จากบาโลเตลลีถึงนูเญส การตามหาหน้าเป้าของคลอปป์กับลิเวอร์พูล

“กรุงศรีไม่สิ้นคนดี หงส์นี้ย่อมไม่สิ้นดาวยิง” การมาของดาร์วิน นูเญส ทำให้ความหวังที่แฟนหงส์แดงจะได้เห็นทีมมีกองหน้าประเภทโป้งเดียวจอด อย่างที่พวกเขาเคยสัมผัสมาตั้งแต่ครั้ง ตอเรส และซัวเรส (ช่างพ้องเสียงกับคำว่า นูเญส เหลือเกิน) ไม่ใช่ว่ากองหน้าดาวยิงของหงส์แดงในปัจจุบันอย่างซาลาห์ ไม่ดี ไม่เก่ง เขาเก่ง และยอดเยี่ยมเกินกองหน้าของหงส์แดงในยุคเดียวกัน แม้ไม่ยืนเป็นเป้า แต่ก็ล่อเป้าได้ไม่แพ้ใคร

สำหรับแฟนบอลมันเป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” และ “ความเคยชิน” ไปซะมาก เราอยากเห็นกองหน้าที่พร้อมหวดกับกองหลังทุกทีมได้แบบไม่ต้องวิ่งอ้อม แบบพร้อมปะทะให้กองหลังคู่แข่งกระเด็นกระดอน เราอยากเห็นกองหน้าประเภทหากยิงชนคาน พรุ่งนี้เจ้าหน้าที่ต้องมาตรวจเช็คสภาพของคาน หากผู้รักษาประตูปัดได้ เราอยากเห็นผู้รักษาประตูปัดถุงมือ ถอนหายใจ เราอยากเห็นกองหน้าที่ “แข็งแกร่ง” เพราะลึกๆ แล้วเราเชื่อว่ากองหน้าประเภทนี้แหละ ที่จะช่วยให้ทีมคว้าชัยในนัดสำคัญ ๆ ได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ตลอด 6 ปี 12 ตลาดการซื้อขายที่ผ่านมา ภายใต้การคุมทีมของคลอปป์ เขาเพิ่งจะเสียเงินซื้อกองหน้าสไตล์เบอร์ 9 ไปเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น ซึ่งก็คือ ดาร์วิน นูเญส นั่นเอง หมายความว่าก่อนหน้านั้น คลอปป์ไม่เคยซื้อกองหน้าตัวเป้าร่วมทีมเลย มีที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือ โดมินิก โซลันกี ที่คว้าตัวมาฟรี ๆ จากเชลซีเท่านั้น จะด้วยคลอปป์ไม่ต้องการเบอร์ 9 หรือคลอปป์ยังไม่เจอเบอร์ 9 ที่ใช่ หรือว่า ระบบการเล่นในตอนนั้นลงตัวแล้วยังไม่เหมาะกับเบอร์ 9 ก็ตามที

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านมาคลอปป์จะไม่ได้ทำงานกับนักเตะประเภทหน้าเป้า หรือไม่ใช้งานกองหน้าตัวเป้านะครับ หากเราดูรายชื่อย้อนหลังในทุกปี ทีมชุดใหญ่ของคลอปป์ยังไงเสียก็ต้องมีกองหน้าประเภทยิงน้อยต่อยหนักอยู่ในทีมเสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่า คลอปป์เองไม่ถึงกับไม่อยากใช้ แต่ค่อนข้างเลือกใช้มากกว่า วันนี้เราจะพามาย้อนดูการทำงานร่วมกับกองหน้าของคลอปป์ และการตามหาหน้าเป้าของคลอปป์ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา

เบนเทเกถึงบาโลเตลลีผู้ไม่ใช่

คลอปป์เข้ามาคุมทีมในเดือนตุลาคม 2016  เขาจึงไม่ทันการซื้อขายในตลาดหน้าร้อนซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งกองหน้าเยอะมาก ทีมคว้าตัวแดนนี อิงส์มาจากเบิร์นลีย์ 6.5 ล้าน ซื้อเบนเทเก้มาจากวิลล่า 32 ล้าน และฟีร์มิโน่ (ตอนนั้นเล่นกลางรุก) จากฮอฟเฟ่น ไฮน์ 21 ล้าน  ในขาออก ขายยาโก อัสปาส ไป 5 ล้าน ริกกี แลมเบิร์ต 3 ล้าน บอรินี 8 ล้าน และขายราฮีมไป 44 ล้าน และปล่อยยืมบาโลเตลลีให้มิลาน

