วิเคราะห์ 2 แผนใหม่เจาะรถบัสของคลอปป์ที่กำลังรอการเติมเต็ม

รถบัสของทีมรอง

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาล 2020-2021 ในช่วงก่อนปีใหม่ 20221 ลิเวอร์พูลยังมีสถิติหนึ่งที่น่าภูมิใจคือการไม่แพ้ให้ทีมไหนในบ้านตัวเองมานานกว่า 68 เกม แต่ในวันที่ 21 มกราคม หงส์แดงเปิดบ้านรับการมาเยือนของ เบิร์นลีย์ นำโดย ชอน ไดจ์ค ซึ่งเขาได้ทำช็อคแฟนบอลหงส์แดงทั่วโลกด้วยการบุกมาชนะหงส์แดงได้ 0-1 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่หงส์แดงต้องแพ้เกมในบ้านติดต่อกันถึง 6 เกม ในลีก

แม้ตัวเขาจะไม่ได้คุมทีมในพรีเมียร์ลีกแล้ว แต่สิ่งที่ชอนไดช์ทำไว้ในวันนั้น มันกลับมาตามมาหลอกหลอนหงส์แดงอีกครั้งในปีนี้ที่หงส์แดงมีปัญหาในเกมรับไม่ต่างจากปีนั้นเลยเพียงแต่สลับกัน ในตอนนั้นหงส์แดงขาดนักเตะกองหลัง ปีนี้หงส์แดงขาดนักเตะกองกลาง

ผลงานระดับมาสเตอร์พีช ชอนสร้างไว้ เป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมเล็ก ๆ ในลีกว่า หากคุณลงทุนลงแรงเต็มที่สามารถสร้างความยุ่งยากให้หงส์แดงได้ และเผลอ ๆ คุณก็อาจจะชนะทีมอย่างลิเวอร์พูลได้ ในช่อง เดอะ โค้ช วอยซ์ ทางยูทูปได้มีการสัมภาษณ์ชอนไดจ์ถึงวิธีที่พวกเขาใช้เล่นงานหงส์แดงในตอนนั้น ซึ่งมี 3ใจความหลักคือ

1) การจำกัดพื้นที่การเล่นของหงส์แดง พยายามบีบให้พวกเขาเล่นได้แค่ทางใดทางหนึ่ง หากเป็นทางที่พวกเขาไม่ถนัดจะยิ่งดี เช่น ในเกมนั้น หงส์แดงพยายามขึ้นเกมจากแดนหลัง ต้องปิดทางเปิดบอลของคู่เซ็นต์เตอร์ และที่สำคัญคือ ปิดเส้นทางการรับบอลของเบอร์ 6 ก็คือ ฟาบิญโญ่ บังคับให้หงส์แดงออกบอลด้านข้าง ในพื้นที่แคบแล้วรุมกันบีบแย่งบอลจะทำได้ง่ายกว่า

2) ป้องกันลูกครอสริมเส้นให้ดี เรื่องนี้ทีมของคุณจะต้องมีการจัดระเบียบเกมรับให้ดี ผู้เล่นต้องมีวินัย ห้ามหลุด เวลาที่เทรนท์ ฟานไดจ์คหรือใครก็ตามพยายามโจมตีด้วยลูกโยนยาว การจ่ายบอลข้ามฟาก กองหลังจะต้องมีตัวล่อ ตัวชน ไม่ปล่อยให้พวกเขาออกบอลได้ง่าย ปิดพื้นที่การตัดเข้าในให้ได้ แล้วเป้าหมายสำคัญยังคงอยู่คือ บีบพื้นที่ของหงส์แดงให้แคบที่สุด พยายามกดดันให้ตัวเปิดริมเส้นของหงส์แดงครอสบอลจากด้านข้าง ซึ่งกองหลังของเขาในตอนนั้นทั้งเบน มีและทาร์คอฟกี้ จัดการได้

3) คุณต้องเป็นรถบัสที่พร้อมพุ่งชนด้วย สองข้อด้านบนมันเป็นการป้องกันไม่ให้หงส์แดงยิงประตูพวกเขาได้ ขณะเดียวกันคุณก็ต้องหาทางเล่นงานพวกเขาให้ได้ด้วย การตั้งรับ 11 ตัว นั่นเป็นวิธีที่ผิด เพราะสุดท้ายคุณจะโดนหงส์แดงขึงพืด และพวกเขาจะหาทางเจาะคุณจนได้ จากการ โอเวอร์โหลดกันขึ้นมาทั้งแผง

