4 ประเด็นที่น่าจับตาก่อนเกมหงส์แดงบุกรังเอฟเวอร์ตัน

เกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ 6 ของฤดูกาลหงส์แดงทีมอันดับที่ 6 ต้องออกไปทำศึกดาร์บีแมชท์กับเอฟเวอร์ตันทีมคู่ปรับร่วมเมือง ที่ทำผลงานย่ำแย่ ไม่ชนะใครมา 5 เกมติด และอยู่อันดับที่ 17 มี 3 คะแนน นี่คือ 4 ประเด็นที่น่าสนใจก่อนเกมที่เรานำมาเล่าสู่กันฟัง

หงส์เริ่มฟูลทีม

ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนหงส์แดงทุกคน เพราะเกมนี้หงส์แดงจะได้ผู้เล่นตัวหลักของทีมกลับมาลงสนามกันอีกเพียบ หลังจากโจเอล มาติป กองหลังคนเก่งของทีมมีรายชื่อเป็น ตัวสำรอง ในเกมที่เราชนะนิวคาสเซิลได้สำเร็จ แต่เจ้าตัวยังไม่ได้ลงเล่น เกมนี้อาจจะเป็นเกมที่เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงก็ได้

นอกจากนั้นในรายของโจตา ที่หายหน้าหายตาไปตั้งแต่เปิดฤดูกาลด้วยอาการบาดเจ็บหลังกลับจากการรับใช้ทีมชาติ ล่าสุดคลอปป์ได้ออกมาอัพเดแล้วว่า ดิโอโก โจตา จะเดินทางไปกับทีมด้วยและเขาก็ลงซ้อมกับทีมได้แล้ว อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีชื่อเป็นตัวสำรองเอาไว้ลงเรียกฟิตท้ายเกมได้

และอีกหนึ่งรายก็คือ ไอ้หนุ่มพลังบวก ดาร์วิน นูเญช ของเราหลังจากโดนใบแดงในเกมส์กับพาเลซข้อหาเอาหัวไปถูหน้าของโจอาคิม เอนเดอร์เซ่น กองหลังของพาเลซ จนโดนใบแดงต้องแบนโดยตรง 3 เกม เกมนี้เป็นเกมแรกที่เขาจะได้กลับมาสู่ทีมของคลอปป์อีกครั้ง

เกมนี้ดูเหมือนหงส์แดงจะเริ่มได้ขุมกำลังหลักกลับมาใช้งานกันค่อนข้างสมบูรณ์ ในตำแหน่งกองหลังการได้มาติปกลับมาจะเพิ่มตัวเลือกที่ดีให้คลอปป์ได้ ซิมิกาสที่ฟิตและพร้อมลงเล่นแทนโรเบิร์ตสันได้ทุกเมื่อ ขณะที่หากอาร์โนล์ดฟอร์มยังแกว่ง คลอปป์อาจจะโยกโกเมสไปเล่นแทนสักพักก็ยังได้

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ หากเกมนี้โจตาฟิตกลับมามีชื่อในม้านั่งสำรองได้ จะเป็นครั้งแรกที่หงส์แดงมีกองหน้าให้เลือกใช้ถึง 5 คนด้วยกัน คลอปป์บอกว่า “ถ้าเราทำได้ มันจะเป็นครั้งแรกที่เรามีกองหน้า 5 คน มันรู้สึกเหมือนคริสต์มาสเลย” กองหน้า 5 คนที่คลอปป์พูดถึงคือ นูเญช ซาลาห์ ดิอาช ฟีร์มิโน่ และโจตา ซึ่งน่าสนใจว่าทั้งหมดนี้จะมีชื่อลงเล่นสำรองครบทุกคนหรือไม่ และถ้าใช่แปลว่าในม้านั่งสำรองอาจจะมีใครสักคนที่ต้องหลุดไปด้วยหรือเปล่า

