดิ้นรนกันจนนัดสุดท้ายเพื่อตั๋ว UCL กลายเป็นบาดแผลใหญ่ของแชมป์เก่า แต่นั่นแหละ มันก็กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้หงส์แดงต้องมองมาที่แนวรับของตัวเองอีกครั้งอย่างไม่ประมาทว่าพวกเขาได้วางเสาเอกไว้แล้ว

อิบราฮิมา โกนาเต ถูกซื้อตัวเข้ามาทันทีเมื่อตลาดหน้าร้อนเปิด และกลายเป็นนักเตะคนเดียวในตลาดหน้าร้อน ฟานไดจ์ค มาติป โกเมส โกนาเต ทุกคนกลับมาฟิตพร้อมเช่นเดิม และพาหงส์แดงคว้าแชมป์บอลถ้วย 2 ถ้วย พร้อมกับรองแชมป์ลีก ด้วยการแพ้ซิตี 1 แต้ม (อีกแล้ว) กับแพ้นัดชิงมาดริด

โกเมสและเส้นทางแนวรับหงส์แดง

สัญญาณการต่อสัญญาฉบับยาวกับโกเมส ไม่ใช่อะไรที่แปลกเลย เมื่อเทียบกับพัฒนาการแนวรับของหงส์แดงที่ผ่านมา บทเรียนจากการเสียแนวรับยกชุด การมั่นใจว่าฟานไดจ์คจะเป็นที่พึ่งได้ ก็ทำให้ทุกอย่างกลับมาสู่ความไม่ประมาท โกเมส จำเป็นกับลิเวอร์พูลของคลอปป์มาก เขามีประสบการณ์ เล่นได้ทั้งแบ็กขวาและเซ็นเตอร์ ที่สำคัญเขาอายุยังน้อยแค่ 25 ปีในยุคที่ทีมได้แชมป์ใหญ่สองแชมป์ทั้ง UCL และ พรีเมียร์ลีก โกเมส คือกำลังหลักสำคัญที่ยืนปักหลักคู่ฟานไดจ์ค

ในขณะที่คู่หูกองหลังของหงส์แดงเมื่อปีที่ผ่านมา ฟานไดจ์คอายุ 31 ปีแล้ว มาติปก็กำลังจะ 30 เช่นกัน พวกเขายังเป็นกำลังหลักให้หงส์แดงได้ ใน 2-3 ปีนี้แน่ แต่เส้นทางของหงส์แดงต้องมองข้ามทั้งสองคนไปแล้ว การรักษาโกเมสไว้ ถือเป็นเรื่องจำเป็น

คลอปป์บอกเองในวันที่โกเมส ต่อสัญญาว่า   “โจมีความสามารถที่โดดเด่น เขาเป็นกองหลังที่ยอดเยี่ยม และเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม เขามีคุณภาพมากมาย ผมสามารถพูดเกี่ยวกับมันได้ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการที่รู้ว่าเขาจะสานต่อเส้นทางของเขาไปกับเราเป็นกำลังใจที่ดีมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนที่รักสโมสรลิเวอร์พูล และให้ความสนใจกับปัจจุบัน และอนาคต จะดีใจ”

“สานต่อเส้นของเรา” คือคีย์เวิร์ดสำคัญ ของคลอปป์ ลิเวอร์พูลไม่สามารถฝากแนวรับไว้กับฟานไดจ์คได้เพียงคนเดียว และไม่สามารถปล่อยให้แนวรับอยู่ในจุดเสี่ยงได้ โกเมส คือนักเตะที่ไม่ต้องพิสูจน์ฝีมืออีกแล้ว ด้วยอายุและประสบการณ์ เขาจะยังเป็นขุมกำลังหลักของหงส์แดง แน่นอนว่าในอนาคต 2-3 ปี เราอาจจะเป็นคู่กองหลังใหม่ที่มีมีโจ โกเมส ยืนเป็นเสาหลักคู่กับโกนาเตก็ได้