สิ่งที่ชอนไดจ์ค ในฐานะตัวแทนหมู่บ้านของทีมรองบ่อน ทำก็คือ พวกเขาพยายามเล่นงานหงส์แดงกลับคืนด้วยการเล่นงานพื้นที่แนวรับที่ดันสูงของหงส์แดง แต่สำหรับทีมของชอนในตอนนั้นพวกเขาไม่ได้มีกองหน้าที่รวดเร็วนัก แต่พวกเขาก็ทดแทนด้วยการมาเน้นแผนสองคือ ลูกเซ็ตพีช ซึ่งเขามีนักเตะที่สูงใหญ่อย่างคริส วูด ในแดนหน้า จุดโทษที่พวกเขาได้ก็มาจากลูกฟรีคิก

ปิดพื้นที่หงส์แดงจากแดนบน บังคับให้ออกด้านข้างแล้วรุมกินโตะ จัดแนวรับให้เป็นระเบียบ พยายามไม่เสียประตูก่อน และหากพวกคุณสามารถสวนกลับได้งาม ๆ อย่าใช้โอกาสเปลือง เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกคุณทำประตูนำใส่หงส์แดงได้ก่อน พวกคุณก็จะมีโอกาสแบ่งแต้มจากพวกเขาได้แน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่ทีมน้องใหม่อย่างฟูแล่มใช้เง่นงานหงส์แดงในนัดแรกของฤดูกาลได้อย่างจัง

ตอนนี้ผมคิดว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของทีมในพรีเมียร์ลีก ไม่แม้แต่ทีมใหญ่ ๆ เวลาเจอหงส์แดง ต่างก็ใช้วิธีนี้ในการรับมือหงส์แดงทั้งนั้น สเปอร์ส เชลซี กระทั่งแมนยู พวกเขาก็เน้นวิธีนี้ พวกเขาจะเล่นแบบนี้เป็นพิเศษก็เฉพาะแต่การเจอหงส์แดงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้หวังแค่การยันเสมอเท่านั้น แต่ยังหวังไปไกลถึงการชนะหงส์แดงด้วย รถบัสพวกนี้ไม่ใช้การจอดขวางแนวนอน แต่พวกเขาจอดหัวรถมาทางหงส์แดง พร้อมที่จะพุ่งชนหงส์แดงทุกครั้งที่มีโอกาส

2 แผนใหม่เจาะรถบัสของคลอปป์

การเจอทีมอื่นจอดรถบัส แถมบ่อยครั้งยังตกเป็นผู้ตามก่อน สร้างความยากลำบากให้หงส์แดงมาตั้งแต่ช่วงปลายซีซั่นที่แล้ว จนมาถึงช่วง 5 เกมแรกในปีนี้ และเป็นโจทย์ที่คลอปป์และทีมงานกำลังหาวิธีการแก้ไขอยู่ แต่ก็ติดตรงที่หลายอย่างมันยังไม่พร้อม และหลายอย่างมันต้องใช้เวลาในการฝึกซ้อมให้คมและชำนาญ

ในเกมกับเอฟเวอร์ตันเมื่อคืน เป็นเกมที่เราได้เห็นความพยายามใหม่ ๆ ของคลอปป์ในการรับมือกับการจอดรถบัสของทีมคู่แข่ง ซึ่งผมสังเกตเห็นได้ว่ามีอยู่หลายแผนมาก แต่ขอเวลาตกผลึกก่อนจะมาลงรายละเอียดทีละแผน ๆ  แต่วันนี้มาว่ากันที่ระบบการเล่นหลักที่นำมาใช้ในสองครึ่ง แผนที่คลอปป์นำมาใช้นั้นยังถือว่าไม่สมบูรณ์และเป็นแผนใหม่ที่คลอปป์น่าจะต้องใช้เวลาปรับจูนอีกสักระยะ

