บ็อบบี้บุตรแห่งคลอปป์ 5 ความสำคัญของฟีร์มิโน่กับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้

ผลงานกระฉูดของฟีร์มิโน่เมื่อคืนที่แอสซิสต์ 3 ลูก และยิงเองอีก 2 ลูก ช่วยให้หงส์แดงเปิดบ้านถล่มบอร์นมัธไป 9-0 ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีชชิ้นหนึ่งของเขาที่จะถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่มีการหยิบยกเรื่องการชนะทีมมากที่สุดของทีม ผู้คนก็จะนึกถึงเกมนี้ และเมื่อนึกถึงเกมนี้ผู้คนก็จะนึกถึงฟีร์มิโน่กับฟอร์มการเล่นของเขา

นอกจากโชว์ผลงานยอดเยี่ยมในเกมนี้เขาเองก็ปลดล็อคหลายอย่าง ทั้งเรื่องการกลับมาทำประตูในแอนฟิลด์ได้อีกครั้งในรอบ 20 เกมหลังสุดซึ่งกินเวลานานกว่า 2 ปี และการทำประตูที่ 100 ให้กับหงส์แดงรวมทุกรายการ พอผลงานดี สิ่งที่คนเริ่มกลับมาพูดกันอีกก็คือ สถานการณ์ของฟีร์มิโน่ กับหงส์แดง เพราะเขายังเหลือสัญญากับทีมจนถึงแค่จบฤดูกาลนี้เท่านั้น บวกกับการที่นูเญชเข้ามาหลายคนก็มองว่า บทบาทของฟีร์มิโน่ในทีมจะยังมีมากน้อยแค่ไหน

ช่วงก่อนเปิดฤดูกาลหากจำกันได้ อยู่ดี ๆ ก็มีข่าวจากอิตาลีหนาหูเข้ามาว่า ยูเวนตุส ต้องการกองหน้าชาวบราซิลของหงส์แดงไปร่วมทีมในราคาแสนถูก 19ล้านปอนด์ กับสัญญาที่เหลืออยู่อีกแค่ 1 ปี ประกอบกับสื่ออังกฤษสายเต้า ก็เล่นข่าวว่าเบื้องบนของหงส์แดง “กดดัน” มาทางคลอปป์ว่าให้รีบจัดการสัญญาฟีร์มิโน่ให้เรียบร้อย ว่าจะขายหรือเก็บไว้ใช้งาน เพราะสโมสรไม่อยากปล่อยใครฟรี ๆ อีกแล้ว

แม้จะเป็นเกมที่เล่นกับบอร์นมัธ ที่สภาพทีมเป็นรองหงส์แดงมาก จนหลายคนมองว่านั่นเป็นเหตุผลที่ฟีร์มิโน่เล่นง่าย แต่อย่าลืมว่า แม้จะเล่นง่ายขนาดไหน ซาลาห์ นักเตะเบอร์หนึ่งของทีมเองก็ยังไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลย ต่อให้จะมองแบบนั้น แต่ผลงานของฟีร์มิโน่ก็ยังยอดเยี่ยม และแสดงให้เห็นว่าเขาน่าจะยังมีประโยชน์กับทีมอีกมาก และนี่คือ 5 เหตุผลที่ผมจะมาบอกแฟนหงส์ว่า ทำไมฟีร์มิโน่ยังสำคัญมากกับหงส์แดงในฤดูกาลนี้

นี่คือบุตรแห่งคลอปป์

จะพูดว่าลิเวอร์พูลจะไม่มีทางได้แชมป์ UCL เมื่อปี 2019 และไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2020 หากไม่มีนักเตะชื่อว่าฟีร์มิโน่อยู่ในทีมก็ไม่ผิดนัก คลอปป์ มาคุมทีมหงส์แดงโดยพกระบบการเล่นเดิมมา ก่อนที่เขาจะพบว่าในทีมนี้มียอดนักเตะคนหนึ่งที่จะช่วยให้ทีมหงส์แดงดูมีอนาคตขึ้น

