รวมสถิติต่าง ๆ ที่หงส์แดงสามารถพัฒนาให้แกร่งขึ้นได้ในฤดูกาลนี้

ฤดูกาลใหม่ของหงส์แดงกำลังจะเริ่มแล้วในอีกไม่กี่ชั่วโมง วันนี้เราอยากจะนำเสนอเกี่ยวกับสถิติต่าง ๆ ที่หงส์แดงในยุคของคลอปป์ได้สร้างสรรค์มา ด้วยความหวังว่าฤดูกาลนี้พวกเขาจะทำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยความพร้อมและขุมกำลังของทีมที่ดีขึ้นมาก นอกจากนั้นในแง่ส่วนบุคคล นักเตะหลายคนก็กำลังจะทำหมุดหมายใหม่ ๆ ให้กับตัวเองเช่นกัน

การทำประตู

ในปีที่แล้วหงส์แดงถือว่ามีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่คลอปป์มาคุมทีม โดยทีมทำไปได้ถึง 94 ประตู โดยปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่มีนักเตะหงส์แดงสามารถทำประตูแตะหลัก 10 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมกันถึง 3 คน คือซาลาห์ 23 ประตู มาเน่ 16 ประตู และโจตา 15 ประตู

ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ สถิติการแอสซิสต์ของหงส์แดงในปีที่แล้วก็น่าทึ่งเพราะ เรามีนักเตะที่แอสซิสต์แตะหลัก 10 ลูก พร้อมกันในพรีเมียร์ลีก 3 คน คือ ซาลาห์ 13 แอสซิสต์ อาร์โนล์ด 12 แอสซิสต์ และโรเบิร์ตสัน 10 แอสซิสต์ ตอนนี้ทั้งซาลาห์เองก็มีโอกาสในการทำลายสถิติ ทำประตูต่อฤดูกาลเยอะที่สุด 32 ประตูที่ตัวเองเคยทำไว้เมื่อปี 2017-201

ส่วนอาร์โนล์ดกับร็อบโบ้ก็ยังมีโอกาสในการทำลายสถิติกองหลังที่แอสซิสต์มากที่สุดต่อฤดูกาล 12 แอสซิสต์ ที่เทรนท์ทำไว้ไม่ใช่แค่นั้น ทั้งสองคนอาจจะปักหมุดหมายใหม่ให้ตัวเองในการทำแอสซิสต์ให้ทีมในพรีเมียร์ลีก ถึง 50 ลูก โดย แอนดี้ โรเบิร์ตสันทำไว้ 49  เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ทำไว้ 45

และลุ้นทำลายสถิติ 53 แอสซิสต์สูงที่สุดเป็นอันดับสามของ เลห์ตัน เบนส์ ดาวเตะทีม เอฟเวอร์ตัน ลงได้หาก โรเบิร์ตสัน ทำได้อีก 5 แอสซิสต์ ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ต้องการอีก 9 แอสซิสต์

เรื่องของนักเตะที่ช่วยกันทำประตูในแต่ละปีก็น่าสนใจ ลิเวอร์พูลมีสถิตินักเตะ 17 คนช่วยกันยิงประตูใน 1 ฤดูกาล มาสามครั้ง คือ  ในฤดูกาล2019-20, 2015-16 และ1911-12 ในปีนี้ต้องลุ้นกันว่าจะมีนักเตะช่วยกันทำประตูได้มากกว่า 17 คนหรือไม่

นอกจากนั้นตัวเลขการสร้างสรรค์โอกาสก็อาจจะพัฒนาขึ้นได้ จากการที่หงส์แดงมีหน้าเป้าอย่างนูเญชมาช่วยเซฟการเสียโอกาสไป ฤดูกาลก่อน หงส์แดงสร้างโอกาสยิงไปแล้ว 555 ครั้ง มากกว่าแมนฯ ซิตี้ที่ตามมาในส่วนนี้เป็นอันดับ 2 อยู่ 19 ครั้ง และมากกว่าอาร์เซนอลที่เป็นอันดับ 3 ถึง 127 ครั้ง

จาก 555 ครั้งนี้ ออปตา บริษัทเก็บสถิติชื่อดังเผยว่ามีถึง 113 ครั้งที่จัดอยู่ในประเภท ‘โอกาสทอง’ ที่มีโอกาสที่จะทำประตูได้สูงซึ่งมากที่สุดในลีก แปลว่า 20.4 เปอร์เซ็ต์ของโอกาสทั้งหมดถูกนับเป็นโอกาสทอง และการมาของนูเญชอาจจะมาช่วยยกระดับสถิติเหล่านี้ให้ดีขึ้นก็ได้

แนวรับแข็งแกร่งได้อีก

ลิเวอร์พูล ได้รับคำชื่นชมอย่างมากกับสไตล์การเล่นเกมบุกที่ดุดัน และเน้นเอนเตอร์เทนแฟนบอล อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งจุดเด่นของพวกเขาก็คือ เกมรับ ที่แข็งแกร่งและเสียประตูยาก นับตั้งแต่การก้าวมาของฟานไดจ์คกองหลังจอมแกร่ง และการปรับสไตล์การเล่นที่เพรสแดนบนจนคู่แข่งแทบไม่มีโอกาสบุกหงส์แดง ก็ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เก็บคลีนชีตและเสียประตูน้อยมากในแต่ละปี