4-3-3 แบบมีหน้าเป้า

ตั้งแต่การประกาศตัวผู้เล่น 11 ตัวจริงออกมา ก็สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลหงส์แดงแล้ว เพราะคลอปป์ส่งนักเตะเชิงรุกลงในสนามกว่า 5 คนหรือแทบจะครึ่งทีมหากไม่นับผู้รักษาประตู คือการส่งคาร์วัลโญ่กับเอเลียตต์ลงพร้อมกันในแดนกลางแล้วให้ฟาบิญโญ่เป็นกลางรับคนเดียว แดนหน้าใช้ทั้งซาลาห์ ดิอาช และนูเญช

ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าทำไมคลอปป์ถึงส่งคาร์วัลโญ่ลงตัวจริงเป็นกองกลางตัวซ้าย แทนที่จะส่งมิลเนอร์ลง เรื่องนี้เป็นความจำเป็น หรือเป็นแท็คติกยังมีสิ่งคาใจอยู่ แต่หากนี่เป็นแท็กติกที่คลอปป์ตั้งใจวางไว้ การที่เขาใช้มิดฟิลด์ตัวเล็ก ไปกับบอลได้ดี และผ่านบอลระยะสั้นได้ดีลงสนามคู่กันตรงกลางแบบนี้ คงเป็นอะไรไม่ได้นอกจากการต้องการแก้ปัญหาเรื่องการถูกบีบพื้นที่ด้านข้าง

อย่างที่ชอน ไดช์บอกว่า ต้องจำกัดพื้นที่หงส์แดงให้ออกด้านข้าง แล้วรุมปิดพื้นที่ไม่ให้เล่นเกมที่ตัวเองถนัด ตามรูปภาพด้านบน เราจะเห็นว่าเอฟเวอร์ตันใช้กองหลังถึง 3 คน และกองกลางที่ยืนชิดกระจายตัวกันกว่า 6 คนเป็นกำแพงด่านแรกที่จะไล่ปิดพื้นที่ของนักเตะหงส์แดง และทิ้งกองหน้าไว้คนเดียวเท่านั้น พื้นที่ตรงกลางกับกองหลังแน่นหนา จนหงส์แดงเจาะไม่ได้แน่ ๆ

วิธีก็คือ เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่คู่แข่งบีบให้คุณเล่นพื้นที่แคบก็ต้องใช้นักเตะที่เล่นกับพื้นที่แคบได้ดี อย่างคาร์วัลโญ่และเอเลียตต์ จากจุดที่พวกเขายืนนั้นมันคือจุดที่พวกเขาจะสอดแทรกไปได้ระหว่างไลน์กองกลางและหลังแนวรับด้านข้าง เพื่อประสานงานกับซาลาห์หรือดิอาชที่คลอปป์ให้พวกเขาลงมาต่ำเป็นพิเศษ

คลอปป์บอกว่า เฉพาะเกมนี้เท่านั้นที่เขาถอยซาลาห์กับดิอาชลงมาต่ำชิดเส้นหน่อย เพื่อให้เขาขยับเข้ากลางบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเกมนี้ที่อยากให้อยู่ตรงกลาง แต่คลอปป์บอกว่าเราไม่มีเวลาพอในการซ้อมแผน เพราะเพิ่งฟื้นฟูร่างกายจากเกมวันพุธเท่านั้น เรายังทำได้ไม่ชัดเจนพอและยังไม่ได้อย่างที่ต้องการ

คลอปป์บอกว่า “ตอนที่ซาลาห์หรือดิอาซถอยต่ำลงมาเขามีอิสระมากขึ้นเพราะมีดาร์วินคอยค้ำให้ พวกเขาถอยลงมาเร็วแต่ก็ทำได้ไม่บ่อยนัก” การถอยซาลาห์และดิอาชออกข้างและลงมาต่ำนั้นยังสัมพันธ์กับการล่งทั้งเอเลียตต์และคาร์วัลโญ่ลงด้วย

