เจาะลึก 3 ประเด็น “เครื่องร้อนช้า” ภัยไม่เงียบของหงส์แดง

หนึ่งในปัญหาการเล่นของหงส์แดงตลอด 3 เกมที่ผ่านมาคือ พวกเขาต้องตกเป็นฝ่ายตามคู่แข่งทุกเกม ตามฟูแล่ม 1-0, ตาม 2-1, ตามพาเลซ 1-0, และล่าสุดก็ตามแมนยูถึง 2-0 สองเกมแรกหงส์แดงสามารถทำประตูไล่ตีเสมอได้ แต่ในเกมกับแมนยู ทำได้แค่ตีตื้นมา 2-1 และแพ้ไปในที่สุด

อาการตามหลังคู่แข่งแบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เมื่อนับตามสถิติจะพบว่า เฉพาะในเกมลีกหงส์แดงตกเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่งไปแล้ว 7 เกมติดต่อกันรวมเกมกับแมนยูด้วย โดยเป็นการเสมอ 3 ชนะ 3 และแพ้ 1 เกม รวมเก็บได้ 12 แต้มจากคะแนนเต็ม 21 แต้ม

หากเราเอาเลข 7 เป็นตัวตั้ง ลิเวอร์พูลเองก็เคยมีช่วง 7 เกมที่เล่นได้ไม่ดีในลีกเหมือนกัน ช่วงหนึ่งคือเกมที่ 20-26 ในปี 2016-2017 แพ้ 3 เสมอ3 ชนะแค่ 1 เก็บได้ 6 แต้ม, เกมที่ 4-10 ปี 2017-2018 แพ้ 2 ชนะ 2 เสมอ 3 เก็บได้ 9 แต้ม. และที่หนักที่สุดคือปี 2020-2021 เกมที่ 22-28 เราแพ้ถึง 6 เกมและชนะแค่ 1 เกม เก็บได้แค่ 3 แต้ม นั่นคือช่วงเวลาที่หงส์แดงแพ้ในบ้านติดต่อกัน 6 เกม

ปัญหาของการโดนคู่แข่งนำก่อน 7 ครั้งติดต่อกันในลีกนี้ ถูกสรุปตามหน้าสื่อว่าเป็น “เครื่องร้อนช้า” ของหงส์แดงมากกว่า เพราะ 3 เกมสุดท้ายในฤดูกาลก่อน หงส์แดงก็โดนนำก่อน แต่ก็เร่งเครื่องจนแซงชนะได้ ในเกมกับฟูแล่มและพาเลซหลายคนก็ยังเชื่อว่าหงส์แดงจะเร่งเครื่องแซงได้เหมือนเช่นเคย แต่เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นเลยในสามเกมแรกของหงส์แดงปีนี้

ปัญหาเครื่องร้อนช้าที่ว่า จึงไม่แค่การรอเครื่องร้อนแล้วรัวแซงคู่แข่งจนชนะเหมือนอย่างที่เคยทำได้มาก่อน ดูเหมือนมันจะมากกว่าแค่ปัญหานักเตะบาดเจ็บไม่พร้อม เป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะ แม้เราจะสรุปไม่ได้ว่า นี่เป็นช่วงที่แย่ที่สุดของเรา เพราะเราเคยผ่านช่วงที่หนักหนามาก่อน แต่เราสามารถบอกได้ว่า นี่คือช่วงเวลาที่ไม่ปกติของลิเวอร์พูลอย่างยิ่ง

โรเบิร์ตสัน เป็นนักเตะคนแรกในทีมที่พูดถึงประเด็นการต้องไล่ตามคู่แข่งบ่อยว่ากำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของหงส์แดงแล้ว โรเบิร์ตสันบอกหลังเกมแพ้แมนยูว่า “การปล่อยให้ทีมอื่นยิงนำก่อนทุกนัดไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะเป็นการทำให้งานมันยากขึ้น เราต้องเปลี่ยนแปลงการออกสตาร์ตช้าแบบนี้

“มีเพียงนัดกับพาเลซเท่านั้นที่เราออกตัวดีแต่ก็ยังโดนนำก่อน ในพรีเมียร์ลีกจะทำแบบนี้ไม่ได้ ทีมต้องทำงานหนักทันทีและเป็นหนึ่งเดียวกัน เรื่องแบบนี้ในห้องแต่งตัวมันพูดได้แต่ก็ต้องลงมือทำด้วย ต้องเริ่มเกมให้ดี สร้างแรงกดดันให้ทีมอื่นไม่ใช่เล่นกันแบบนี้”