เขาค้นพบว่าฟีร์มิโน่มีดีกว่าที่จะเล่นเป็นเบอร์ 10 หรือหน้าต่ำ และพบว่าวิธีการเล่นของฟีร์มิโน่ที่อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักในตำแหน่งกองหน้าปกติ ในเรื่องของการเชื่อมเกม ไล่บอล เพรสซิ่ง ลงมาล้วงบอลเกินครึ่งสนาม นั่นไม่ใช้หน้าที่ของกองหน้าที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อคลอปป์ปรับให้เขาเล่นเป็น F9 หรือหน้าตัวหลอก คุณสมบัติเหล่านั้นกลับทรงคุณค่าและทำให้เขาโดดเด่นกว่าใครในตำแหน่งนี้

ไม่ผิดนักที่คลอปป์จะเคยบอกว่า ฟีร์มิโน่คือกองหน้าที่ดีที่สุดที่เขาเคยร่วมงานมา และไม่ผิดเลยที่คลอปป์จะบอกว่า ฟีร์มิโน่คือหัวใจสำคัญของทีม เพราะใน 3-4 ฤดูกาลที่ผ่านมา แผนการเล่นของคลอปป์มีฟีร์มิโน่เป็นศูนย์กลาง ในยามที่ฟีร์มิโน่ทำประตูไม่ได้ แต่คลอปป์จะบอกว่า นั่นไม่ใช่หน้าที่สำคัญของฟีร์มิโน่ และปกป้องสไตล์การเล่นและการทำงานของเขาเสมอ

ไม่มีใครเชื่อมั่นและใช้งานฟีร์มิโน่ได้ยอดเยี่ยมไปกว่าคลอปป์แล้ว นี่คงเป็นสิ่งที่ฟีร์มิโน่เองก็อาจจะรู้ดีที่สุด ในช่วงชีวิตหนึ่งของนักเตะบราซิลในตำแหน่งกองหน้าที่ไม่ได้มีลีลาบาดใจ การยิงประตูระดับเทพ หากไม่ได้ร่วมงานกับคลอปป์ เส้นทางอาชีพของเขาอาจจะไม่ประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่องมากมายขนาดนี้

นี่เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคลอปป์และฟีร์มิโน่ ที่พวกเขาต่างรู้ดีว่าอยากทำงานร่วมกันมากแค่ไหน ในวันที่พ่อทางโลกลูกหนังของเขากำลังเดือดร้อน และย่ำแย่จากผลงานที่หนักหนามา 3 เกม ฟีร์มิโน่ในฐานะลูก เขาทำให้พ่อคนนี้ไม่ผิดหวัง ผลงานของเขาในคืนนี้มันตอบแทนทุกความไว้ใจของคลอปป์ ช่วยทำให้คลอปป์มีเวลาพักหายใจหายคอจากกองทัพสื่อ และที่สำคัญมันทำให้โมเมนตัมของทีมหมุนกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง

หงส์แดงไม่มีมาเน่แล้ว

ลองนึกเล่น ๆ ว่าหากหงส์แดงซื้อทั้งดิอาช นูเญช และคาร์วัลโญ่มา โดยที่ไม่เสียมาเน่ไป ตอนนี้หงส์แดงจะมีนักเตะแดนหน้าเยอะขนาดไหน และลองคิดดูว่าหากมาเน่ยังอยู่ โอกาสในการลงเล่นของฟีร์มิโน่คงจะลดน้อยลงมาก และการจากลาอาจเป็นเรื่องจำเป็นในที่สุด

ฤดูกาลที่แล้ว ฟีร์มิโน่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ความฟิต ที่ทำให้เขาไม่สามารถดึงศักยภาพของตัวเองที่เคยทำได้มาช่วยทีมได้ หรือพูดแบบไม่เกรงใจก็คือ ฟอร์มตก นั่นเอง ขณะที่โจตา ที่ลงเล่นในตำแหน่งเดียวกับเขาได้ และทำผลงานได้น่าประทับใจโดยเฉพาะการจบสกอร์ที่ค่อยข้างใช้โอกาสไม่เปลือง แต่ก็มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนเป็นช่วง ๆ

