บันทึกลับแมวมองดิอาชและอัพเดท 7 ประเด็นรอบวัน

เคล็ดลับเยือนหงส์

ไม่พูดพร่ำทำเพลงวันนี้เข้าเนื้อหากันเลยครับ สำหรับข่าวแรกที่จะบอกว่าเป็นเรื่องตลกก็ได้ เป็นเรื่องจริงจังก็ได้ เรื่องมีอยู่ว่า ตอนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “ไม่ลุยก็จบ อาร์เซนอล” ‘All or Nothing: Arsenal’ ที่ฉายทางอเมซ่อน ไพรม์ วันที่ 4 สิงหาคม แน่นอนว่าผมไม่ได้ดูเต็มหรอก แต่ดูเฉพาะท่อนที่เขาตัดมา

ในคลิปดังกล่าวเปิดเผยให้เห็นทีมงานของอาร์เซนอลกำลังยกลำโพงตัวเขื่อง 4-5 ตัว มาวางไว้รอบสนามซ้อม ก่อนที่มิเกล อาร์เตตา จะตะโกนเรียกนักเตะปืนมารวมกันแล้วพูดว่า “ผมมีอะไรบ้าๆจะบอกนะ วันนี้เราจะซ้อมพร้อมเปิดเพลง ‘You’ll Never Walk Alone’คลอไปด้วย”

ใช่แล้วครับฟังไม่ผิดหรอก อาร์เตตาบอกว่าจะเปิดเพลงเชียร์หงส์แดงในสนามซ้อมของอาร์เซนอล มันไม่ใช่ไม่มีเป้าหมายนะครับ เพราะการซ้อมครั้งนี้คือการซ้อมก่อนไปเยือนหงส์แดงในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2021อาร์เตตาเล่าถึงประสบการณ์ที่เขาเคยมาเยือนแอนฟิลด์ว่า

“ครั้งหนึ่งของผมที่แอนฟิลด์ เกมกำลังดีเลย แต่ฉับพลัน ผมเห็นแต่เสื้อสีแดงเต็มไปหมด ดูมั่วไปหมด และผมทำอะไรไม่ได้ คนคงงงว่า เกิดอะไรขึ้น แต่ผมไม่สามารถเล่นต่อได้ ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ร่างกาย รับมือไม่ไหว ทุกอย่างเร็วมาก ผมเคยเจอแบบนั้นครั้งหนึ่งที่แอนฟิลด์”

อาร์เตตารู้ดีว่า สนามแอนฟิลด์มีผู้เล่นคนที่ 12 ที่พร้อมจะสร้างบรรยากาศที่เลวร้ายให้ทีมคู่แข่งอยู่ และพวกเขาต้องหาวิธีรับมือกับมันให้ได้ และจุดพีคสุดของสนามแอนฟิลด์คือเมื่อไหร่ก็ตามที่แฟนบอลของพวกเขาเปล่งเสียงร้องเพลง You’ll never walk alone ก็เหมือนดั่งเสียงกลองลั่นรบ สร้างความระทึกขวัญสำหรับทีมเยือน

เรื่องนี้กองหลังอาร์เซนอลอย่าง เซดริก ซัวเรส ก็ออกมาอธิบายเพิ่มว่า บรรยากาศเจ้าบ้านเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการซ้อม “เราซ้อมกันทุกสัปดาห์ หลายเกม แต่บางที เราก็เน้นเรื่องบรรยากาศด้วย แอนฟิลด์เป็นสนามที่มีชื่อเสียง เล่นยาก เพราะความสามารถของทีม และแฟนๆที่พยายามช่วยทีม ดีเหมือนกัน เราได้ซ้อมแบบแตกต่าง เรารู้ว่าต้องเจอกับอะไร เสียง กองเชียร์ บรรยากาศที่ดุดัน แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องทำงานของเราให้ได้”

