เปรียบเทียบ 3 ปัจจัยที่ทำให้หงส์แดงชุดนี้เข้าใกล้ปีคว้าแชมป์ลีก

ในปี 2019-2020 หงส์แดงสามารถคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี พวกเขาทำแต้มได้ถึง 99 แต้ม สูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นรองเพียงแมนซิตีที่เคยได้ 100 แต้ม ในปี 2017-2018 พวกเขาชนะ 32 เกมเท่ากัน ต่างกันแค่หงส์แดงเสมอ 3 แพ้ 3 แต่ซิตี เสมอ 4 แพ้ 2 เท่านั้น

มันมีทฤษฎีมากมายกับการคว้าแชมป์ของหงส์แดงที่หยุดไม่ให้ซิตีคว้าแชมป์ 5 ปีติด ใน 5 ปีที่ผ่านมา และทำให้พวกเขาไม่สามารถคว้าแชมป์ 3 ปีติดต่อกันได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีที่ว่า ทีมคู่แข่งอันดับหนึ่งของพวกเขาอย่างซิตี มีปัญหาเรื่องนักเตะแดนหลังบาดเจ็บจนทำให้ทีมสะดุดแพ้ถึง 9 เกม

แต่อีกหนึ่งทฤษฎีคือ การที่ทีมของคลอปป์เดินทางมาถึงจุดพีคของนักเตะแทบจะทุกคน มันพร้อมชนิดที่ว่าคลอปป์ไม่ซื้อใครเพิ่มเลยในตลาดหน้าร้อนก่อนเปิดฤดูกาล อย่างที่สองคือ แรงจูงใจสูงมาก พวกเขาเพิ่งคว้าแชมป์ UCL มาจึงมีความมุ่งมั่นกับการไล่ล่าแชมป์ลีกอย่างมาก อย่างที่สามคือ การแข่งขันภายในทีมสูงมาก นักเตะทุกคนในแต่ละตำแหน่งเล่นได้ดี จนใครขาดไปก็ไม่กระทบเลย และอย่างที่สี่ คือ แผนการเล่นที่นิ่งและใส่ใจรายละเอียดมาก

คำถามสำคัญที่นำเรามาสู่บทความนี้คือ ลิเวอร์พูลชุดปัจจุบันนี้ เทียบได้กับชุดคว้าแชมป์ลีกปี 2019-2020 นั้นหรือยัง นั่นจึงเป็นที่มาของการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และเทียบเคียงปัจจัยต่าง ๆ  แล้ว ผมจึงเห็น 3 ปัจจัยที่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มีส่วนทำให้หงส์แดงของคลอปป์ชุดนี้เข้าใกล้ชุดคว้าแชมป์ลีกปีนั้นมากที่สุด

แรงจูงใจของทีม

อย่างที่บอกในปี 2019-2020  ลิเวอร์พูลเพิ่งจะคว้าแชมป์ UCL ซึ่งเป็นแชมป์แรกของนักเตะทุกคนภายใต้การคุมทีมของคลอปป์ จากการพยายามที่เกือบจะเป็นผลในหลายรายการที่ผ่านมา นอกจากนั้นในปีก่อนหน้าพวกเขาก็เพิ่งประกาศตัวเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ลีกกับแมนซิตี และทำได้ดีทำแต้มได้มากถึง 97 แต้ม แต่ก็แพ้แมนซิตีไปเพียง 1 แต้ม เท่านั้น

มันจึงเป็นแรงจูงใจที่ขับเคลื่อนนักเตะหงส์แดงในปี 2019-2020 อย่างมาก พวกเขารู้สึกปลดปล่อยตัวเองได้แล้วจากการคว้าแชมป์ UCL ขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันกับแมนซิตี ดังนั้นเมื่อเปิดฤดูกาลมา 27 เกมจึงไม่มีอะไรหยุดยั้งพวกเขาได้เลย พวกเขาเดินหน้าคว้าชัยได้ถึง 26 เกม และเสมอไปเพียง 1 เกม นั่นดีเพียงพอให้พวกเขาเดินหน้าคว้าแชมป์ได้ไม่ยาก และสามารถทำได้ถึง 99 แต้ม

ในปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลสามารถเติมเต็มถ้วยรางวัลในยุคของคลอปป์ได้ครบทุกรายการจากการคว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศได้สำเร็จทั้งสองรายการ ขณะที่พวกเขาสามารถมีลุ้นคว้าถึง 4 แชมป์ใน 2 เกมสุดท้ายของฤดูกาล พวกเขาแสดงให้เห็นว่าภายใต้การทำทีมของคลอปป์และทีมงาน การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้พวกเขาสามารถเล่นได้ครบ 63 เกมได้อย่างสบาย

การทำได้แค่ 2 แชมป์จาก 4 แชมป์ที่มีลุ้น และสองแชมป์ที่พลาดไปดันเป็นสองแชมป์รายการใหญ่อย่าง พรีเมียร์ลีก และ UCL และการแพ้ 2 รายการใหญ่นั้นคือการแพ้ให้กับแมนซิตีไปเพียง 1 แต้มอีกครั้งเหมือนในปี 2018-2019 และในเวที UCL ที่พวกเขาดูเป็นต่อมาดริดด้วยซ้ำก่อนเกม แต่ก็พลาดท่าให้มาดริดอีกครั้งเป็นรอบที่สองของคลอปป์กับหงส์แดง

นี่เป็นแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ของหงส์แดงในฤดูกาลนี้ พวกเขารู้สึกคว้าอะไรมาได้ไม่มากพอ จากโอกาส 4 ถ้วยที่มีโอกาส นักเตะในทีมเต็มไปด้วยนักเตะใหม่หลายตำแหน่ง โกนาเต้ ซิมิกาส ติอาโก โจตา ดิอาช นูเญส และแม้แต่ เอเลียตต์ ที่อาจจะเคยมีความทรงจำที่ดีกับการคว้าแชมป์ของทีมในปี 2020 เขาก็มีแรงจูงใจที่อยากจะคว้ามันได้ โดยมีตัวเองเป็นกำลังหลักเช่นกัน

หลังจากแพ้มาดริดในนัดชิง สิ่งที่คลอปป์พูดแบบติดตลกคือ พวกคุณเตรียมจองตั๋วไว้ได้เลย พวกเราจะกลับมาอีกครั้ง นั่นอาจจะเป็นคำพูดติดตลก แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แพสชั่น และแรงจูงใจที่พวกเขามีร่วมกัน ปีที่ผ่านมาเหมือนเป็นการทดลองว่าทีมจะทำได้ดีแค่ไหนหากต้องลุ้น 4 แชมป์ พอมาปีนี้มันอาจจะเป็นการบอกว่า เราจะต้องคว้าแชมป์ให้ได้มากกว่าปีที่แล้ว

นักเตะทุกคนถึงจุดพีค

ในปีนั้นเรามีนักเตะที่เล่นเกิน 20 นัดในพรีเมียร์ลีกมากถึง 14 คน และเล่นถึง 10 เกมถึง 19 คนด้วยกัน และนักเตะเหล่านี้ล้วนแต่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แทบทุกคนได้ทำผลงานได้ระดับจุดพีกหรือจุดที่ดีมาก ๆ ของตัวเองได้ทั้งนั้น ฟานไดจ์ค ลงเป็นตัวจริงครบ 38 เกม ฟีร์มิโน่ เทรนท์ ลงเล่นครบ 38 เกม ไวนาดุม 37 โรเบิร์ตสัน 36 มาเน่ 35 ซาลาห์ 34 อลิสซง 29 เกม

แม้แต่นักเตะในกลุ่มที่เป็นสำรองยังได้ลงทำผลงานกัน ไม่ว่าจะเป็นแชมเบอเลน ตัวจริง 17 สำรอง 13 โอริกีตัวจริง 7 สำรอง 21 ลัลลานาตัวจริง 3 สำรอง 12 มิลเนอร์ ตัวจริง 9 สำรอง 13 เกอิตา ตัวจริง 9 สำรอง 9 ลอฟเรนตัวจริง 9 สำรอง 1 อาเดรียน ตัวจริง 9 สำรอง 2 และมินามิโนะตัวจริง 2 สำรอง 8

