เชิงลึกหลังเกม: เมื่อมีนูเญชในสนาม หงส์แดงเปลี่ยนแปลงการเล่นอย่างไร

เมื่อหงส์แดงลงทุนซื้อกองหน้าระดับค่าตัวทำลายสถิติสโมสรมา สิ่งที่ผมคิดว่าแฟนหงส์ทุกคนเฝ้าตามดูนับตั้งแต่ที่เขาลงเล่นเกมแรกในเกมอุ่นเครื่องกับแมนยูที่ประเทศไทย และเรื่อยมาจนถึงเกมล่าสุดกับแมนซิตีคือลิเวอร์พูลจะเล่นอย่างไร เมื่อมีนูเญชในสนาม จะเปลี่ยนแผนการเล่น เปลี่ยนแท็คติก หรือปรับการเข้าทำอย่างไรบ้าง

วันนี้ก็เลยถือโอกาสเอาเกมกับซิตีล่าสุดมาดูย้อนหลังอีกรอบ เพื่อดูว่าหลังจากที่นูเญชลงมาแล้ว ลิเวอร์พูลมีการเล่นที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง  แน่นอนว่ามันต้องมีการเปรียบเทียบโดยเฉพาะกับฟีร์มิโน่ที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน จึงจะบอกก่อนว่า การเปรียบเทียบไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร หรือแบบไหนดีกว่า ผมเชื่อว่าแต่ละสไตล์การเล่นมีหน้าที่ของมันอยู่

การเติมเกมของแบ็กสองข้างเปลี่ยนไป

ลิเวอร์พูลของคลอปป์ในเวอร์ชั่นที่เราคุ้นเคยนั้น แบ็คสองข้างมีส่วนอย่างมากในการเล่นเกมบุก เพราะกองหน้าของเราเป็นประเภทหน้าหลอก มักลงมาต่ำเพื่อเชื่อมเกม อีกทั้งไม่ใช่กองหน้าตัวเป้าสูงใหญ่อะไร ทำให้วิธ๊แก้ง่าย ๆ คือการโหลดนักเตะขึ้นไปในแดนหน้าเพิ่ม เราจะเห็นบทบาทของอาร์โนล์ดกับโรเบิร์ตสันมากในระบบการเล่นแบบเดิมที่เราคุ้นเคย

เช่นจังหวะในรูปด้านบนเราจะเห็นว่า แบ็กสองข้างของเราเติมเข้าไปเล่นถึงในกรอบเขตโทษ พร้อมกันสองคน เพื่อกดดันแนวรับของคู่แข่งให้กังวล วิธีนี้หงส์แดงมักจะใช้เวลาต้องการขึงเกมใส่คู่แข่งให้คู่แข่งขึ้นเกมไม่ได้ และอยู่แต่ในแดนตัวเอง จุดเด่นของการเติมเกมแบบนี้ก็คือ แบ็กสองข้างโดดเด่น และมีส่วนร่วมกับเกมรุกมากขึ้น ประตูแรกที่หงส์แดงได้ก็มาจากการเติมเกมรุกของเทรนท์นั่นเอง

แต่ข้อเสียของการเล่นแบบนี้ก็คือ “หลังโล่ง” การโหลดนักเตะขึ้นมาขนาดนี้ กองหลังของหงส์แดงทั้งฟานไดจ์คและมาติปจำเป็นต้องดันขึ้นสูงมาด้วย ทั้งในเรื่องของการแพ๊กเกมแดนบนให้แน่น การไล่เพรสคู่ต่อสู้ที่ต้องบีบพื้นที่ให้แคบที่สุด และการเล่นกับดักล้ำหน้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คู่ต่อสู้แก้เพรสหรือดักบอลได้แดนกลางแล้วมีช่องสวนกลับมาก็จะเป็นเหมือนภาพด้านบน