จริง ๆ มันเป็นแนวคิดที่ดีและน่าสนใจมาก โค้ชทุกคนหวังว่า การทำให้ลูกทีมคุ้นเคยกับบรรยากาศของสนามให้มากที่สุดจะช่วยให้ทีมผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งเรื่องของสภาพพื้นสนาม ขนาด และเสียงเชียร์ น่านับถืออาร์เตตาที่กล้าทำอะไรแบบนี้ บ่งบอกได้เลยว่าเขาสมแล้วที่เป็นศิษย์เอกของเป๊บ เพราะเขามีความระเอียด เก็บทุกเม็ด และนี่แหละที่ทำให้อาร์เซนอลดูน่ากลัวมากในฤดูกาลนี้

ส่วนผลลัทธ์ของวิธีการนี้นะเหรอ พวกเขาบุกมาพ่ายหงส์แดงที่แอนฟิลด์ 4-0

เปิดบันทึกแมวมองดิอาช

หลุยส์ ดิอาช กองหน้ากึ่งปีกของปอร์โตที่หงส์แดงไปซื้อมาในช่วงตลาดหน้าหนาว ถือเป็นอีกหนึ่งการซื้อขายที่ได้รับการยกย่องว่า คุ้ม เพราะนักเตะแทบจะไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเลย สามารถเล่นเข้าระบบของทีมได้อย่างรวดเร็ว ทำผลงานได้ดี แต่เชื่อไหมครับ ว่าการจะซื้อดิอาชมาได้นั้น เป๊บ ลินเดอร์ส และลูกทีมของเขา ต้องใช้จิตวิทยาอย่างมากในการโน้มน้าวคลอปป์

เรื่องนี้ปรากฏในหนังสือ Intensity ของเป๊บ โดยเขาได้นำเอาบันทึกจากทีมแมวมองของเขาที่ไปชมเกมระหว่างปอร์โตกับเอสโตรีล โดยบันทึกส่วนหนึ่งนั้นระบุถึงการเล่นที่ยอดเยี่ยมพร้อมถ้อยสำนวนที่เหล่าแมวมองสอดแทรกไปให้คลอปป์อ่าน

“ในตอนที่ทีมกำลังเตรียมจะเพรสซิ่ง เขา (ดิอาช) อ่านเกมแล้วว่า จังหวะต่อไปบอลจะไปที่ไหน เพื่อตามไปดักบอล วิ่งด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี เขาจมูกไวต่อการดักบอลเพื่อปิดโอกาสการทำประตูของคู่แข่งมาก หยุดไม่ได้เลย เขาอยากรับแดนหน้า รักสิ่งนี้มาก !”

“สามารถเคลื่อนที่ได้ดีแม้ไม่มีบอล จังหวะที่เขาเล่นนั้นมันมพร้อมกับช่วงเวลาที่ดี แต่มันสามารถสร้างความประทับใจได้มากกว่า การสัมผัสบอลและครองบอลที่ยอดเยี่ยม ตัดเข้าในแล้วจัดการยิง”

“เก่งเรื่องดริป สามารถเลี้ยงผ่านง่าย วิ่งแซง สไลด์ ซ้ายทีขวาที ผ่านพวกกองหลัง ในพื้นที่แคบ เขายังเต็มไปด้วยความเร็ว และพยายามหาทางเลือกที่ดีกว่าในการส่ง รักสิ่งนี้จริงๆ ในภาพรวม โคตรรักเลย ในการทำประตูนั้น เขาชอบที่จะเลี้ยงจี้ตัวต่อตัวเพื่อยิงไกล ว้าว อะไรมันจะเหมาะกับทีมเราขนาดนี้”

“เขายืนตำแหน่งตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติในตำแหน่งสามเหลี่ยมด้านนอก (แบ็ก กองลาง ปีก) สลับตำแหน่งกับเพื่อนได้ง่าย เขาหาพื้นที่หลังไลน์แนวรับได้ดี ต้องเพิ่มเติมไอเดียในการเข้าทำพื้นที่ตรงกลางให้เขาหน่อย จะได้แอคทีฟมากขึ้นในการโจมตีจากด้านใน สิ่งนี้จะทำให้เขาเคลื่อนที่ได้ดีมากขึ้นในแดนหน้า และจะทำประตูได้มากกว่านี้”

“การโต้กลับเร็ว ของเขาสมารถพัฒนาได้ง่ายกับสไตล์การซ้อมของเรา จะเข้มข้นมากขึ้นด้วยสิ่งนี้ ดุดันมากขึ้นด้วยสิ่งนี้ เขาจะเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุด ผมไม่มีความสงสัยเลย”