นักเตะที่มาอยู่กับทีมเป็นฤดูกาลที่สองอย่าง ฟาบิญโญ่ อลิสซง ก็ท็อปฟอร์มทั้งคู่ โจ โกเมส ขึ้นมาเป็นตัวหลักยืนคู่กับฟานไดจ์คได้แบบสบาย ๆ โดยรวมแล้วในปีนั้นนักเตะหงส์แดงที่แม้ไม่ได้ซื้อเพิ่มและใช้ชุดเดิมจากปีก่อนก็ทำผลงานได้ถึงจุดพีคของตัวเองทั้งนั้นไม่ว่าจะได้ลงเล่นมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

ในฤดูกาลนี้ ผมเชื่อว่านักเตะบางคนในทีมจะเล่นได้พีกมากขึ้น ลองจับตามองมาติปไว้ให้ดี เขาเพิ่งทำผลงานได้โดดเด่นเมื่อฤดูกาลก่อน แต่นั่นอาจจะไม่ใช่จุดพีคของเขาก็ได้ สภาพร่างกายที่เหมือนจะกลับมาฟิตสมบูรณ์เต็มที่ในวัย 30 อาจจะเป็นจุดพีคที่สุดของเขา

ติอาโก อัลคันทาร่า กับสองฤดูกาลที่ผ่านมา ฤดูกาลแรกบาดเจ็บซะเยอะ และเพิ่งโชว์ฟอร์มได้ดีในฤดูกาลที่ผ่านมา บอลกำลังเข้าทางเท้าของตัวเอง เราเห็นเลยว่าติอาโกมีพัฒนาการอย่างมากในปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้แหละหากไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ติอาโก จะสร้างจุดพีคของตัวเองในการเล่นให้หงส์แดงได้แน่

นักเตะอย่างดิอาช กับ โชตา พวกเขายังไม่ได้ทำให้เห็นจุดพีคของตัวเองกับทีมเลย และยังมีแรงจูงใจพิเศษกับทีมคือการต้องการคว้ารางวัลใหญ่กับทีมให้ได้ หรือนักเตะที่เล่นคงเส้นคงวาอย่าง ฟาบิญโญ่ ซาลาห์ เฮนเดอร์สัน โรเบิร์ตสัน อาร์โนล์ด อลิสซง ฟานไดจ์ค พวกนี้ มาฤดูกาลนี้พวกเขาจะมีเวลาพักมากขึ้น ไม่ต้องกรำศึกหนักทุกวีค เพราะมีตัวแทนที่พร้อมจะสลับลงเล่นทั้งในบอลถ้วยและบอลลีก นั้นอาจจะดึงศักยภาพที่เคยพีคของตัวเองกลับมาอีกครั้ง

ผมอยากจะพูดถึงกรณีของซาลาห์ เอเลียตต์  นูเญส และฟีร์มิโน่เป็นพิเศษ คลอปป์บอกว่าซาลาห์ยังไม่ได้มีฤดูกาลที่ดีที่สุดกับทีม และดีใจที่เขายังอยู่กับทีมต่อ นั่นหมายความว่า ฤดูกาลที่จะถึงเราอาจจะได้ซาลาห์ในเวอร์ชั่นอัพเงินค่าจ้างจากสโมสร มีความกระตือ รือร้น ในการทำผลงานให้ยิ่งขึ้นไปอีก

ขณะที่ เอลียตต์ นักเตะความหวังใหม่ของหงส์แดงกับตำแหน่งกองกลางทางฝั่งขวา สโมสรมอบเบอร์เสื้อใหม่ให้เป็นเบอร์ 19 ที่แสดงให้เห็นว่าเขาจะมีบทบาทในทีมชุดใหญ่มากขึ้นแน่นอน เราจึงอยากเห็นเขาแสดงศักยภาพให้เต็มที่ เพิ่มเติมมิติที่เฮนเดอร์สันอาจจะขาดไปในจุดนั้น และแน่นอน นูเญส อาจจะเป็นเรื่องที่คาดหวังเกินหากจะอยากให้เขาระเบิดฟอร์มดาวยิงตั้งแต่ปีแรก แต่มันก็ไม่เกินคาดหวังกับค่าตัวที่เราจ่ายไป และเขาก็มีแรงจูงใจ มีโอกาสเต็มที่ในการพิสูจน์ตัวเอง

