4 จุดสังเกตจากการส่งนักเตะ 31 คนลงเล่นในเกมแดงเดือดของคลอปป์

ผ่านไปแล้ว 3 วันกับการจัดแดงเดือดครั้งแรกในประเทศไทยและในเอเชีย แม้จะมีดรามาการจัดการแข่งขันมากมายตั้งแต่วันแรกที่ประกาศจัดจนถึงกระทั่งนักเตะเดินทางกลับก็ตาม แต่สุดท้ายเราก็ต้องชื่นชมคนจัดที่สามารถทำให้แมชท์นี้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย และทุกคนที่ได้ชมเกมนี้ก็น่าจะรู้สึกประทับใจไม่น้อย ผมเองมีโอกาสได้ไปดูการแข่งขันนี้ในโรงหนัง

ทีแรกคิดว่าคงไม่มีคนไปดูมาก จากกระแสต่าง ๆ แต่ผิดคาด แฟนบอลทั้งสองทีมมารอต่อคิวซื้อบัตรเข้าชมกันยาวเหยียด ใช้โรงในการฉายถึง 3 โรง การดูถ่ายทอดสดในโรงหนังก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวเลยครับ เสียงเชียร์ เสียงลุ้น ภาพบนจอ ได้ความรู้สึกใกล้ชิดนักฟุตบอลมาก ๆ เอาละครับ เราจะพักเรื่องดรามาต่างๆ แล้วมาเจาะลึกถึงเกมการแข่งขันและประเด็นต่าง ๆ ที่ผมสังเกตเห็นมาแลกเปลี่ยนกันครับ

การจัดชุดนักเตะลง 3 ชุด

ตั้งแต่ติดตามการปรีซีซั่นของหงส์แดงมาหลายปี นับตั้งแต่คลอปป์มาคุมทีม เป็นเรื่องธรรมดามากครับ ที่คลอปป์จะจัดชุดสำรอง ดาวรุ่งลงเล่น โดยเฉพาะในเกมแรก ๆ ที่อาจจะมีการเปลี่ยนยกชุดระหว่างเกม แต่ถึงขนาดเปลี่ยน 3 ชุด และส่งนักเตะลงเล่นในเกมเดียวถึง 31 คน ผมยังไม่เคยเห็นปรากฎการณ์นี้มาก่อน

สิ่งที่ผมคิดคือ นี่เป็นครั้งแรกที่คลอปป์ได้ออกมาทัวร์แบบนี้ โดยเฉพาะในเอเชียและที่ไทย เพราะปกติจะมีการเก็บตัวจริงจัง และพยายามจะไม่เคลื่อนย้ายนักเตะมากนัก ดังนั้นบางทีคลอปป์อาจจะอยากเซอร์วิสแฟนบอลในบ้านเรา พวกเราจะได้เห็นนักเตะทุกคนลงสนาม

คลอปป์เข้าใจดีว่าการจัดงานแบบนี้ ผู้จัดต้องลงทุนสูงขนาดไหน และแฟนบอลต่างคาดหวังอะไรจากทีมรัก ดังนั้น การเลือกส่งนักเตะชุดใหญ่ลงมาใน 30 นาทีสุดท้าย ทั้งที่บางคนเพิ่งมาซ้อมกับทีมได้ไม่กี่วัน บางคนเพิ่งบินมาสมทบเพื่อน ๆ แต่ทุกคนก็ลงมาทำหน้าที่ของตัวเอง แม้ผลบอลจะแพ้ แต่เชื่อว่าแฟนบอลหลายคนดีใจที่ได้เห็นนักเตะหงส์แดงลงครบเกือบทุกคน

แต่เราจะมองว่าการจัดนักเตะลงถึง 31 คนและ 3 ชุดนั้นเป็นเพียงการต้องการเซอร์วิสแฟนบอลอย่างเดียวคงไม่ได้ นี่คือสโมสรที่ให้ความสำคัญกับการปรีซีซั่นมากที่สุดสโมสรหนึ่งในโลก ดังนั้นการตัวนักเตะลงแต่ละชุดย่อมมีนัยสำคัญบางอย่าง เราจึงอยากพามาแคะเคาะ หาสิ่งที่น่าสนใจกัน