จังหวะนี้หงส์แดงโดยดักบอลได้ในแดนตัวเองแล้วบอลทะลุมาถึงเดอบอรยด์ ส่วนแบ็กสองข้างของหงส์แดงทั้งเทรนท์และร็อบโบ้เติมเกมสูงจนลงไม่ทัน สถานการณ์แบบนี้ถือว่าอันตรายสำหรับกองหลังของหงส์แดง อีกทั้งการที่แบ็กต้องเติมเกมสูงอยู่เรื่อยๆ นั้นในแง่หนึ่งก็มีผลต่อสภาพความฟิตของนักเตะสองตำแหน่งนี้ที่ต้องวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งเกม

ขณะที่เมื่อนูเญชลงมา หงส์แดงไม่จำเป็นต้องให้แบ็กสองข้างเติมเกมหุบเข้ากลางหรือลงไปถึงกรอบเขตโทษของคู่แข่ง เพราะสามารถวางบอลยาวจากแดนตัวเองไปได้เลย อันที่จริงมันมีหลายส่วนประกอบกัน ในข้ออื่น ๆ ที่จะกล่าวต่อไปด้วย แต่โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือเมื่อมีนูเญชในสนาม แบ็กสองข้างไม่จำเป็นต้องหุบเข้ากลาง สิ่งนี้มีข้อดีก็คือ เมื่อโดนสวนกลับแบ็กของเราจะไม่ลอย และสามารถวิ่งมาปิดพื้นที่สำคัญได้ เหมือนในภาพด้านบน ที่เทรนท์กับร็อบโบ้ไม่ได้ลอย แต่ยังสามารถวิ่งลงมาปิดพื้นที่ได้

หรือที่ชัดเจนก็คือจังหวะในภาพนี้ ในช่วงนาทีไม่ห่างกันมาก หงส์แดงกำลังทำเกมบุกขึงใส่ซิตี แต่ไม่ได้เติมไปสุดหรือหุบเข้าในมากจนเปิดพื้นที่ด้านหลังเกินไป ให้สังเกตการเล่นของมิลเนอร์ ในจังหวะต่อมาที่ซิตีฉกบอลได้และกำลังจะสวนกลับทางฝั่งซ้าย แต่มิลเนอร์สามารถวิ่งปิดทางขึ้นเกมของโฟเดนได้ เพราะไม่ได้เติมเกมสูงเกินไป

กองกลางเด่น เล่นไดเรกมากขึ้น

ทีนี้อีกสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปตาม เมื่อแบกสองข้างไม่ได้เติมเกมแบบบ้าระห่ำ ก็คือ บทบาทของแดนกลางที่ดูโดดเด่นขึ้นมากในเกมรุก โดยเฉพาะบอลแทงทะลุช่องจากกลางสนามที่เกิดขึ้นบ่อยมาก และบอลไดเรกสวย ๆ จากแดนหลัง เมื่อมีนูเญชอยู่ในสนาม เนื่องจากมีความเร็ว ร่างกายแข็งแกร่ง และการเป็นกองหน้าตัวเป้าจริง ๆ เขามีสัญชาติญาณการวิ่งหาช่องที่ดี จุดนี้หากจูนกับแดนกลางติดก็จะอันตรายมาก ภาพด้านบนก็เป็นสิ่งที่ยืนยันความแตกต่างของการมีหรือไม่มีนูเญช ปกติผู้รักษาประตูของหงส์แดงเวลาเปิดบอลมักจะเปิดบอลไปด้านข้างหาซาลาห์หรือดิอาช แต่จังหวะนี้อาเดรียนเปิดไปให้นูเนชโดยตรง

สองจังหวะนี้เป็นความพยายามของสองกองกลางหงส์แดงในการเล่นบอลทะลุช่องกับนูเญช ภาพแรกเป็นเฮนเดอร์สันที่พยายามจะแทงบอลทะลุช่องให้นูเญชในนาทีที่ 63 ส่วนภาพด้านขวาเป็นนาบีเกอิตาที่พยายามทำแบบเดียว เราจะเห็นเลยว่า ภาพทั้งสองแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกัน ต่างกันแค่คนที่แทงบอลเท่านั้น มันสะท้อนให้เห็นบทบาทแดนกลางที่โดดเด่นขึ้น และนี่คืออาวุธที่รอปรับจูนให้อันตรายขึ้นในอนาคต