กองหน้าตัวเป้าคนแรกที่คลอปป์เลือกใช้งานในเกมแรกของเขาก็คือ ดิว็อก โอริกี ในระบบ 4-2-3-1 และในเกมสุดท้ายของฤดูกาลนั้นคลอปป์เลือกใช้เบนเทเกลงเล่นในระบบ 4-3-3 โดยมี ไอบ์ กับ โอโจ เล่นร่วมในแดนหน้า กองหน้าตัวเป้าคนแรกที่ทำประตูให้คลอปป์คือ เบนเทเก ในการคุมทีมนัดที่สองในพรีเมียร์ลีกที่หงส์แดงเสมอนักบุญไป 1-1 โดยรวมแล้วปีแรกคลอปป์ทำงานร่วมกับกองหน้าสไตล์ตัวเป้าไปแบบจริงจังเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นคือ โอริกีกับเบนเทเก เพราะอิงค์กับสเตอริจด์โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานตั้งแต่การซ้อมครั้งแรกกับคลอปป์เลย อิงค์ต้องพักยาวทั้งซีซั่น

เมื่อจบฤดูกาล คลอปป์เลือกตัดนักเตะกองหน้าสไตล์หน้าเป้าจริง ๆ ออกจากทีมถึง 2 คน คือ บาโลเตลลี ที่หงส์แดงซื้อมา 16 ล้านจากเอซี มิลาน และเบนเทเก ที่เพิ่งซื้อมาจากวิลลาถึง 32 ล้าน ซึ่งทั้งสองคนจบกับคลอปป์ไม่ค่อยสวยนัก โดยเหตุผลหลัก ๆ ที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันคือ สไตล์การเล่น ที่อาจจะมองว่าไม่ทุ่มเทพอ ในรายของเบนเทเกเขายังได้รับโอกาสร่วมงานกับคลอปป์บ้าง แต่ในรายของบาโลเตลลีมันชัดเจนว่าคลอปป์ไม่อยากร่วมงานกับนักเตะคนนี้เลย

มันแย่ขนาดที่คลอปป์เอ้ยปากเองว่าให้นักเตะย้ายทีมได้เลย และให้เขาไปซ้อมกับทีมชุดสำรอง จน ไรโอลา เอเยนต์ของบาโลในตอนนั้นถึงกับออกมาด่าคลอปป์ว่าไม่ให้เกียรตินักเตะของเขาเลย แต่ก็ไม่เป็นผล บาโลถูกปล่อยให้นีช แบบฟรี ๆ ด้วยซ้ำ ขณะที่เบนเทเกมีพาเลสมารับช่วงต่อไปในราคาขาดทุนไม่มากที่ 27 ล้าน และในปีนั้นคลอปป์ก็ไม่ซื้อนักเตะหน้าเป้าเลย เพราะเขาค้นพบระบบการเล่นใหม่คือ 4-3-3 โดยมีฟีร์มิโน่เป็นแกนหลักของทีมในตำแหน่งกองหน้าตัวหลอก

สเตอร์ริจด์,อิงส์,โชลันเก มีแววแต่ไม่มีพื้นที่

ในปี 2016-2017 คลอปป์ก็ค้นพบระบบการเล่นที่เข้ากับทีมคือ 4-3-3 แบบไม่ใช้หน้าเป้า โดยมีฟีร์มิโน่ที่ขยับจากกลางรุกขึ้นไปเล่นเป็น หน้าตัวหลอก และมีมาเน่ที่ซื้อมาใหม่เป็นกองหน้าฝั่งซ้าย ทางขวาก็มีทั้งคูติญโญ่และลัลลานาช่วยกันเล่น ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้กองหน้าที่เล่นแบบสไตล์ตัวเป้าจริงๆ ที่อยู่ในทีมถูกลดบทบาทลงทันที

สเตอร์ริจด์ กับ อิงส์ มีชะตากรรมไม่ต่างกัน พวกเขาเป็นนักเตะที่คลอปป์ชื่นชอบทั้งคู่ ทั้งในเรื่องฝีเท้าและทัศนคติ แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ทั้งคู่ฝ่าฟันไปไม่พ้นคือ อาการบาดเจ็บ และความต่อเนื่อง แม้คลอปป์จะให้โอกาสฟีร์มิโน่เยอะกว่าตามระบบ แต่ทุกครั้งที่ทั้งสองคนฟิต คลอปป์ก็พร้อมให้โอกาสเสมอ แต่โอกาสของพวกเขาไม่ค่อยยั่งยืนเลย

สเตอร์ริจด์ ทำประตูให้กับคลอปป์ในเวทีพรีเมียร์ลีกนับแต่ฤดูกาล 2016 จนฤดูกาล 2018-2019 ได้แค่ 7 ลูกเท่านั้น มีช่วงหนึ่งเขาแทบไม่ได้ลงเล่นจนต้องปล่อยเวสบอร์มวิชยืมตัวไปเล่น ขณะที่อิงส์ น่าจะเป็นกองหน้าที่คลอปป์อยากร่วมงานกันมากที่สุดแล้ว แต่พวกเขามีช่วงเวลาที่ได้ร่วมงานกันจริง ๆ น้อยเหลือเกิน

