5 การค้นพบจาก 3 เกมปรีซีซั่น

เมื่อนักข่าวเอาไมค์ไปจ่อปากคลอปป์ถามถึงการมาปรีซีซั่นที่ประเทศออสเตรีย คลอปป์บอกว่า “นี่เป็นเวลาของผมแล้ว” เพราะทีมจะได้ลงเก็บตัวซ้อมกันแบบจริงจังเต็มที่ 7 วันเต็ม ก่อนที่จะพบกับเรดบูล ซัลซ์บวร์ก ในวันที่ 27 หลังจากพาทีมตระเวนปรีซีซั่นในเอเชียมา อันที่จริงหากเลือกได้คลอปป์คงอยากเก็บตัวเพื่อเตรียมความของทีมมากกว่าทัวร์ แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งที่สโมสรต้องทำ

แม้ช่วงนี้หงส์แดงกำลังเก็บตัวซ้อมเครียด แต่จากการลงแข่ง 3 เกมที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่ทำให้เราได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่ แตกต่างไปมาก และนี่เป็น 5 การค้นพบที่เราสังเกตเห็นจากการปรีซีซั่น 3 เกมที่ผ่านมา

กลุ่ม 11 ตัวจริงในใจ

แม้ในทุก ๆ เกมจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนนักเตะลงเล่นไม่น้อยกว่า 20-30 คน และแบ่งกันเล่นคนละคนละหน่อย แต่หากเราสังเกตดี ๆ จะมีกลุ่มนักเตะชุดหนึ่งที่ได้ลงเล่นพร้อมกันทั้ง 3 เกม ที่สำคัญคือมันเป็นกลุ่มนักเตะชุดใหญ่ซะด้วย ดังนั้นนี่อาจจะเป็นการวางผู้เล่น 11 ตัวจริง

ในเกมกับแมนยูฯ ที่เตะในประเทศไทย กลุ่มนี้ถูกส่งลงมาเป็นเซ็ตสุดท้าย 9 คน ประกอบไปด้วย อาร์โนล์ด, รอบโบ้, โกนาเต, ฟานไดจ์ค, ฟาบิญโญ่, ติอาโก, เกอิตา, ซาลาห์, นูเญช ในเกมที่สองที่เตะกับพาเลสที่สิงคโปร์ กลุ่มนักเตะชุดนี้ถูกส่งลงมาในนาทีที่ 46 อยู่ 11 คน โดยมี ฟานไดจ์ค ฟาบิญโญ่ ฟานเดนเบิร์ก คาร์วัลโญ่ ซาลาห์ นูเนช อาร์โนล์ด รอบโบ้ ติอาโก เกอิตา และผู้รักษาประตูดาวรุ่ง เดวีส์

ในเกมสุดท้ายกับไลป์ซิก นักเตะชุดเดียวกันนี้ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริง และเล่นไปถึง 60 นาทีคือ อาร์โนล์ด, รอบโบ้ โกนาเต ฟานไดจ์ค ฟาบิญโญ่ เกอิตา ติอาโก ดิอาช ซาลาห์ ฟีร์มิโน่ จากจัดชุดนี้ลงเล่นด้วยกันทั้ง 3 เกมมันทำให้เราพอจะเล็งเห็น 11 ตัวจริงของคลอปป์ในการเริ่มซีซั่น

อย่างน้อย ๆ ก็ ผู้รักษาประตู กองหลัง และกองกลาง ที่ค่อยข้างชัดเจน ผู้รักษาประตู อลิสซงที่กำลังจะหายเจ็บ แบ็กสองข้าง อาร์โนล์ดกับโรเบิร์ตสัน คู่เซ็นเตอร์ ฟานไดจ์คกับโกนาเต สามแดนกลางคือ ฟาบิญโญ่ เกอิตา ติอาโก ส่วนแดนหน้านั้น ซาลาห์กับนูเนช ได้เล่นด้วยกันทุกเกม และได้เล่นร่วมกับดิอาชในเกมล่าสุดตั้งแต่นาที 46 ถึง 60 ดูแล้วก็น่าจะเป็น 3 คนนี้ นักเตะชุดนี้ถูกจัดตัวลงเล่นด้วยกันเสมอ มันก็ชัดเจนว่าต้องการให้ปรับตัวเข้าขากันให้ได้เร็วที่สุดก่อนเปิดฤดูกาล