นี่คือบันทึกที่เป๊บเอามาเผยแพร่ในหนังสือของเขาและเปิดเผยออกมาให้รู้กัน เป็บยังบอกอีกว่า เมื่อคลอปป์ได้รับรายงานนี้ เขาตอบกลับมาว่า “เขาคือตัวเปลี่ยนเกม” ผมตอบกลับไปว่า “แน่นอนที่สุด เราหวังว่าเราจะคว้าเขาได้”  และจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ลิเวอร์พูลก็ตัดสินใจฝืนกฎอีกครั้งด้วยการซื้อตัวเดือนมกราคม ก่อนที่จะเสียดิอาชให้กับสเปอร์ส

คลอปป์ปลื้มทีมตอนนี้

คลอปป์ได้เขียนบางสิ่งลงในบันทึกการแข่งขันอย่างเป็นทางการก่อนที่หงส์แดงจะไปเยือนฟูแล่ม โดยมีบางส่วนที่เขาบรรยายถึงความรู้สึกดีกับสปิริตและความกลมเกลียวของทีมตอนนี้ “พวกเรามีนักเตะใหม่มาร่วมทีมในซัมเมอร์ และสิ่งเดียวที่โดดเด่นมากที่สุดกว่าสิ่งไหนในช่วงปรีซีซั่นก็คือ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเร็วมาก” คลอปป์เริ่มต้นบรรยาย

“มันกลายมาเป็นวัฒนธรรมในทีมของพวกเขา มันดีมาก พวกเรามีกลุ่มที่เข้าถึงกันง่าย (ประมาณว่าไม่ถือตัว) ต้องยกเครดิตให้นักเตะของพวกเราเอง ผมพูดได้โดยไม่สงสัยเลยว่า ตอนนี้ทีมสปิริตและความกลมเกลียว มันยอดเยี่ยมมากเท่าที่ผมเคยเจอมา และผมอยู่กับฟุตบอลมาแรมปี ดังนั้น เราต้องรักษาช่วงเวลาแบบนี้ให้นาน”

“ความจริงที่ว่าคุณอาจจะไม่ได้แชมป์อะไรเลยจากทีมสปิริต แต่คุณก็จะไม่สามารถชนะอะไรได้เลยหากปราศจากมัน พวกเราแสดงให้เห็นว่า สามารถทำให้ทุกคนมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวกันได้” สมแล้วที่เป็นบอส เพราะเราต่างรู้กันว่าทีมสปิริตแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้หรอกหากไม่มีผู้นำแบบบอส แต่บอสก็ยกเครดิตให้เหล่านักเตะของเขา น่าประทับในจริงๆ

เปิดความสัมพันธ์พ่อ-ลูก

มาอีกแล้วครับ คุณพี่เป๊บ ลินเดอร์ส จอมบันทึกข้อมูล ออกมาเปิดเผยเรื่องที่เขาสังเกตความสัมพันธ์ของนักเตะคู่หนึ่งว่า มีความสัมพันธ์กันฉันพ่อลูก และบอกเล่ามันออกมาในหนังสือเรื่อง Intensity ของเขา (แหม่ช่วงนี้ขายหนังสือรัว ๆ สินะเป๊บ) คู่พ่อลูกที่ว่าก็คือ ตัวเก๋าและดาวรุ่งของทีมอย่างซาลาห์ และ ไอ้จุก ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ เป๊บเล่าว่า

“ไม่ว่า โม จะทำอะไรอยู่ ฮาร์วีย์ จะเข้าหา โม เสมอและมักจะถาม โม เกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ ผมเห็นแม้กระทั่ง โม ซาล่าห์ กำลังตักอาหารให้ ฮาร์วีย์ ว่าวันนี้ควรกินเนื้อสัตว์แค่ไหน กินผักแค่ไหน ควรใส่ใจกับอะไรเป็นพิเศษ มันน่าทึ่งมากๆที่เห็นพวกเขาสนิทสนมกัน โม สอนแม้กระทั่งการมัดเชือกรองเท้า มัดแบบไหนดีที่สุด ดูไปดูมาผมว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันเหมือนพ่อกับลูกชายจริงๆ”