ใครหลายคนอาจจะลืมฟีร์มิโน่ไปในสมการต่างๆ ของทีม แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมเชื่อลึก ๆ ว่าฤดูกาลต่อไป ฟีร์มิโน่จะเข้ามามีบทบาทกับทีมมากขึ้นแน่นอน จากผลงานในช่วงปลายฤดูกาลก่อนของเขาที่ดูดีขึ้นมากๆ ผมคิดว่าคลอปป์จะหาวิธีใช้งานเขาได้แบบคุ้มค่าและเยี่ยมยอดแน่นอน ขอเพียงแค่ร่างกายของเขาฟิต

ขุมกำลังเชิงลึกและการแข่งขันแต่ละตำแหน่ง

หากพูดถึงทีมที่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกโดยแทบจะ “ไม่มีการแข่งขันภายในทีม” “ หรือแทบจะไม่ต้องเปลี่ยน 11 ตัวจริงในแต่ละเกมเลย” การคว้าแชมป์ของเลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2015-2016 คือคำตอบที่ผมนึกออกได้อย่างเร็วๆ พวกเขามี 11 ตัวจริงที่แข็งแกร่งมาก และทุกคนสามารถเล่นได้จนจบฤดูกาลโดยไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเลย นั่นจึงเป็นการคว้าแชมป์ที่คุณสามารถเขียนเป็นนิยายขายดีหรือภาพยนตร์รางวัลออสกาได้ในอนาคตอีก 10 -20 ปีได้เลย เพราะหากคุณเล่าให้ใครฟังในยุคนั้น พวกเขาจะคิดว่าคุณบ้า

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทีมที่จะคว้าแชมป์และประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีขุมกำลังสำรองที่แข็งแกร่ง ทดแทนกันได้ในทุกตำแหน่ง และมีการแข่งขันกันในทีมที่สูง นักเตะส่วนใหญ่ต้องอยู่ในฟอร์มที่ดีพอจะเบียดอีกคนลงเป็นสำรอง แน่นอนว่าทีมจำเป็นต้องมีตัวหลักอย่างต่ำ 6-7 คนที่ขาดไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยกับตำแหน่งของตัวเอง

5 ปีที่ผ่านมาทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดคือ แมนซิตี คว้าไปได้ถึง 4 ครั้ง โดยมีหงส์แดงคั้นกลางไม่ให้ซิตีคว้าแชมป์ 5 สมัยรวด หรือคว้าแชมป์ 3 ปีติด เหมือนที่แมนยูเคยทำได้มาก่อน การคว้าแชมป์ลีกของแมนซีตี มาจากขุมกำลังภายในทีมที่มีการแข่งขันกันสูง นักเตะสำรองและตัวจริงคุณภาพไม่ห่างกันมาก

หงส์แดงในปีที่คว้าแชมป์ลีกปี 2019-2020 แม้จะไม่ได้เสริมทัพในตลาดหน้าร้อน แต่บรรดานักเตะที่ได้ลงสนามต่างทำผลงานได้ยอดเยี่ยม อาจกล่าวได้ว่านักเตะหงส์แดงในชุดนั้นอยู่ในจุดพีคกันทั้งนั้นอย่างที่กล่าวมาในข้อก่อน การแข่งขันภายในทีม ที่ไม่ว่าใครได้โอกาสลงเล่น ก็จะทำผลงานได้ดี นี่แหละคือแกนหลักของการประสบความสำเร็จ ซึ่งเราจะยกเว้นทีมเลสเตอร์ ซิตี ไว้อย่างที่บอก

ฤดูกาล 2021-2022 ที่ผ่านมาของหงส์แดง เป็นอีก 1 ฤดูกาลที่ทีมทำผลงานได้ยอดเยี่ยม การมีโอกาสลุ้น 4 แชมป์ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยง่าย แต่หากเทียบกับความพร้อมความฟิตและการแข่งขันภายในทีมกับปีที่คว้าแชมป์ลีก ผมมองว่ามันยังมีความเลื่อมกันอยู่นิดหน่อย อย่างน้อย ๆ นักเตะตัวรอง ๆ ลงมาจากเบอร์หนึ่ง เบอร์สอง ก็ยังดูมีช่องว่างอยู่มาก แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ มันอาจจะทำให้เรานึกถึง ฤดูกาล 2019-2020 ได้ ตรงที่แต่ละตำแหน่งต่างแข่งกันทำผลงานได้ดี