นูเญชจะตอบสนองอย่างไร

นี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ กองหน้าค่าตัว 100 ล้านของหงส์แดงเพิ่งแสดงจุดอ่อนสำคัญของตัวเองให้เห็นว่าเป็นนักเตะที่อารมณ์ร้อนขนาดไหน ขนาดในเกมล่าสุดก็ยังมีคนจับภาพเขาตอนที่ลุกขึ้นมาโวยใส่ทีมงานของเอ็ดดี ฮาว ช่วงท้ายเกม จนกลายเป็นมีมในโลกโซเซียลไปได้ นี่เป็นคำถามที่คลอปป์ถูกยิงตรง ๆ คลอปป์ตอบว่า

“มันจะเกิดขึ้นอีกไหมนะเหรอ ผมไม่รู้ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นในเกมที่จะถึง เขาเป็นนักเตะหนุ่มที่น่าประทับใจ แต่เขาก็เจ้าอารมณ์เช่นกัน เขาทำผิดพลาด แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไรถึงมันมา 15 วันเต็มแล้ว เราบอกเขาแค่ว่า “คุณต้องใจเย็นนะ” สิ่งที่เราต้องการคิดเกี่ยวกับมันในตอนนี้คือ การเล่นฟุตบอล”

“ถ้าดาร์วิน ลงเล่น แสดงว่าเขาก็ต้องพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะถูกนักเตะพูดจายั่วยุหรือเข้าปะทะ คุณต้องไม่หลุดออกจากเกมของตัวเอง และนูเญชจะต้องใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นให้ได้ ถ้าคุณโดยก่อกวน คุณต้องใช้เหลี่ยมฟุตบอลเข้าสู้”

“ตอนที่เรารู้ว่าเขาโดนแบน 3 เกมและเราก็คิดได้ว่า โอ้ เกมแรกที่เขาจะได้กลับมาลงเล่นคือเกมดาร์บี้ ดังนั้นถ้าเขาไม่โดนใบแดงไปก่อน 3 เกม มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในเกมนี้ แต่เขาได้เรียนรู้มาแล้ว เขาอยู่ในสภาพที่ดีจริง ๆ ไม่มีอะไรแย่ ๆ เกิดขึ้น”

“เราผ่านสองเกมมาได้ด้วยชัยชนะ ในช่วงเวลาที่เขาต้องพัก เราใช้เวลาร่วมกันและเราพยายามที่จะพัฒนาเขาทั้งทางร่างกายและกลยุทธ์ เขาดูสงบขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาทำได้ดีในการลงซ้อมสัปดาห์ที่แล้ว นอกนั้นเราจะรอดูกัน” ก็ต้องตามมาลุ้นดูว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะได้ลงเล่นในเกมนี้หรือไม่ และหากลงแล้วเขาจะตอบสนองต่อสิ่งที่เขาเจอมาอย่างไร

จัดทัพอย่างไรดี

แม้ว่าหงส์แดงจะชนะมา 2 เกมติด แต่ในภาพรวมของการเล่นยังขึ้น ๆ ลง ๆ โดยเฉพาะเกมรุกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บทจะคมก็ยิงกระจุย บทจะแป๊กก็เจาะไม่เข้าเลย นอกจากนั้นในเกมรับปัญหาที่พบคือฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวาของแบ็กทั้งสองข้างอย่างอาร์โนล์ดที่หากวันไหนเล่นเกมรุกดี คนก็มองข้ามเกมรับ วันไหนเล่นเกมรุกไม่ออก คนก็จะวนมาวิจารณ์เรื่องเกมรับอีก ขณะที่โรเบิร์ตสันมีอาการล้า เนือย และเห็นได้ชัดว่า บางจังหวะเขาไม่ได้โฟกัสกับเกมมากเท่าที่ควร

การได้นักเตะตัวหลักกลับมาหลายคนทำให้คลอปป์มีตัวเลือกในการจัดทัพเยอะขึ้น เราจึงขอลองเสนอการจัดทัพ 2 รูปแบบที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเกมนี้มาให้ท่านได้ดูกัน แบบแรกคือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก 2 เกมก่อน คลอปป์จะยึดนักเตะ 11 ตัวจริงจากเกมที่ชนะนิวคาสเซิลเป็นหลักก่อน ซึ่งน่าจะเป็นชุดที่สมดุลที่สุด