อาการเครื่องร้อนช้า จึงไม่ใช่แค่ปัญหาที่เราเห็นในสนาม แต่มันกำลังเป็นที่วิตกกังวลในหมู่นักเตะด้วย และทุกครั้งที่หงส์แดงเข้าสู่สภาวะแบบนี้ มันมักจะเป็นสัญญาณเตือนถึงอะไรบางอย่างให้เรารู้ บทความนี้จะลองมาวิเคราะห์ให้ดูว่า อาการเครื่องร้อนช้าของหงส์แดงรอบนี้มันผิดปกติยังไง และมันกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรถึงหงส์แดงบ้าง

เกินขีดจำกัด

สัญญาณที่ส่งออกมาชัดเจนมากก็คือ นักเตะของหงส์แดงแต่ละคนโดยเฉพาะตัวหลักที่กรำศึกหนักมาจากฤดูกาลที่แล้ว มีอาการล้าปรากฏให้เห็นชัด ความตื่นตัว ความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง มีน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เราอาจจะพูดโดยภาพรวมว่าตอนนี้นักเตะหงส์แดงใช้ร่างกายของตัวเองมาเกินขีดจำกัดมากแล้ว แม้พวกเขาจะยังมีจิตใจที่สู้ แต่ก็เกินต้านสภาพร่างกายของพวกเขาเอง

63 เกมใน 1 ฤดูกาล กลายเป็นสถิติลงเล่นที่มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว เมื่อเราลองย้อนกลับไปดูจำนวนการแข่งขันทั้งหมดของหงส์แดงในช่วง 5 ปีหลัง คือ 56 เกม 53 เกม 57 เกม 52 เกม และ 63 เกมตามลำดับ หมายความว่าฤดูกาลล่าสุดหงส์แดงลงเล่นเกินจากที่ตัวเองเคยลงเล่นประมาณ 6-11 เกมเลยทีเดียว

หากเราลองตัดจบฤดูกาลก่อนของหงส์แดงลงที่ 57 เกม ที่เคยลงเล่นสูงสุด จะจบลงด้วยเกมที่หงส์แดงเอาชนะ ได้ 2-3 และเกมนั้นคือจุดเริ่มต้นของการโดนนำก่อน เพราะในเกมนั้นหงส์แดงถูกนำไปก่อน 2 ประตู จากนั้นจึงยิง 3 ประตู แซงชนะไปได้ในท้ายที่สุด นับเป็นสัญญาณเตือนของอาการ “เครื่องร้อนช้า”

หากเรานับว่าจำนวน 6 เกมที่เกินมาจาก เกมที่ 57 คือการลงเล่นที่ฝืนสภาพร่างกายโดนปกติของหงส์แดงแล้วละก็ เราจะเห็นความจริงที่น่าตกใจ เพราะหลังจากนั้นอีก 6 เกมรวมทุกรายการ หงส์แดงไม่สามารถทำประตูขึ้นนำคู่แข่งได้ก่อนเลย สเปอร์, วิลล่า, เชลซี (นัดชิง FA คัพ), นักบุญ, วูล์ฟ, และนัดชิง UCL กับมาดริด หงส์แดงไม่สามารถยิงคู่แข่งได้ก่อนเลย และเป็นฝ่ายโดนนำก่อนถึง 5 เกม มีเพียงนัดชิงกับเชลซีที่ยิงกันในเวลาไม่ได้จนต้องยิงจุดโทษ

แต่ไหนแต่ไรมา เรามักจะเห็นว่ารูปแบบการเข้าทำของหงส์แดงคือ การพยายามโจมตีเร็วจนคู่แข่งตั้งตัวไม่ได้ และได้ประตูนำเร็ว เพื่อครองเกมไว้กับตัวเอง นั่นเป็นรูปแบบที่เราเห็นจนชิน และเป็น 1 ในสิ่งที่หงส์แดงต้องทำให้ได้ในแต่ละเกม หากพวกเขาอยากจะมีงานที่ง่าย

นักเตะของลิเวอร์พูลใช้พลังงานที่มีทั้งหมดทุ่มไปกับ 6 เกมส่วนต่างสุดท้ายของฤดูกาลที่แล้ว โดยที่ทั้งพวกเขาและทีมงานต่างก็ไม่ได้คิดเลยว่า มันจะมีผลกระทบอย่างไร ทุกคนทำด้วยความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ เรามีหวังกับมัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลิเวอร์พูลสูญเสียพลังงานจำนวนมาก ขูดรีดพลังงานในอนาคตมาใช้