จนทำให้คลอปป์ต้องแก้ลำด้วยการโยกมาเน่มาเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าชั่วคราวแทน และมาเน่เองก็ทำผลงานในตำแหน่งนี้ได้ดีเยี่ยม จนยึดตัวจริงถาวรแม้ในวันที่ฟีร์มิโน่และโจตาฟิตก็ยังต้องถอยให้มาเน่ หากมาเน่ยังอยู่ต่อ ยังไงเสียเขาจะต้องได้เล่นตำแหน่งนี้แน่ เพราะมันลงตัวมาก ๆ กับการเล่นกับดิอาชและซาลาห์

หากมาเน่ยังอยู่และทีมมี นูเญช โจตา  ชะตาของฟีร์มิโน่คงกร่อยน่าดู แต่เมื่อไม่มีมาเน่ ความสำคัญของฟีร์มิโน่ก็กลับมาทันที เพราะตอนนี้โจตาก็ดันมาเจ็บแฮมสตริงอีกคน ทำให้ในตำแหน่งหน้าเป้าหรือหน้าหลอกนั้นเหลือเพียงฟีร์มิโน่กับนูเญช ที่มาใหม่และต้องการเวลาในการปรับตัวซึ่งไม่รู้ว่านานแค่ไหน ดังนั้นฟีร์มิโน่ที่เล่นเข้าขากับซาลาห์ รู้ระบบของคลอปป์ดี จะได้เป็นตัวหลักของทีมในช่วงต้นฤดูกาลค่อนข่างแน่ และเกมกับบอร์นมัธก็ชัดเจนว่า ใช่วงเวลาที่คับขันเขายังเป็นที่พึ่งให้ทีมได้

เปลี่ยนผ่านระบบการเล่น

คลอปป์ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมคอมมูนิตี ชิลล์ ถึงฟีร์มิโน่ว่า “วิธีการเล่นของพวกเราในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เป็นไปได้เพราะบ็อบบี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงรู้สึกมีความสุขที่เห็นเขาฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ในช่วงปรีซีซั่น ผมไม่มีปัญหาเลย สำหรับผม ไม่เคยสงสัยในคุณภาพของเขา ทุกอย่างที่เหลือต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไรในปีนี้ เขามีความสำคัญกับเรามาก”

จากบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ คลอปป์แสดงให้เห็นสิ่งสำคัญอยู่ 2 อย่างเกี่ยวกับฟีร์มิโน่คือ เขายังสำคัญกับระบบการเล่นของทีม และอีกหนึ่งคือฟีร์มิโน่กลับมาฟิตแล้ว เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกันจึงหมายความว่าฟีร์มิโน่ พร้อมจะเป็นตัวเลือกในการเล่นของทีมแน่ ๆ ในฤดูกาลนี้

และเราก็เห็นแล้วว่าคลอปป์เลือกฟีร์มิโน่ลงก่อนนูเญชทุกนัด มีเพียงเกมที่นูเญชโดนใบแดงเท่านั้นที่เขาไม่ฟิตพอลง แต่นอกนั้น 3 เกมเขาลงตัวจริงก่อน และผมเชื่อว่าต่อให้นูเญชกลับมา บางทีก็อาจจะต้องนั่งสำรองฟีร์มิโน่ต่อไปสักระยะ

คลอปป์จะบอกว่าตลอด 2-3 ปีที่หงส์แดงโชว์ผลงานยอดเยี่ยม เพราะระบบการเล่นของทีมมีฟีร์มิโน่เป็นจุดศูนย์กลาง แม้ในการสัมภาษณ์หลัง ๆ ไม่มีประโยคไหนหรือบทสัมภาษณ์ใดเลยที่คลอปป์ยังยืนยันว่า ฟีร์มิโน่จะยังเป็นศูนย์กลางของระบบการเล่นของทีมต่อไป

พูดอีกนัยหนึ่งคือ คลอปป์ไม่การันตีว่าจะไม่ปรับเปลี่ยนระบบการเล่น แท้จริงแล้วหลายบทสัมภาษณ์มีนัยของการเปลี่ยนแปลงมาก ฟีร์มิโน่สำคัญ เคยเป็นศูนย์กลางของระบบ แต่อนาคตอาจไม่ใช่แล้ว เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่าด้วยวัยเขาไม่สามารถยืนระยะได้เหมือนเมื่อก่อน