นัยสำคัญชุดแรก

ในชุดแรก สำคัญเลยคือจะมีนักเตะใหม่ป้ายแดง คาร์วัลโญ่ หรือนักเตะใหม่ครึ่งฤดูกาลอย่าง ดิอาช นักเตะตัวความหวังอย่างเอเลียตต์ และนักเตะที่เพิ่งต่อสัญญายาวกับสโมรอย่างโกเมสลงสนามด้วย ขณะที่นักเตะซีเนียร์อีก 3 คนคือ เฮนเดอร์สัน อลิสซง และฟีร์มิโน่ คนอื่น ๆ จะเป็นสำรองที่เคยได้โอกาสลงเล่นเมื่อปีที่แล้วบ้าง เช่น มอร์ตัน นอกนั้นก็เป็นดาวรุ่งที่เราไม่ค่อยคุ้นหู

สิ่งที่น่าสังเกตประการแรกคือ ‘ตำแหน่งการเล่นของเอเลียตต์’ ที่เกมนี้จะถูกดันขึ้นไปเล่นสูงเป็นหน้าตัวขวา ตำแหน่งเดียวกับซาลาห์ ซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเจ้าตัว ก่อนจะถูกคลอปป์ปรับให้เขาลงมาเล่นเป็นกลางตัวขวาเมื่อปีที่แล้ว การขยับเอเลียตต์มาเล่นตำแหน่งเดิมนี้ เราอาจจะมองได้ว่า คลอปป์ต้องการหานักเตะที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระของซาลาห์ในปีนี้ ซึ่งเขาคงลองดูว่าเอเลียตต์จะทำได้ขนาดไหน กับอีกด้าน คลอปป์คงอยากจะทดลองดูว่าหลังจากให้เจ้าตัวลงเล่นเป็นกองกลาง แล้วกลับมาเล่นตำแหน่งเดิม เขาจะมีพัฒนาการในการเล่นอย่างไรบ้าง

ประการที่สอง คาร์วัลโญ่นักเตะใหม่ป้ายแดง ออกสตาร์ทด้วยตำแหน่ง ‘กองกลางตัวซ้าย’ ที่หากสังเกตการณ์เล่นของเขากับดิอาชดี ๆ จะพบว่ามันมีเคมีบางอย่างที่เข้ากันได้ เขาเหมือนเป็นคนทำเกมและเปลี่ยนจังหวะจากรับเป็นรุก มีการแทงบอลทะลุช่องให้ดิอาชเล่นสวยๆ หลายจังหวะ นั่นก็เพราะว่าตำแหน่งการเล่นที่เขาถนัดที่สุดคือเบอร์ 10 ในระบบ 4-2-3-1 แต่การปรับเขามาเล่นกองกลางในระบบ 4-3-3 ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าติดตามเหมือนกัน

ประการที่สาม การเล่นของดิอาช ในเกมนี้ย้ำชัดว่า คลอปป์อยากให้เขาเล่นชิดริมเส้น ซึ่งอาจจะเป็นกลยุทธ์ใหม่ทางฝั่งซ้ายเพราะเขาแทบจะเป็นนักเตะที่เล่นเป็นปีกธรรมชาติที่ต้องการพื้นที่ในการเลี้ยงบอลพอสมควร การจี้ตัดเข้าในของเขายังมีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ บางจังหวะเราคิดว่าเขาควรจะจี้ต่อและหาโอกาสจบ แต่บางจังหวะเขาก็เลือกจบเลยซึ่งก็ยังมีปัญหากับการจบสกอร์อยู่ สไตล์การเล่นของเขาแตกต่างจากมาเน่ค่อนข้างชัด ฉะนั้นต้องรอดูว่าเขาจะยกระดับการเล่นของทีมได้แค่ไหน

ประการที่สี่ ในชุดนี้มันก็เหมือนการดูฟอร์มการเล่นของ ฟีร์มิโน กับ โกเมส กลายๆ สองนักเตะที่ตกที่นั่งลำบากในม้านั่งข้างสนามเหมือนกัน ฟีร์มิโน่ดูจะยังไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเกมมากนัก ขณะที่โกเมส ยังดูแข็งแรงและดูมีความมั่นใจมากขึ้น แม้จะมีข้อผิดพลาดบ้างก็ตาม