ใน 6 เกมส่วนเกินนั้น เราทำได้แค่ตามตีเสมอสเปอร์ส 1-1 คนเสียโอกาสในการลุ้นแชมป์ลีก มันจึงต้องรีดเค้นเอาพลังมหาศาลมาลุ้นกันตัวโก่งในอีก 4 เกมสุดท้ายของลีก ขณะที่เกมนัดชิงกับ มาดริด ลิเวอร์พูลแทบจะไม่เหลือแรงวิ่งแล้ว พวกเขาเจาะแนวรับมาดริดไม่ได้ และแนวทางที่หงส์แดงต้องการประตูนำก่อน ก็ใช้ไม่ได้ในเกมนั้น และอันที่จริงก็ใช้ไม่ได้มาก่อนหน้านั้น 5-60 เกมแล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น ปรีซีซั่นที่ต้องเดินทางข้ามทวีปไปมาก็ช่างมาได้เหมาะเจาะเหลือเกิน นักเตะของหงส์ได้ฟิตซ้อมกันจริงจังแค่ 1 สัปดาห์ก่อนเจอกับแมนซิตีในเกมคอมมูนิตีชิลด์เท่านั้น หากเป็นปีก่อน ๆ พวกเขาจะต้องมีอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์หลังจบฤดูกาลในการลงซ้อมและค่อย ๆ เร่งคาวมฟิต

แต่ดูเหมือนว่าฤดูกาลที่แล้วของหงส์แดงที่แสนยาวนาน  มาบรรจบกับฤดูกาลที่รวดเร็วและตารางปรีซีซั่นที่ไม่ได้อยู่นิ่ง นักเตะจึงเหมือนถูกเร่งให้ทำความฟิตถึงเกณฑ์ นี่คืออาการที่เราเรียกกันว่า “กรอบ” ข้างนอกดูแข็งแร็ง แน่นหนา แต่ข้างในกรอบ กลวง ไร้น้ำหนัก

ไม่ใช่ไม่พอ แต่ไม่พร้อม

การที่นักเตะกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของทีมเล่นเกินขีดจำกัดของตัวเองมาในฤดูกาลก่อน ไม่ได้พักเต็มที่ ถูกเร่งให้ลงสนาม มันก็ส่งผลตามมาอย่างมากเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บและความฟิตของนักเตะ ผมเชื่อว่าในโลกนี้ ไม่มีนักเตะทีมไหนลงแข่งมากกว่าหงส์แดงแล้วในปีที่แล้ว และผมเชื่อว่าตลอดทั้งชีวิตการเป็นนักเตะอาชีพของพวกเขา พวกเขาก็ไม่เคยลงเล่นมากมายเกินขีดจำกัดของตัวเองขนาดนี้

นักเตะหงส์แดงทยอยบาดเจ็บไป 10 กว่าคน และที่ลงเล่นได้ก็มีปัญหาการเล่นในแทบทุกตำแหน่ง แดนหลังเราจะเห็นเลยว่า ฟานไดจ์ค เองไม่ได้เหนี่ยวแน่นเหมือนเดิม เขาเจ็บไป 1 ปีเต็มเพื่อกลับมาลงเล่นในฤดูกาลที่หนักหนาอย่างปีที่แล้ว นั่นอาจจะเป็นผลข้างเคียง รวมไปถึงสัญญาณเตือนคลอปป์ว่า ฟานไดจ์คอาจจะกำลังสุ่มเสี่ยง แต่นั่นแหละ ในเมื่อแผงหลังคนอื่นเจ็บระนาว มันก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้ว

ในแดนกลาง ฟาบิญโญ่กับเฮนเดอร์สัน แสดงความไม่ฟิต ไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์และอาการล้าออกมาให้เห็นชัดตั้งแต่ปลายฤดูกาลก่อนแล้ว ติอาโก ก็ชิงเก็บไปก่อน โจนส์ แชมเบอร์เลน เกอิตา ที่ถูกมองว่าจะกลับมาช่วยแบ่งเบาเฮนเดอร์สันกับฟาบิญโญ่ในปีนี้ก็ด่วนเจ็บกันไปก่อน เราจึงต้อง “เข็น” นักเตะลงเล่น แค่แดนกลางกับกองหลังเราเดี้ยงขนาดนี้มันก็สะท้อนออกมาผ่านผลการแข่งขันชัดเจน

ผมเห็นด้วยกับคลอปป์ว่า การซื้อนักเตะเข้ามาตอนนี้ไม่ช่วยอะไร เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนนักเตะเท่านั้น แต่มันอยู่ที่นักเตะกว่า 7-8 คนที่ลงเล่นตัวหลักให้ทีมได้ ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานต่างหาก สภาพร่างกายของพวกเขามันแบกรับขีดจำกัดมามากเกินไป

นั่นเท่ากับว่าหากคุณจะซื้อนักเตะเข้ามา เพื่อหวังจะให้เราเล่นได้ดีขึ้น อาจจะต้องซื้อมาไม่ต่ำกว่า 5-6 คน ถึงจะช่วยเติมเต็มพลังงานของทีมได้ เพื่อที่คลอปป์จะได้มีเวลาในการพักผู้เล่นอย่าง ฟานไดจ์ค อาร์โนล์ด ฟาบิญโญ่ เฮนเดอร์สัน ให้ร่างกายของพวกเขาฟื้นคืนสภาพเดิม แต่ไม่ใช่ว่าซื้อไม่ได้ ซื้อได้แต่ต้องเป็นนักเตะที่ใช่กับทีมทั้งในระยะสั้นและยาว