ฤดูกาลแรกอิงส์เจ็บทั้งฤดูกาลทั้งที่เพิ่งได้ลงซ้อมกับคลอปป์แค่ครั้งแรก เช่นเดียวกับฤดูกาลที่สอง เขาลงเล่นในลีกไปเพียง 8 เกม และทำไปเพียง 1 ประตู สุดท้ายเพื่ออนาคตของอิงส์เองคลอปป์ต้องยอมตัดใจปล่อยให้นักบุญยืมตัวไปใช้งานก่อนจะขายขาดให้นักบุญไป 18 ล้านในปี 2019

ในขณะที่โดมินิก โซลันเก เป็นนักเตะตำแหน่งหน้าเป้าคนเดียวที่ทีมนำเข้ามาในยุคของคลอปป์ เมื่อปี 2017-2018 พร้อมกับซาลาห์ ก่อนการมาของนูเญส ในปีนี้ ปีแรกที่เขาลงเล่นให้ทีมเขาได้รับโอกาสจากคลอปป์ไม่น้อยเลยครับ ลงเล่นไปถึง 21 แกมในพรีเมียร์ลีก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นสำรองและมักจะถูกโยกไปเล่นเป็นริมเส้นฝั่งซ้ายก็ตาม แต่นี่น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้กองหน้าตัวเป้าตัวใหม่ได้ลงเล่นแบบจริงจังครั้งแรกของคลอปป์

ริอาน บริวส์เตอร์  ดาวรุ่งพุ่งไม่สุด

ในปี 2015 หงส์แดงไปคว้าตัวดาวรุ่งฟอร์มเด่นจากเชลซีมา 1 คนคือ ริอาน บริวส์เตอร์ และเขาก็เล่นได้โดดเด่นทั้งในระดับเยาวชนของทีมและทีมชาติ โดยเฉพาะการร่วมคว้าแชมป์โลก U17 ที่อินเดียในปี 2017 ร่วมกับนักเตะที่ดัง ๆ อยู่ในตอนนี้อย่าง มาร์ค เกฮี กองหลังพาเลส, คอเนอร์ กัลป์ลาเกอร์ กองกลางเชลซีที่ทำผลงานเด่นกับพาเลช, ฟิล โฟเด้น กองกลางอนาคตไกล ของแมนซิตี, คัลลัม ฮัดสัน โอดอย ของเชลซี เอมิล สมิธ โรว์ ของอาร์เซนอล และเจดอน ชานโช ของแมนยูตอนนี้

ในฟุตบอลโลกปีนั้น เขายังคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของรายการไปด้วยการทำ 8 ประตู นั่นทำให้หลังจบฟุตบอลโลก เด็กหงส์ทุกคนจึงคาดหวังว่า นี่แหละ กองหน้าตัวเป้าอนาคตไกลของเรา และคลอปป์เองก็ตัดสินในดันเขาขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่ทันที แต่ตลอด 3 ปีที่เขาขึ้นมาเล่นกับชุดใหญ่เขาไม่เคยได้ลงเล่นในเกมลีกเลยแม้แต่นัดเดียว อันเนื่องมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาต้องพักไปนาน

ในปี 2019 ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องปล่อยเขาให้สวอนซี ยืมตัวไปใช้ 1 ฤดูกาล ที่นั่นเขาลงเล่นไป 20 เกมและทำได้ถึง 10 ประตู ก่อนที่ในฤดูกาลต่อมา สโมสรก็ตัดสินใจขายขาดเขาให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในราคาสถิติสโมสร 23.5 ล้านปอนด์ แต่ฤดูกาลนั้นเขาก็ทำประตูให้ทีมไม่ได้เลย แต่จนถึงปัจจุบันเขาก็ยังไม่สามารถเรียกความมั่นใจและฟอร์มการเล่นสมัยเป็นดาวเด่นบอลโลกได้เลย นับเป็นดาวรุ่งที่มีแววอนาคตไกลกับทีมมากคนหนึ่ง แต่ก็พุ่งไปไม่สุด

โอริกี ซุปเปอร์ซับขั้นเทพ

หงส์แดงซื้อ โอริกี มาตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง ผอมบาง เป็นกองหน้ากึ่งปีกความเร็วสูง ในปี 2014 ด้วยค่าตัวถึง 10 ล้าน โดยเป็นการซื้อแล้วปล่อยให้ทีมลีลล์ใช้งานไปก่อนด้วยในปีนั้น เขาได้กลับมาเล่นให้หงส์แดงในปี 2015 โดยจัดการยิงประตูแรกให้ทีมในการมาเยือนเมืองไทยช่วงปรีซีซั่นด้วย