ส่วนจังหวะนี้เป็นอีก 1 จังหวะที่ผมชอบมาก แม้จะไม่สามารถจบด้วยการทำประตูได้ก็ตาม แต่มันสะท้อนถึงจินตนาการของนักเตะหงส์แดงในขณะที่มีนูเญชอยู่ในสนาม ภาพตรงซ้ายมือ คือจังหวะที่หงส์แดงเก็บบอลจากเกมรุกของซิตีได้ บอลอยู่ที่มาติป

ให้สังเกตจินตนาการของเฮนโด้กับซาลาห์ มาติปยังไม่ส่งเลย แต่เฮนโด้เหมือนรู้ว่าบอลจะมาที่เขา เขาจึงรีบเหลือบไปมองทางซาลาห์ และบอลก็มาหาเฮนโด้จริง ๆ ก่อนที่เขาจะรีบตวัดตามน้ำให้ซาลาห์ ในขณะที่ซาลาห์ก็ไม่รีรอ เขารีบแทงทะลุให้นูเญชที่ออกตัวได้พอเหมาะพอดี

หรืออย่างจังหวะนี้ที่ได้ประตูขึ้นนำ 2-1 จากลูกโทษ ไอเดียและการเข้าทำก็คล้ายกันคือเป็นบอลที่แทงทุละจากแดนกลางให้นูเญช จังหวะนี้มิลเนอร์แทงจังหวะเดียวทะลุถึงนูเญชทันที แต่แทนที่นูเญชจะกระชาก เขารู้ดีว่าตัวเองอยู่ไกลจากประตูเกินไป สิ่งที่เขาทำคือพักบอล 1 จังหวะแล้วตวัดบอลให้ซาลาห์ ก่อนที่เขาจะวิ่งไปประจำตำแหน่ง และซาลาห์ก็เปิดไปให้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะโหม่งไปโดนมือของดิอาชเป็นจุดโทษ

โดยภาพรวมการมีนูเญชอยู่ในสนามมันช่วยให้หงส์แดงเล่นเกมสวนกลับได้ง่ายขึ้น และกองกลางของเรากล้าที่จะเล่นลูกแทงทะลุช่องมากขึ้น เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อก่อนเกมสวนกลับของหงส์แดงที่ว่าเร็วมากแล้ว หลายจังหวะอาจจะมาจากการที่ฟีร์มิโน่ดรอปลงมารับบอลจากแดนกลาง แล้วมาเน่กับซาลาห์วิ่งทำทางหรือ เป็นการสวนแบบตุ้มเดียวไปพื้นที่ว่างด้านข้างให้ซาลาห์วิ่งกระชาก แต่ตอนนี้การเล่นสวนกลับมันสามารถจ่ายทะลุจากแดนกลางได้ทัน

การเข้าทำอีกจังหวะที่สวยงามและแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ จังหวะได้ประตูที่สาม มันเป็นเรื่องของสไตล์การเล่นเฉพาะคนอย่างแท้จริง เราจะได้เห็นการเคลื่อนที่หาพื้นที่ว่างและจบสกอร์ที่เฉียบคมของนูเญช การประสานงานที่กองหลังยากจะคาดเดาของนักเตะหงส์แดง

จังหวะนี้มันเริ่มมาจากการที่คาร์วัลโญ่ตัดบอลจากการขึ้นเกมของซิตีได้ในแดนของซิตี จากภาพด้านบนเราจะเห็นว่า มีจำนวนนักเตะหงส์แดง 4 คน และนักเตะของแมนซิตี 5 คน โดยแผงกองหลังยังอยู่กันครบ จังหวะนี้ให้สังเกตการเคลื่อนที่ของนูเญชให้ดี ในตอนที่คาร์วัลโญ่จ่ายบอลให้ซาลาห์ เขายังอยู่นอกกรอบเขตโทษโดยมีโรดรีประกบอยู่ และเรายังไม่เห็นโรเบิร์ตสันในเฟมภาพ