4-2-3-1 ไม่มา

เมื่อหงส์แดงได้ทั้งดิอาช นูเนช และคาร์วัลโญ่มา ขณะที่ตัวรุกในทีมก็มีทั้งซาลาห์ โจตา ฟีร์มิโน่ และดาวรุ่งพรสวรรค์สูงอย่างฮาร์วีย์ เอเลียตต์ ประกอบกับแดนกลางที่เต็มไปด้วยผู้เล่นชั้นเชิงสูงที่ผ่านการเล่นระบบ 4-2-3-1 มา ทั้งติอาโก ฟาบิญโญ่ และเกอิตา มีแบ็กสองข้างที่เติมเกมรุกดี มีกองหลังที่วางบอลแม่น กูรูหลายคนก็มองว่ามันถึงยุคเปลี่ยนผ่านกลับไปใช้ 4-2-3-1 แน่นอน โดยเฉพาะการมาของนูเญช กองหน้าตัวเป้าสไตล์เบอร์ 9

แต่จาก 3 เกมที่เราเห็น ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ทีมเล่น 4-2-3-1 ระบบทีมยังเล่นแบบ 4-3-3 เหมือนเดิม ยิ่งนักเตะแดนกลางชุดใหญ่ที่คลอปป์ส่งลงก็มักจะเป็น ฟาบิญโญ่ ติอาโก และเกอิตา เสมอ ฉะนั้นเมื่อมองจากวิธีการเล่นเราก็ยังไม่เห็นวี่แววใด ๆ เลยว่าคลอปป์จะเปลี่ยนไปใช้ระบบ 4-2-3-1

การที่คลอปป์ไม่ใช้ระบบ 4-2-3-1 มันจะมีผลกระทบต่อนักเตะบางคนแน่ เช่น โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่หลายคนมองว่าหากคลอปป์เล่น 4-2-3-1 เขาจะเป็นนักเตะที่ได้โอกาสและอาจจะแจ้งเกิดอีกครั้ง พอไม่ใช้ เขาก็ต้องแย่งพื้นที่กับ นูเนชและโจตา ซึ่งมันไม่ง่ายเลยสำหรับวัยและความฟิตของเขาในตอนนี้

ยิ่งนูเญชสามารถทำประตูได้ 4 ประตูในเกมล่าสุดภายาใต้ระบบ 4-3-3 ก็อาจจะยิ่งตอกย้ำว่าทีมอาจจะไม่จำเป็นต้องปรับแบบฟอร์มการเล่น ในเมื่อมีรูปแบบการเล่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว และนักเตะใหม่ก็สามารถปรับตัวเข้ากับระบบของทีมได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคลอปป์จะไม่ใช้และปิดประตูสำหรับแผนนี้ ในบางเกมบางโอกาสผมเชื่อว่า 4-2-3-1 จะถูกนำมาไล่ล่าตาข่ายจากคู่แข่งแน่ ๆ

แบ็กหายกลางเด่น

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นจาก 3 เกมปรีซีซั่นที่ผ่านมาแบบชัดเจนมากก็คือ ลูกครอสจากแบ็กทั้งสองข้างของหงส์แดงนั้นน้อยมาก ไม่ได้หมายความว่าแบ็กสองข้างไม่มีส่วนกับเกมนะครับ พวกเขายังเล่นได้ดี โดดเด่นเช่นเคย เพียงแต่วิธีการเล่นและการเข้าทำในเกมรุกบางอย่างมันหายไป เพราะเดิมคิดว่าพอมีหน้าเป้าแบบนูเญช แบ็กสองข้างเราคงโยนบอลกันมันเลย แต่เท่าที่ดูจากสามเกมที่ผ่านมาไม่เป็นเช่นนั้นเลย