ผู้รักษาประตูอลิสซงอาจจะนอนมา แต่ผลงานของเคเลเฮอร์ปีที่แล้วก็บอกเราว่า อลิสซง ประมาทไม่ได้ แบ็กซ้ายซิมิกาสโชว์ทั้งความสด ความเหนียว ความทุ่มเท และผลงานที่ไม่ได้แตกต่างจากโรเบิร์ตสันมากเลย ขณะที่โกนาเต มาติป โกเมส ก็มีผลงานดีพอที่จะยืนเคียงข้างฟานไดจ์คทั้งนั้น

ฤดูกาลที่แล้ว เกอิตา ได้ลงเล่นมากที่สุด 23 เกมในลีกเป็นรองจากปีแรกที่เล่นไป 25 เกมในลีก แต่ผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมามีส่วนร่วมกับประตู 6 ประตู ยิง 4 จ่าย 2 ในขณะที่เฮนเดอร์สันโรยรา และเอเลียตต์ก็ยังต้องการเวลา เกอิตายังเป็นโปรเจ็คที่คลอปป์คาดหวังไว้สูงอยู่ เคอร์ติส โจนส์ อาจเป็นรองติอาโกเยอะ แต่ตำแหน่งนี้รองจากติอาโกก็เป็นเขาแล้ว

หลุยส์ ดิอาช มีภาษีดีกว่าใครในตำแหน่งหน้าซ้าย แต่อย่าลืมว่า โจตาหรือนูเญสก็สามารถขยับไปเล่นตรงนั้นได้ ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเจ้าหนูคาร์วัญโญ่ที่อาจจะไม่ค่อยมีใครคาดหวังมากนัก แต่เขาก็รอโอกาสอยู่ ในตำแหน่งหน้าตัวกลาง จะเป็นการแข่งขันกันดุเดือด ระหว่าง นูเญส โจตา และฟีร์มิโน่ นักเตะคุณภาพที่พวกเขาต่างรู้ดีว่า หากพลาดโอกาสไป ใครอีกคนก็พร้อมจะเสียบแทนทันที

โดนสรุปคือเรามีนักเตะครึ่งหนึ่งที่อาจจะเคยผ่านช่วงเวลาที่พีคและความสำเร็จกับทีมมาและยังทำผลงานได้ในระดับยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น อลิสซง ฟานไดจ์ค ร็อบโบ้ เทรนท์ ฟาบิญโญ่ เฮนเดอร์สัน ซาลาห์ แต่เราก็ยังมีนักเตะอีกจำนวนหนึ่งที่รอโอกาสให้ตัวเองได้ไปถึงจุดที่ตัวเขาและนักเตะเหล่านั้นเคยทำได้ไม่ว่าจะเป็น เกอิตา โจนส์ เอเลียตต์ ฟีร์มิโน่ โกเมส และเรายังมีนักเตะใหม่ที่ยังรอการประสบความสำเร็จกับรายการใหญ่อยู่อย่าง ซิมิกาส โกนาเต ติอาโก โชตา ดิอาช และ นูเญส พวกเขาทุกคนต่างมีแรงจูงใจในการแข่งขันในทีมทั้งนั้น

3 ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญมาก ๆ ที่ผมมองเห็นว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์และอะไรหลายอย่างของปี 2019-2020 มันก็พอเหมาะพอเจาะเหมือนกัน นี่ยังไม่นับปัจจัยที่ผมมองว่ามีความสำคัญแต่ค่อนข้างเสถียรคือ แผนการเล่น กลยุทธ์ แทกติกของคลอปป์ การซับพอร์ตในทุก ๆ ด้านจากทีมงานของสโมสร ที่พร้อมจะนำพาหงส์แดงทะยานสูงในปีหน้าอีกด้วย