ในเกมที่เอเลียตต์เจ็บหนักกับลีดส์ ถ้าใครสังเกตก็จะเห็นว่านักเตะหงส์แดงที่รีบวิ่งเข้าไปบอกให้แพทย์สนามรีบเข้ามาก็คือ โม ซาลาห์ เขาดูห่วงใยเจ้าหนูเอเลียตต์มากกว่าใคร เป๊บ เล่าว่า หลังจบเกมเขาเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว เขาเห็น นาบี้ กำลังนั่งร้องไห้ นักเตะคนอื่น ๆ อยู่ในอาการช็อคสุดๆ

“อีกฝั่งของห้องนั้น โม ซาล่าห์ กำลังเกรี้ยวกราด เขาปาสิ่งของอัดกำแพงด้วยอารมณ์โกรธเพราะสิ่งที่เกิดกับ ฮาร์วีย์ ทั้งๆที่เกมนั้นเป็นเกมที่เขาทำสถิติยิงประตูครบ 100 ลูกด้วยซ้ำ” นี่เป็นความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมเลยใช่ไหมละ แต่ถ้าเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเอเลียตต์ด้วยแล้วก็ยิ่งไม่แปลกใจเลย เพราะเขาเองก็ยกย่องซาลาห์เหมือนพ่อคนหนึ่งเช่นกัน

ฟานไดจ์คคือประตูสู่ฟรีเมียร์ลีก

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของการสตรีมเกมของอดีตยอดกองหน้าเรือใบ “เซร์คิโอ อเกวโร่” เมื่อมีแฟนบอลสอบถามเขาถึงกองหน้ารุ่นน้องคนใหม่ในทีมเรือใบ ที่เพิ่งลงเล่นกับหงส์แดงในศึกคอมมูนิตี้ชิลด์ ที่ต้นสังกัดเก่าพ่ายแพ้ให้แก่หงส์แดง 1-3 โดยกุนได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลงานของเขาที่ต้องเจอกับฟานไดจ์คว่า

“ผมมองว่า เออร์ริ่ง ยังไม่สามารถปรับตัวได้กับทีม การวิ่งของเขารวดเร็วและอันตรายก็จริงอยู่ แต่ดูเหมือนมันยังจูนไม่ค่อยติดกับคนอื่นๆ ผมคิดว่าเขาคงคุ้นเคยกับการเล่นในเยอรมันมากเกินไป เขาอาจจะคิดว่าเขากำลังยืนโล่ง ๆ คนเดียวจนกระทั่ง ฟานไดจ์ค เดินมาตบบ่าของเขาแล้วพูดว่า เฮ้ ยินดีต้อนรับสู่พรีเมียร์ลีก”

นอกจากนั้นกุน ยังวิจารณ์การทำงานของบอร์ดบริหารทีมเรือใบ ที่ปล่อยทั้งเฆซุสและราฮีมออกไปว่า “และอีกหนึ่งอย่างที่ผมสงสัย เห็นได้ชัดว่าการขาด กาเบรียล (เฆซุส) กับ ราฮีม (สเตอริง) นั้นทำให้สปีดเกมช้าลง บางครั้งผมก็งงกับบอร์ดบริหารว่าปล่อยสองคนสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไง แถมปล่อยให้ทีมคู่แข่งสำคัญอย่าง เชลซี และ อาร์เซน่อล อีก” จากข่าวนี้ก็ทำให้ผมเพิ่งรู้นี่แหละว่าพี่บ่าววี ติดเกม !

ข่าวจิปาถะ

ต่อไปเป็นข่าวจิปาถะที่จะสรุปในย่อหน้าเดียวคือ ไวนาดุมย้ายซบโรม่าร่วมงานป๋ามู ขณะที่ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ทำนายว่าหงส์แดงจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และหงส์แดงกำลังจะต่อสัญญา ฟีร์มิ…เอ้ย นาบี เกอิตา และ เอริก เทน ฮาก บอกว่า “กูไม่ได้ปล่อยพี่โด้กลับก่อนโว้ย (ที่แมนเชสเตอร์รถไม่ติดเหมือนราชมังหรอกนะ)” ประโยคหลังนี่ผมเติมเอง