นัยสำคัญชุดที่สอง

ชุดที่สองคลอปป์เปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 30 และเล่นต่อเนื่องในครึ่งหลังจนถึงนาทีที่ 60 หากสังเกตุชุดสองจะเน้นที่ผู้เล่นซีเนียร์ที่เป็นสำรองของชุดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ทั้งซิมิกาส โจนส์ แชมเบอร์เลน มิลเนอร์ มาติป รีห์ส วิลเลียมส์ ร่วมกับนักเตะดาวรุ่งอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนตัวผมมองว่าชุดนี้ ไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก เพราะมองว่าเป็นชุดที่มาคั้นระหว่างชุดแรกกับชุดที่สองที่จะได้ลงเล่นต่อเนื่อง 30 นาที มากกว่า เพราะชุดนี้ลงเล่นครึ่งแรก 15 นาทีสุดท้าย และครึ่งหลัง 15 นาทีแรก เพื่อให้ชุดแรกได้พัก และชุดที่สามได้มีเวลาวอร์มร่างกาย นักเตะที่ลงเล่นไม่ได้มีการพลิกแพลงตำแหน่งการเล่นใด ๆ อ่อ ชุดนี้มันอาจจะบอกเราว่า เวลาของแชมเบอเลนกับทีมน่าจะใกล้สิ้นสุดลงแล้จริง ๆ

นัยสำคัญของชุดที่สาม

ชุดที่สามนี้หากอลิสซงกับดิอาชยังอยู่ และถอดเอาอาเดรียนกับเจ้าหนู Hill ออก ก็จะเป็นนักเตะชุดใหญ่ของทีมในปีนี้ทันที แผงแบ็กโฟร์ อาร์โนล์ด โกนาเต ฟานไดจ์ค โรเบิร์ตสัน กองกลาง ฟาบิญโญ่ ติอาโก เกอิตา และแดนหน้า ซาลาห์ นูเญส และ ฮิลล์

นัยสำคัญประการเดียวที่ผมเห็นจากชุดนี้คือ การออกแบบการเล่น โดยมีนักเตะอย่าง นูเญส ร่วมในทีม สิ่งที่เราเห็นได้จากการเล่นคือ ทีมหงส์แดงพร้อมปรับวิธีการเล่น เพื่อสนับสนุนการเล่นของนูเญส เราจะไม่ได้เห็นนูเญส วิ่งตัวลอย หรือยืนคอยอยู่ปากประตูแบบเหงา ๆ แต่จะมีเพื่อนๆ ที่ได้บอลคอยมองหาและป้อนบอลให้เขาตลอด

จุดนี้เองคลอปป์ก็เอามาตอกย้ำอีกครั้งตอนสัมภาษณ์ว่า นูเญส อาจจะเล่นได้ไม่ดีมากนัก เพราะมีเวลาซ้อมกับทีมแค่ 3 วัน และเขายังมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณเท้า แต่สิ่งหนึ่งที่คลอปป์เห็นและชอบมากคือเพื่อน ๆ พยายามมองหานูเญสเสมอยามที่ได้บอล

เราจะเห็นว่าอาร์โนล์ดและโรเบิร์ตสันจะมีเป้าในการวางบอลไปในเขตโทษมากขึ้น และกล้าจะเปิดบอลเข้าไปมากขึ้นเมื่อมีนูเญสอยู่ในกรอบเขตโทษ และนูเญสเอง แม้จะพลาดโอกาสทองจากลูกซ้ำลูกยิงของซาลาห์ แต่ปฏิกิริยา การหาพื้นที่ว่าง การจับบอล การตัดสินใจของเขาในแต่ละจังหวะดูค่อนข้างมีความมั่นใจ และแสดงให้เห็นถึงการเป็นกองหน้าตัวเป้าที่ดี และคลอปป์เองก็ออกปากสัญญาว่าจะปั้นให้นูเญสเป็นยอดดาวยิงที่เฉียบคมกว่านี้ได้แน่