เมื่อไหร่ก็ตามที่ดิอาชกับซาลาห์ขยับลงมาต่ำ พวกเขาจะดึงผู้เล่นของแนวรับของเอฟเวอร์ตันออกมา 1 ตำแหน่งเสมอ นั่นจะสร้างพื้นที่ให้ทั้งเอเลียตต์และคาร์วัลโญ่สอดแทรกไป โดยจะมีฟาบิญโญ่และแบ็กสองข้างลงมาประคองตัดเกมสวนกลับของเอฟเวอร์ตันด้วย และหากเอเลียตต์หรือคาร์วัลโญ่หลุดเข้าไปพื้นที่ด้านในได้พวกเขาก็จะครอสบอลมาที่เป้าหมายของทีมอย่างนูเญชทันที

จุดนี้เอเลียตต์นั้นทำได้ดีเพราะเขาเล่นแบบนี้อยู่แล้วแทบจะทุกเกม เพียงแต่คาร์วัลโญ่นั้นถือว่ายังสอบไม่ผ่าน การมาทำหน้าที่ตรงนี้ เขาอาจจะยังซ้อมน้อยไปแบบที่คลอปป์ว่า เพราะการเคลื่อนที่ การได้บอล รวมถึงการลงมาช่วยเกมรับเขายังทำได้ไม่ดีเท่ากับเอเลียตต์ ขณะที่เขาเองก็ไม่มีโอกาสได้ขยับไปในพื้นที่กรอบเขตโทษเลย

 

สำหรับแผนการนี้ผมมองว่าโดยไอเดียมันเวิร์คมากที่จะเจาะทีมที่เน้นเล่นแผนรถบัสและเล่นหลังสาม เพราะมันจะมีพื้นที่ว่างให้เล่นอยู่บ้าง ตรงสองข้าง ที่หากมีการซ้อมแผนกันมาดี ๆ มันจะทะลุทะลวงกองคู่แข่งได้แน่ และแก้ปัญหาที่เราโดยบีบให้เล่นด้านข้างพื้นที่แคบได้ดี เพราะมีกองหน้าตัวเป้าที่ไว้ใจได้อยู่ในกรอบเขตโทษ

แต่ปัญหาที่เห็นตอนนี้คือ การเข้าทำมันยังไม่แม่นพอ และแผนนี้ฟาบิญโญ่รับบทหนัก เสี่ยงที่ทีมจะโดนตัดบอลได้แล้วสวนกลับเร็ว เพราะแดนกลางเราขึ้นสูงหมด ต้องเอาแบ็กสองข้างหุบเข้ามาตรงกลาง ยิ่งทำให้พื้นที่ด้านหลังทั้งสองข้างของเราโล่งไปเลย หากเอฟเวอร์ตันมีกองกลางที่วางบอลแม่น ๆ จะทำอันตรายหงส์แดงได้มากกว่าเมื่อคืนแน่

ที่สำคัญคือ แผนนี้นูเญชยิ่งถูกมาร์กได้ง่าย ทำให้หลายครั้งเขาต้องถ่างออกด้านข้างมารับบอล เพื่อสร้างเกมกับเพื่อน ๆ แต่ขณะเดียวกัน แผนนี้มันจะไม่เวิร์คเลยหากเราไม่มีหน้าเป้า คอยยืนค้ำกองหลังคู่แข่งไว้ และแผนนี้มันก็ดีตรงที่เมื่อเราหลุดจากด้านข้างแล้วตบเข้าในจะมีคนคอยเข้าชาร์ต โหม่ง ขณะเดียวกันเมื่อเราวางบอลยาวไปข้างหน้า ก็จะทำอันตรายได้มากว่า เหมือนจังหวะนาทีที่ 42 ที่โกเมสวางบอลข้ามแนวรับให้นูเญชหลุดไปยิงวอลเลย์เต็มเท้าโดนฟิกฟอร์ดปัดไปชนคาน

4-2-3-1 ฟีร์มิโน่

ปัญหาของการใช้แผน 4-3-3 ในครึ่งเวลาแรกนั้นอยู่ที่หงส์แดงเราไม่สามารถเชื่อมบอลกันติดระหว่างสองกองกลางอย่างเอเลียตต์-คาร์วัลโญ่ และปีกอย่าง ซาลาห์-ดิอาช ปัญหานี้ยังไม่หนักเท่าการที่เราเก็บจังหวะสองไม่ได้เลย ทั้งหน้าปากประตูตัวเองหรือหน้าปากประตูคู่ต่อสู้ มีเพียงฟาบิญโญ่ที่ต้องทำงานหนัก นั่นจึงทำให้คลอปป์ต้องปรับมาใช้แผน 4-2-3-1 ที่ทุกคนรอคอย