เมื่อปีที่แล้วหงส์แดงเก็บคลีนชีตในพรีเมียร์ลีกไปได้ถึง 21 ครั้งมากที่สุดในลีกเท่ากับซิตี เทียบเท่ากับปี 2018-2019 ที่หงส์แดงแพ้แมนซิตีไปเพียง 1 แต้มเช่นกัน อลิสซง เบคเกอร์มือทวารมือหนึ่งของหงส์แดงก็มีลุ้นในการเก็บคลีนชีตให้ได้มากที่สุดคือ 21 ครั้งที่ตัวเองเคยทำได้ในปี 2018-2019

การกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้งของฟานไดจ์คก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกมรับของหงส์แดงปีนี้น่าจับมามองมาก เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค อยู่ลิเวอร์พูลมาแล้วเกือบ 5 ปี เขาลงสนามให้ลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว  66 เกมส์ด้วยกันที่แอนฟิลด์ และยังไม่เคยแพ้ที่แอนฟิลด์ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษแม้แต่ครั้งเดียว ชนะ 57 ครั้ง เสมอ 9 ครั้ง และ 34 เกมส์ที่ลิเวอร์พูลไม่เสียประตูเลย เมื่อฟานไดจ์คอยู่ในสนาม เมื่อผนวกกำลังกับมาติปและโกนาเตที่แกร่งไม่แพ้กัน บางทีปีนี้เราอาจจะได้เห็นหงส์แดงทำสถิติเกมรับทะลุเป้าในหลายอย่าง

การดันขึ้นสูงของหงส์แดงนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในเกมรับ โดยค่าเฉลี่ยลำดับการเล่นของลิเวอร์พูลจะเริ่มต้นที่ 45.6 เมตรจากเส้นประตูของพวกเขาเอง และอีกทีมที่สูงใกล้เคียงกันคือแมนฯ  ซิตี้ที่ 45.2 เมตร และไบรท์ตัน 43.9 เมตร แนวรับที่สูงนี้ทำให้หงส์แดงมีโอกาสจับล้ำหน้าคู่แข่งมากขึ้น ในฤดูกาลล่าสุดรวมแล้วถึง 121 ครั้งที่หงส์แดงจับล้ำหน้าคู่แข่งได้ ห่างจากซิตี้ในอันดับสองที่ตามมาที่ 71 ครั้ง

ผู้เล่น/โค้ช ต่างมีสถิติที่น่าสนใจ

ไม่ใช่แค่ในระดับสโมสร แต่ในระดับรายบุคคล และแม้แต่โค้ชเองก็มีสถิติที่รอให้พวกเขาทำลายหรือทำให้ดีขึ้นได้ ขอเริ่มที่คลอปป์ก่อน ที่เขาต้องการให้ลูกทีมทำประตูอีกแค่ 7 ลูก ก็จะได้ฉลองประตูที่ 800 กันอย่างแน่นอนในซีซั่นใหม่ คลอปป์พาหงส์แดงเล่นในถ้วยยุโรปมาแล้ว 73 นัด และต้องการอีกเพียง 13 นัดก็จะทำให้เขากลายเป็นนายใหญ่ เร้ด แมชีน ที่คุมทีมลงเล่นเกมระดับทวีปมากที่สุด (ราฟาเอล เบนิเตซ, 85นัด) ซึ่งจำนวน 13 นัดจะเท่ากับว่าต้องพาหงส์แดงเข้าชิง UCL ได้อีกครั้งนั่นเอง

อีกหนึ่งคนที่มีโอกาสสร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเองและสโมสรคือน้าเจมส์ ที่หากเขาได้ลงเล่นเกมสุดท้ายของลีกในฤดูกาลนี้กับนักบุญ เขาจะกลายเป็นผู้เล่นหงส์แดงที่มีอายุเยอะที่สุดที่ลงสนามในวัย 37 ปี 4 เดือน 24 วัน ทำให้เขาแก่กว่า แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ แปดวัน แน่นอนว่าหากเขาทำประตูได้ก็จะกลายเป็นนักเตะหงส์แดงที่อายุมากที่สุดที่ทำประตูได้

เช่นเดียวกับโม ซาลาห์  หากเขาทำประตู ฟูแล่ม ในเกมเปิดซีซั่นได้ เขาก็จะกลายเป็นนักเตะคนแรกที่ซัดประตูได้ในเกมเปิดหัวหกปีติดต่อกัน ขณะเดียวกัน ซาลาห์ ต้องการตะบันประตูอีก 30 ลูกเพื่อไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งดาวซัลโวอันดับห้าของถิ่น แอนฟิลด์ แทนที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ด้วย

นอกจากนั้นนักเตะหงส์แดงจำนวนมากยังจะมีโอกาสปักหมุดการลงเล่นให้หงส์แดงมากขึ้นตามลำดับด้วย เฮนเดอร์สันลงเล่นอีก 50 นัดจะลงครบ 500 นัด ฟีมิโน่ลงเล่นอีก 22 นัดก็จะลงครบ 350 นัด มิลเนอร์ต้องการอีก 10 นัด จะครบ 300 นัด เทรนท์ต้องการอีก 23 นัด ร็อบโบ้ต้องการอีก 25 นัดก็ตะลงครบ 250 นัด  อลิสซงต้องการอีก 16 นัด ฟานไดจ์คต้องการอีก 18 นัด ฟาบิญโญ่ต้องการอีก 29 นัด และมาติปต้องการอีก 33 นัด ก็จะลงเล่นครบ 200 นัด ให้หงส์แดง

ส่วน นูเญชและคาร์วัลโญ่ต้องการลงเล่นอีก คนละ 1 นัดก็จะได้นับหนึ่งในพรีเมียร์ลีกให้หงส์แดง