7 ประตูที่หงส์แดงทำได้ ไม่ได้มาจากลูกครอสด้านข้างของแบ็กทั้งสองข้างเลย มันอาจจะมีใกล้เคียงที่สุดคือลูกที่ซิมิกาสลากไปสุดเส้นแล้วตวัดให้ฟีร์มิโน่โหม่งเข้า 1 ลูกมาจากจุดโทษของนูเญช และอีก 6 ประตูมาจากการประสานงานระหว่างกองหน้ากับแดนกลางล้วน ๆ

อันที่จริงอาร์โนล์ดแอสซิสต์ได้ 2 ลูก แต่มาจากการที่เขาเติมเกมขึ้นมาหุบเข้ามาแดนกลาง เล่นร่วมกับซาลาห์และนูเญช ซึ่งจุดนี้ก็น่าสนใจว่าบทบาทของอาร์โนล์ดในการเติมเกมรุกในปีนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง นอกนั้นคือการทำเกมที่เกิดขึ้นจากแดนกลางและกองหน้าล้วน ๆ เอเลียตต์มี 2 แอสซิสต์ คาร์วัลโญ่และฟีร์มิโน่อีก 1 แอสซิสต์

แดนกลางที่โดดเด่นขึ้นมาจาก 3 เกมคือ เอเลียตต์ การเล่นของเขานำมิติใหม่มาเสริมแดนกลางได้มาก โดยเฉพาะมิติเกมรุกที่เข้าขารู้ใจกับผู้เล่นแนวรุกได้ดี ไหนจะคาร์วัลโญ่ที่เริ่มฉายแววเด่นอีก ทั้งสองคนเป็นเด็กปั้นของฟูแล่มเป็นเพื่อนสนิทกัน และการได้เห็นทั้งสองคนเล่นอยู่ในสนามด้วยกัน ในเกมล่าสุดมันก็ทำให้ทีมดูมีความสดใหม่มากขึ้น มีหวังถึงอนาคตที่สดใสจริงๆ

โม ซาลาห์ ผู้เปิดกล่องแพนโดร่า

เล่นได้โดดเด่น มุ่งมั่น ดูฟิต และที่สำคัญดูมีทัศคติการเล่นเพื่อทีมที่ชัดเจนมาก คลอปป์เองบอกว่า ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเรื่องปัญหาการต่อสัญญามีผลกับซาลาห์แค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่าหลังจากซาลาห์เคลียร์ใจต่อสัญญากับทีมได้แล้ว การเล่นของเขาดูผ่อนคลายขึ้นมาก

ในการสัมภาษณ์หลังเกมที่หงส์แดงถล่มไลป์ซิก คลอปป์ชื่นชม ซาลาห์ ที่เลือกให้ นูนเญซ เป็นคนสังหารจุดโทษในเกมนี้แทนตนเอง กลายเป็นประตูแรกของกองหน้าชาวอุรุกวัยในสีเสื้อของลิเวอร์พูล ก่อนจะระเบิดฟอร์มด้วยการยิงอีก 3 ลูก การกระทำของซาลาห์นั้นคลอปป์เปรียบได้กับว่าเป็นการเปิดกล่องแพนโดร่าว่า

“ผมไม่รู้ว่าสัญญาใหม่ของ โม มีเงื่อนไขที่ให้เขาใจกว้างสุดๆ แบบนี้รึเปล่า, เขาให้ ดาร์วิน ยิงจุดโทษ และนั่นเหมือนเป็นการเปิดกล่องแพนโดร่า” สำหรับกล่องแพนโดรานั้นมาจากเรื่องเล่ากรีกโบราณ ว่าด้วยกล่องที่บรรจุสารพัดภยันตรายสำหรับโลกมนุษย์ คลอปป์ตั้งใจเปรียบเทียบว่า นูเญชเองก็เป็นภันตรายต่อทีมอื่น เป็นหายนะของกองหลัง โดยซาลาห์ที่มอบจุดโทษให้เขาเป็นผู้เปิดกล่องนั่นเอง