แต่ฟีร์มิโน่ยังมีความสำคัญ ในการช่วยให้คลอปป์เปลี่ยนผ่านระบบการเล่นของทีม การย้ายศูนย์กลางของทีม อย่างค่อยเป็นค่อยไปที่สุด เพราะฟีร์มิโน่เป็นนักเตะที่เข้าใจแผนการเล่นของคลอปป์มากที่สุด สามารถทำให้แผนการเล่นในหัวของคลอปป์ออกมาเป็นรูปธรรมได้ และเขาจะมีประโยชน์มากในการช่วยให้ทีมเปลี่ยนผ่านระบบการเล่นได้ ในยามที่ทีมมีการปรับเปลี่ยนเยอะแบบนี้

นูเญช ยังต้องการเวลา ประสบการณ์และการเรียนรู้บางอย่างจากฟีร์มิโน่ คลอปป์อาจจะเปลี่ยนระบบการเล่นบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาจะไม่เปลี่ยนคือหัวใจของทีมอย่างการเพรสซิ่ง การเล่นเป็นทีมเวิร์ค การประสานงานกันในแดนหน้า ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้มันได้จากฟีร์มิโน่

หากเราสังเกตจากการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในเกมแรกกับฟูแล่ม คลอปป์จะให้ฟีร์มิโน่ลงเล่นก่อน โดยเล่นระบบเดิม เข้าทำแบบเดิม แล้วค่อยเปลี่ยนนูเญชลงมาในครึ่งหลัง จากนั้นค่อย ๆ ปรับระบบและส่งนักเตะลงมาเพื่อเปลี่ยนเกม เป็นการเปลี่ยนผ่านแบบเนียน ๆ นักเตะที่อยู่ในสนามก็จะค่อย ๆ ปรับการเล่นไป ไม่ใช่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ

ถ้าทีมต้องเล่น 4-2-3-1

ผมไม่รู้ว่าคลอปป์คิดเรื่องนี้เหมือนเราบ้างไหม ว่าระบบการเล่นที่น่าจะเหมาะกับขุมกำลังตอนนี้ที่สุด คือ 4-2-3-1 เพราะเรามีกองหน้าตัวเป้าที่คมและหาจังหวะเข้าทำดี ๆ ได้เฉียบคมแบบนูเญส ขณะที่เรามีปีกที่เร็วอย่างดิอาชและซาลาห์ หรือสำรองอย่างคาร์วัลโญ่และเอเลียตต์

ขณะที่แดนกลางเรามีนักเตะที่พร้อมเล่นระบบกลางสองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ติอาโก เกอิตา ฟาบิญโญ่ พวกนี้แจ้งเกิดมาจากระบบกลาง 2 ตัวทั้งนั้น และหากหงส์แดงเล่นระบบ 4-2-3-1 จริง เราก็ไม่เห็นกองกลางเบอร์ 10 คนไหนจะโดดเด่นไปกว่าฟีร์มิโน่แล้ว

เขามีวิสัยทัศน์การผ่านบอล การเชื่อมเกมกับริมเส้นกองกลางและกองหน้า การเล่นเพื่อทีมสูง และเขาเองก็ยิงไกลได้ไม่เลว การที่ฟีร์มิโน่ยังสำคัญมาก อย่างเกมเมื่อคืนมันก็ชัดเจนมากกับวิธีที่เขาสร้างประโยชน์ให้เพื่อน ๆ ทั้งดิอาช เอเลียตต์ และคนอื่น ๆ ผมยังสงสัยอยู่เลยว่า หากเมื่อคืนครึ่งหลังคนที่ถูกเปลี่ยนลงมาเป็น นูเญช ไม่ใช่คาร์วัลโญ่ แล้วทีมปรับไปเล่น 4-2-3-1 ด้วยระบบและสถานการณ์ตอนนั้น บางทีสกอร์มันอาจจะไปแตะเลขสองหลักก็ได้