ในฤดูกาล 2015-2016 ช่วงต้นฤดูกาลโอริกียังไม่สามารถทำประตูได้ จนกระทั่งการเข้ามาของคลอปป์ โอริกี ได้รับเลือกให้เป็นกองหน้าตัวเป้าในแผนการเล่นแรกของคลอปป์ แต่ก็ยังทำประตูไม่ได้อยู่หลายเดือน จนสามารถมาทำแฮตทริกได้ในเกมที่หงส์แดงชนะนักบุญในรายการลีกคัพไป 6-1 ในช่วงปลายปี ประตูแรกในพรีเมียร์ลีกของเขาก็เกิดขึ้นในยุคคลอปป์ในเดือนเดียวกัน และในปีนั้นภายใต้การทำงานร่วมกันกับคลอปป์เขาลงเล่นรวมทุกรายการ 33 เกมและทำไป 10 ประตู

ในฤดูกาล 2016-2017 ถือเป็นปีที่โอริกีมีบทบาทกับทีมมาก เขาลงเล่นเป็นตัวหลักของทีมแทบจะทุกรายการ ในลีกลงไป 34 เกม ทำได้ 7 ประตู ในลีกคัพลงไป 6 ยิงได้ 3 ประตู แต่ในปี 2017-2018 หงส์แดงคว้าตัวซาลาห์มา ทำให้โอกาสของโอริกีลดลง สโมสรตัดสินใจปล่อยให้เขาไปอยู่โวล์ฟบวร์ก ในสัญญายืมตัว

หลังจากกลับจากการยืมตัวในปี 2018-2019 ตำนานของโอริกียอดซุปเปอร์ซับขั้นเทพก็เริ่มขึ้น การยิงประตูในวินาทีสุดท้ายใส่เอฟเวอร์ตัน ทำประตูชัยให้หงส์แดงชนะบาร์ซ่าในเลกสองในรายการ UCL เขาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมในการคว้าแชมป์ 6 รายการใหญ่ได้ครบ ก่อนจะย้ายไปอยู่กับมิลานในฤดูกาลนี้ หากจะบอก โอริกี คือกองหน้าตัวเป้าของคลอปป์ที่ฝากผีฝากไข้ได้ และทำผลงานได้ดีที่สุด ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ผิด

นูเญส นักเตะที่ตามหาอย่างรอเวลา

แม้ว่าจะไม่เคยต้องควักเงินซื้อกองหน้าแบบตัวเป้าเข้ามาในทีมเลยตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา แต่คลอปป์ก็ทำงานคลุกคลีและให้โอกาสกองหน้าตัวเป้าที่ทีมมีเสมอ ทีมของคลอปป์เองก็ไม่เคยขาดกองหน้าประเภทนี้ และคงไม่มีใครปฏิเสธว่า การคว้าแชมป์ลีก และแชมป์อื่น ๆ ได้ ไม่ใช่หนึ่งในผลงานของโอริกี ยอดกองหน้าตัวเป้าในยุคคลอปป์

คลอปป์ใช้และตามหากองหน้าตัวเป้ามาตลอด เพียงแต่ด้วยระบบและความลงตัวของผู้เล่นในเกมรุกที่ผ่านมา ประกอบกับผู้เล่นกองหน้าหลายคนที่ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาได้ จากอาการปัญหาบาดเจ็บ ทำให้ดูเหมือนว่าคลอปป์ไม่อยากใช้กองหน้าตัวเป้าอีกแล้ว

การที่ฤดูกาลนี้ทีมต้องปล่อยทั้งโอริกีและมาเน่ที่เป็นกองหน้าตัวเป้าของทีมในฤดูกาลล่าสุดไป ประกอบกับแผนการเล่น 4-3-3 ที่มีฟีร์มิโนหรือหน้าหลอกเป็นคนสำคัญก็เริ่มแผ่วไปตามวัยของฟีร์มิโน่ มันทำให้เกิดพื้นที่ความเป็นไปได้ใหม่ในแผงกองหน้า เมื่อโอกาสและนักเตะอย่างดาร์วิน นูเญส มาพร้อมกัน มีหรือที่คลอปป์จะไม่คว้าไว้

ดาร์วิน นูเญส จะปังกับลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของคลอปป์หรือไม่ เป็นคำถามที่เราต้องรอดูคำตอบไปพร้อม ๆ กัน แต่อย่างน้อยเราก็สามารถบอกได้ว่า นูเญส มาในช่วงเวลาที่ใช่ และคลอปป์เองก็ลงทุนจ่ายเงินซื้อเขามาเป็นกองหน้าตัวเป้าคนแรกของตัวเองในถิ่นแอนฟิลด์ คิดแค่นี้ก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าคลอปป์ตั้งใจจะปั้นเสียอย่าง คงยากที่จะไม่สำเร็จ