ตอนมีปัญหาเรื่องสัญญาและสุดท้ายได้ต่อสัญญาในราคาค่าจ้างที่แพงที่สุดของทีม ผมเองก็เดาไม่ออกว่าจะส่งผลต่อซาลาห์หรือเพื่อนร่วมทีมอย่างไร แต่วิธีการที่เขาเล่น พฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาจากเกมปรีซีซั่นมันให้คำตอบชัดเจนว่าเป็นไปในทางบวกมาก เขาตอบแทนความกล้าของสโมสรด้วยการทำงานหนักเพื่อทีมแทนที่จะโชว์ว่าตัวเองเก่งขนาดไหน

นูเญชปลดล็อคการยิงแต่ยังต้องปรับการคิด

การทำได้ 4 ประตู ด้วยความเฉียบคม แสดงให้เห็นการเป็นกองหน้าเบอร์ 9 ที่เยี่ยมยอด เป็นผลงานที่ช่วยปลดล็อคเขาได้มากเลยทีเดียว แทบจะหมดความสงสัยในความสามารถของเขาแล้ว ที่เหลือก็คือการรักษาความต่อเนื่อง การพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งในมิติของนักกีฬาเราเชื่อว่านูเญชทำได้แน่

แต่ก็มีบางอย่างที่น่ากังวล นั่นคือวิธีที่เขาใช้ตอบโต้กับบรรดาเสียงวิจารณ์ในช่วง 2 เกมแรกที่เขายังทำประตูไม่ได้ และโดนทั้งสื่อและแฟนบอล(ทีมอื่น)ในโลกออนไลน์สับเละ สิ่งที่เขาทำคือการตอบโต้ด้วยการโพสต์รูปตัวเองทำท่าจุ๊ปาก นั่นเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในโลกออนไลน์

ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า หากจุดโทษที่ซาลาห์มอบให้เขายิงไม่เข้า ซึ่งก็เกือบไม่เข้าจริง ๆ และเกมกับไลป์ซิกเขาทำประตูไม่ได้เลย รูปนั้นจะกลายมาเป็นหอกทิ่มแทงตัวเขาหนักขึ้นไปอีกแน่นอน และหากโชคร้ายแบบนั้นจริง ก็ไม่รู้ว่าเขาเองต้องพบกับความกดดันเพิ่มขึ้นขนาดไหน

นี่จึงเป็นสิ่งที่คลอปป์ต้องรีบออกมาตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการให้สัมภาษณ์พาดพิงเรื่องนี้โดยเฉพาะเมื่อนักข่าวถามเขาหลังเกมถึงผลงานของกองหน้าคนใหม่ว่าจะช่วยลดเสียงวิจารณ์ได้แค่ไหน

“เราคิดมาตลอดว่า ถ้าจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อผู้เล่นมาแล้ว ทำยังไงเขาจะไม่รู้สึกถึงความกดดัน พวกเขาทุกคนเป็นมนุษย์ธรรมดา และเมื่อการสัมผัสบอลแรกไม่เพอร์เฟ็ค พวกเขาจะถูกวิจารณ์ทันที ผู้เล่นยุคนี้อ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก แต่พวกเขาก็ทำ และไม่ทันไรพวกเขาก็เข้าร่วมการถกเถียงหรืออะไรทำนองนั้น แน่นอนว่าฟอร์มในวันนี้ คือวิธีที่ดีที่สุดในการหยุดคำวิจารณ์ เขาเป็นกองหน้าแบบที่เราไม่มีและไม่เคยมี แต่เขาเป็นผู้เล่นที่ดีมากๆ มันเป็นค่ำคืนที่สมบูรณ์แบบของ ดาร์วิน”

จะเห็นว่าคลอปป์เน้นชัดเลยว่าการตอบโต้บนสื่อออนไลน์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาด เราเห็นตัวอย่างมานักต่อนักแล้วว่า เมื่อนักฟุตบอลเข้าหาโลกโซเชียลมากเกินไปจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และผลงานของพวกเขาในสนาม และนี่เป็นสิ่งที่กุนซืออย่างคลอปป์ไม่ปลื้มที่สุด ก็ได้แต่หวังว่านูเนชจะคิดได้และเข้าใจสิ่งที่คลอปป์เตือน