ปรับวิธีการเล่นคือคำตอบ

ด้วยสภาพการณ์ที่ผมอธิบายมา มันจึงทำให้หงส์แดงไม่สามารถเล่นได้ในสไตล์เดิม ๆ ที่พวกเขาเคยทำได้ จนกว่าจะถึงเวลาที่นักเตะหลักของทีมฟิตพอ เราจึงเห็นว่า 3 เกมแรกนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลิเวอร์พูลไม่สามารถเล่นเพรสซิ่งได้เลย ไล่ไม่จน ขาดความแม่นยำ แต่หงส์แดงยังอยากจะเล่นเหมือนเดิมคือพยายามทุ่มสพรรพกำลังไปที่ต้นเกมเพื่อหวังเอาประตูแรกให้เร็ว แล้วจะเข้าเกมของตัวเองได้

ลิเวอร์พูลพยายามบุกอย่างหนัก ดันหลังขึ้นสูง พยายามทำให้ได้เหมือนเดิม แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเร่ง ยิ่งเสีย ยิ่งเร่งยิ่งรวน และพลังงานก็หมดไปเรื่อย ๆ ทำให้การเร่งเครื่องไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย และจาก 3 เกมที่ลงเล่นผมมั่นใจว่า คู่แข่งต่างรู้แล้วว่าลิเวอร์พูลทีมนี้กรอบมากและพร้อมจะพลาดให้พวกเขาเสอม การตั้งรับแล้วรอสวนกลับจึงเป็นไม้ตายพิชิตหงส์แดงได้ เพราะหงส์แดงเอาพลังงานที่เหลือทั้งหมดมาเดิมพันกับประตูแรกเสียแล้ว จนไม่เหลือกำลังป้องกันทีมเลย นั่นคือโอกาสของคู่แข่ง

ในมุมมองของผม ต้องเน้นย้ำว่าในมุมองของผมเองที่เป็นเพียงคนดู ผมมองว่า วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นคือการแก้ที่วิธีการเล่นและทัศนคติในการเล่นของทีมก่อน คลอปป์ต้องยอมรับว่าทีมไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะเล่นเกมเพรสซิ่งหรือใช้จังหวะการเล่นที่รวดเร็วเหมือนก่อนได้

อย่างที่คลอปป์เองก็บอกว่า หากหงส์แดงเล่นได้เหมือนเดิม เล่นได้ดีขึ้นอีกนิด ยิงคมขึ้นอีกหน่อย เราคงชนะเกมกับแมนยูไปแล้ว นั่นก็ถูก แต่คำว่าอีกนิดของคลอปป์มันอาจจะเกินขีดจำกัดของนักเตะไปแล้ว ผมไม่เก่งขนาดจะไปแนะนำคลอปป์ได้ว่าต้องเล่นแบบไหน

เพียงแต่หากหงส์แดงยังฝังความคิดที่ว่าพวกเขาต้องพุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น ต้องไล่บี้ ต้องพยายามทำให้ได้ในจุดเดิม ซึ่งพวกเขาเร่งไม่ขึ้นมา 7 เกมติดในลีกและ 10 เกมติดรวมทุกรายการแล้ว บางทีวิธีคิดที่ไม่ยอมรับว่ามันเกินขีดจำกัดของร่างกายนักเตะแล้วนี่แหละที่อันตรายมาก เพราะมันเสี่ยงที่ทีมจะพัง เฮนเดอร์สัน ฟาบิญโญ่ ฟานไดจ์ค เจ็บไม่ได้เลย แต่พวกเขากลับอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงมากจากการใช้งานร่างกายหนัก

โจทย์ตอนนี้ของหงส์แดงไม่ใช่เรื่องเครื่องช้า หรือการเร่งเครื่อง แต่เป็นการรักษาสภาพเครื่องไม่ให้พังไปกว่านี้ และใช้งานเครื่องอย่างถูกวิธี โดยที่เรายังสามารถหวังถึงผลลัพธ์ที่ดีของทีมได้ด้วย แทนที่จะคิดว่า ทำยังไงทีมจึงจะได้ประตูแรกก่อนคู่แข่ง ลองเปลี่ยนมาคิดว่า ทำอย่างไรเราจึงจะไม่เสียประตูแรกให้คู่แข่งเร็วเกินไป อาจจะดีกว่า ผมหวังว่าหลังจากการกลับมาของนูเญช มันจะทำให้วิธีการเล่นที่คลอปป์อาจจะเตรียมมาอยู่แล้วได้ใช้งานมากขึ้น