เฟมถัดมาเมื่อมองในมุมของซาลาห์เราจะเห็นโรเบิร์ตสันวิ่งเติมมาโดยที่ไม่มีนักเตะซิตีปะกบเลย วอล์กเกอร์ก็ไม่ทันได้ระวัง มีเพียงซิลวา ที่เหลือบเห็นแต่ก็อยู่ไกลเกินจะวิ่งไปดักได้ ขณะที่นูเญช จากที่อยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบโรดรีตอนนี้เขาเริ่มขยับหนีไปด้านหลังของโรดรีที่ต้องเพ่งความสนใจไปที่คาร์วัลโญ่ที่ทำมือขอบอลอยู่ และกานเซโล ก็ไม่กล้าเข้าแย่งบอลซาลาห์เพราะมีเอเลียตต์กำลังวิ่งอ้อมหลังมา

ในภาพสุดท้ายที่ซาลาห์เปิดบอลให้โรเบิร์ตสัน นักเตะของหงส์แดงก็กรูกันเข้าไปอยู่ในเขตโทษใกล้ปากประตูถึง 4 คนแล้ว แบบไม่มีใครล้ำหน้าด้วย ขณะที่วอล์กเกอร์ถอยไปบล็อกร็อบโบ้ ก็เปิดพื้นที่หน้าปากประตู และเป็นนูเญชที่วิ่งตัดหน้าดิอาชเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า

ลิเวอร์พูลเล่นแผนที่หลากหลายมาก

ในช่วงที่นูเญชอยู่ในสนามคลอปป์เองก็ทยอยส่งนักเตะลงมาทีละคนสองคน และสิ่งที่เห็นอีกอย่างก็คือ หากเราสังเกตการยืนตำแหน่งในแต่ละช่วงเวลา จะเห็นว่ามีการจัดวางรูปแบบที่หลากหลายมาก ระบบแรกที่เห็นคือการเล่น 4-1-4-1 ฟาบิญโญ่ยืนเป็นกลางรับ โดยมีแดนกลาง 4 คนคือ เอเลียตต์ ติอาโก ตรงกลาง ซาลาห์กับดิอาชด้านข้าง และนูเญชเป็นหน้าเป้า ระบบนี้ใช้เพื่อตั้งรับการขึ้นเกมของซิตีโดยเฉพาะ ซาลาห์กับดิอาชจะปิดด้านข้าง ส่วนติอาโกกับเอเลียตต์จะสลับกันวิ่งขึ้นไปไล่บอล

จากภาพนี้ผมยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นระบบอะไร หรือจริงจังขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆ คือ มันน่าสนใจมาก มันเกี่ยวกับวิธีการเล่นของเอเลียตต์ด้วย ซึ่งเดียวจะเขียนแยกอีกตอน แต่โดยรวมกรยืนตำแหน่งแบบนี้มันทำให้ลิเวอร์พูลเล่นด้วยระบบหน้าคู่ และเอเลียตต์ทำหน้าที่เป็นเหมือนเพลย์เมกเกอร์หลายเลข 10 อย่างน้อย ๆ การยืนตำแหน่งนี้ของเอเลียตต์ก็ทำให้กุนโดกันมีกังวล และนูเญชกับซาลาห์ดูมีพื้นที่มากขึ้น

การเติมเอาเอเลียตต์ลงมานั้น แม้จะลงเล่นในตำแหน่งกองกลางแทนกับตันเฮนโด้ แต่โดยเนื้อของเอเลียตต์นั้นเป็นนักเตะเชิงรุกมากกว่ารับเหมือนเฮนโด้ มันจึงทำให้บางครั้ง บางจังหวะที่หงส์แดงเล่นเกมรุก ดูเหมือนเรามีนักเตะในเกมรุกมากถึง 4 คน นี่อาจจะเป็นระบบการเล่นที่ยึดหยุ่นที่มากไปกว่าการเซ็ตระบบที่ตายตัวอย่าง 4-2-3-1 ก็ได้ เพราะโดยแก่นของมันคือการมีแนวรุก 4 คนทำเกมอยู่ด้านบน ซึ่งในสไตล์ที่เห็นตอนนี้ มันไม่จำเป็นว่าใครจะต้องยืนตรงไหน ซาลาห์อาจจะหุบเข้ากลางให้เอเลียตต์ออกข้างก็ได้