รูปแบบที่สองคือมีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น เติมความสดและเพิ่มมิติของเกมรับเข้าไป เพื่อความเหนียวแน่นของเกม เพราะเอฟเวอร์ตันเป็นทีมที่เล่นเกมรุกสวนกลับได้อันตรายมาก ๆ ดังนั้น กองหลังและแบ็กสองข้างจะต้องอยู่ในสภาพที่ฟิตพร้อมเต็มร้อย โดยอาจจะโยกเอาโกเมสมาเล่นแบ็กขวาแทนเทรนท์ ส่งมาติปลงมาเป็นเซ็นต์เตอร์ และเอาซิมิกาสที่พักหลังดูจะสดกว่าโรเบิร์ตสันลงไป

แดนกลาง เชื่อว่าความเก๋าของมิลเนอร์ จะยังมีประโยชน์กับทีมมาก ในเกมดาร์บี้ที่ดรีกรีความร้อนแรงระอุแบบนี้ การส่งคาร์วัลโญ่หรือโจนส์ลงไปอาจจะเสี่ยงเกินไป อย่างไรก็ตาม เอเลียตต์กับฟาบิญโญ่ยังสำคัญมาก ๆ นอกจากนั้นในเกมรุกหงส์แดงก็อาจจะต้องการความคมและการเข้าทำที่ต้องโยนบอลเข้าไปมากเป็นพิเศษดังนั้นอาจจะต้องพึ่งพานูเญช ก่อนฟีร์มิโน่

เกร็ดความรู้ของเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี

ลิเวอร์พูลแพ้ต่อเอฟเวอร์ตันแค่นัดเดียวจาก 23 เกมหลังสุดที่เผชิญหน้ากันในพรีเมียร์ลีก (ชนะ 10 เสมอ 12) เกมดังกล่าวคือเกมที่พ่าย 2-0 ที่แอนฟิลด์ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2021 โดยมีคาร์โล อันเชล็อตติ คุมทัพ และในเกมเยือนหงส์แดงก็ไม่แพ้มา 11 นัดหลังสุดติดต่อกัน ชนะ 3 เสมอ 8 นับตั้งแต่แพ้ไป 2-0 ในเดือนตุลาคม 2010 นับเฉพาะในลีก

นี่คือเกมที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดเพราะในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกมีใบแดงไปแล้ว 22 ใบไปแล้ว และนั่นคือเหตุผลที่คลอปป์บอกว่าหากนูเญชไม่ได้ใบแดงไปก่อนหน้าบางทีก็อาจจะเกิดขึ้นในเกมนี้ก็ได้

ลิเวอร์พูลยังไม่ชนะเกมเยือนในพรีเมียร์ลีกมา 2 นัดติดต่อกัน (เสมอ 1 แพ้ 1) มีเพียงครั้งเดียวที่พวกเขาไม่ชนะคู่แข่งในฐานะทีมเยือน 3 เกมแรกของฤดูกาล คือฤดูกาล 2010-11 ซึ่งครั้งนั้น เปิดหัวการเล่นเกมเยือนไม่ชนะใคร 4 เกมติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของ รอย ฮ็อดจ์สัน

ฤดูกาลนี้เกมรุกของเอฟเวอร์ตันถือว่าฟืดมาก นับตั้งแต่เสียริชาริซอนให้สเปอร์สไป พวกเขามีค่าเฉลี่ยการยิงตรงกรอบในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้แค่ 5 ครั้งต่อนัดเท่านั้น ขณะที่คล็อปป์ มีสถิติคุมทีมชนะแฟร้งค์ แลมพาร์ดได้ทั้ง 4 นัดของศึกพรีเมียร์ลีก แต่ก็เสียประตูขั้นต่ำ 2 ประตู มาโดยตลอด (เสียไป 11 ประตู) ซาล่าห์ ยิง 3 จาก 4 ประตูในการเล่นเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ที่กูดิสันปาร์ค ซึ่งน้อยกว่าไมเคิ่ล โอเว่น คนเดียว ที่ทำไป 4 ประตู