ถึงคลอปป์จะไม่ปรับระบบหลักมาเป็น 4-2-3-1 แต่แผนการเล่น 4-2-3-1 จะเป็นส่วนหนึ่งของทีมในปีนี้แน่นอน เพราะเราเห็นแล้วว่า ปีนี้คู่แข่งเตรียมตัวมารับมือกับแผนการเล่นเดิม ๆ ของหงส์แดงดีแค่ไหน และช่วงท้ายเกมที่เราต้องการประตูการมีฟีร์มิโน่ที่สร้างโอกาสให้เพื่อนได้มาก กับ นูเญช ที่รอจบโอกาสจากเพื่อนได้ดี ในสนามมันย่อมเป็นทางออกที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว

เขาอยากอยู่สร้างความสุขให้แฟนบอล

ทำประตูแบบไม่มองหรือมองไปที่แฟนบอล

ผมเคยเขียนบทความยกย่องฟีร์มิโน่ว่าเป็นนักเตะผู้สร้างรอยยิ้มให้กับแฟนบอลอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะสไตล์การเล่นในสนามที่เขาเล่นเพื่อทีม วิธีการเล่นที่ค่อนข้างปิดทองหลังพระ การไม่ค่อนมีข่าวชิงดีชิงเด่นกับเพื่อนร่วมทีม และแน่นอน ทุกครั้งที่เขายิงประตูได้ เขาจะสร้างสีสีนและรอยยิ้มบนใบหน้าให้แฟนบอลเสมอ

ผมชอบบทสัมภาษณ์ของแพท เนวิน อดีตปีกของเชลซี ที่กล่าวผ่านช่องวิทยุของบีบีซี ที่เขากล่าวถึงฟีร์มิโน่ว่า “ผู้คนต่างคิดว่าเขา (ฟีร์มิโน่) จะกลายเป็นตัวสำรองของดาร์วิน นูเญช ตั้งแต่รายหลังถูกซื้อตัวมาแล้ว แต่เกมเมื่อคืนน่าจะเป็นคำตอบที่จะแจ้งที่สุด โดยไม่ต้องพูดอะไร บางครั้งคุณดูด้อยค่าความยอดเยี่ยมของบางคนเพียงเพราะบางคนเด่นกว่า”

บางครั้งเราด้อยค่าความสามารถและประโยชน์ที่เขาทำกับทีมเพียงเพราะการเล่นของเขามันไปช่วยให้คนอื่นเด่นกว่า นี่คือสิ่งที่ผมได้ตระหนักรู้จากบทสัมภาษณ์นี้ ใช่เลย ในวันที่เขายิงไม่ได้แอสซิสต์ไม่ได้ เขาจะไม่มีผลงานใด ๆ ในสนามเลย ทั้งที่เขาทำงานหนักไม่ต่างจากวันที่เขายิง 2 และแอสซิสต์ 3 ประตู

การปฏิบัติตัวทั้งในและนอกสนามของเขามันทำให้แฟนบอลอย่างเรารู้สึกรักเขาโดยไม่ต้องพยายามเลย เหตุผลสำคัญที่สุดที่ฟีร์มิโน่ยังสำคัญกับทีมไม่ใช่เพระเขาจะระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยมอะไรหรอก แน่นอนว่าถ้ามันเป็นแบบนั้นได้ก็ดีที่สุด เพียงแค่เขาลงเล่นแล้วทำผลงานได้ดีตามวัย ช่วยทีมได้ เท่านี้แฟนบอลก็มีความสุขแล้ว

ผมเชื่อว่าหากแฟนบอลเลือกได้ว่าอยากเห็นนักเตะในยุคนี้ของคลอปป์สักคนที่แขวนสตั๊ดกับทีม ผมว่าชื่อของฟีร์มิโน่ต้องมาเป็นอันดับแรก ๆ แน่ ผมจำได้ว่า ก่อนเกมนัดชิง UCL มีนักข่าวไปสัมภาษณ์ฟีร์มิโน่ถึงอนาคตของเขา ซึ่งตอนนั้นนักเตะแดนหน้าของเราโดนถามทุกคนทั้งซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่เป็นคนที่พูดไม่มาก แต่ชัดเจนที่สุด เขาบอกว่า “ผมมีความสุขมากที่นี่ ผมอยากอยู่ที่นี่ และนั่นคือทั้งหมดที่ผมสามารถพูดได้” และผลงานสุดยอดเมื่อคืน ก็คือสิ่งที่ฟีร์มิโน่ตอบแทนคำพูดเหล่านั้น