โดยแผนนี้เป็นการเปลี่ยนเอาคาร์วัลโญ่ออกแล้วส่งฟีร์มิโน่ลงมา ถอยเอเลียตต์ลงมาเล่นต่ำอีกนิดคู่กับฟาบิญโญ่ แผนนี้คนสำคัญคือฟีร์มิโน่ เขาจะเป็นคนที่เข้ามาเติมมิติแดนกลางด้านบนของหงส์แดง ซึ่งหากเป็น 4-3-3 ในตอนครึ่งแรก ตรงกลางนั้นจะเป็นหน้าที่ของฟาบิญโญ่ที่ต้องขึ้นไปบีบ ตัดเกมเอฟเวอร์ตัน

แต่เมื่อฟีร์มิโน่ลงมา เขาสามารถเข้ามาทำหน้าที่นี้ได้เลย และฟาบิญโญ่ก็จะสามารถลงต่ำมาปิดเกมของเอฟเวอร์ตันได้ ผมก็คือทั้งฟีร์มิโน่และฟาบิญโญ่ทำให้จังหวะสองของเราไม่เสียเปรียบมากเหมือนครึ่งแรก ฟีร์มิโน่ไล่ ฟาบิญโญ่ตามเก็บ

ฟีร์มิโน่ยังมีจุดเด่นเรื่องการออกบอล ฉะนั้น เมื่อเขาได้บอล เขาจะดึงนักเตะของเอฟเวอร์ตันเข้ามาอย่างน้อย 2-3 คน นั่นทำให้จุดที่เขายืนจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้เพื่อน ๆ รอบข้างไปด้วย แถมยังลงมาช่วยล้วงบอลได้อีกตามสไตล์ที่โดดเด่นของเขา

 

อีกหนึ่งจุดก็คือ การมีฟีร์มิโน่ปักหลักอยู่ตรงกลาง เวลาที่ทีมทำเกมรุกด้านข้างมาทางซาลาห์ เขาจะมีเพื่อนเล่นด้วยกันเพิ่มอีกคนตรงกลางหน้าเขตโทษ จากการวิ่งตัดเข้ามาของฟีร์มิโน่ ทีนี้ฟีร์มิโน่ก็เลือกได้หลายอย่าง เขาสามารถยิงจากหน้ากรอบ ทำชิ่งกับซาลาห์แบบที่เขาชอบทำ หรือแทงทะลุช่องให้ดิอาช หรือนูเญช หรือเก็บบอลกับตัวเองเพื่อทำอะไรสักอย่างก่อน และการทำแบบนี้ได้ทั้งทีมมันก็จะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ดี

จุดที่ต้องปรับปรุงของระบบนี้ก็คือ ฟีร์มิโยังประสานงานกับนูเญชและดิอาชได้ไม่เนียน เขายังเล่นได้ดีรู้ใจกับซาลาห์เหมือนเดิม เพียงแต่ยังเล่นไม่เข้าขากับอีกสองคู่หูใหม่เลย ทำให้มิติที่ควรจะเป็นมันหายไปพอสมควร

อีกอย่างคือช่วงท้ายเกม ผมไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนเอานูเญชออกแล้วเอาโจต้าลงเป็นเรื่องแทคติกไหม แต่ผมสังเกตว่าช่วง 15 นาทีสุดท้ายเหมือนนูเญชจะหลุดสมาธิไปเยอะ ตั้งแต่จังหวะที่โดนคู่แข่งยันใส่ที่เท้าแล้วโวยวาย กับมีจังหวะต่อเนื่องที่เขาเหมือนจะวิ่งเข้าบอล 50-50 กับคู่แข่งโดยยกเท้าสูง อาจะเป็นจุดนี้หรือเปล่าที่คลอปป์ต้องเปลี่ยนเขาออกก่อน เพราะหากไม่มีปัญหาอะไร การมีเขาอยู่ในสนามมันย่อมสร้างโอกาสให้เรามากกว่า

แผนที่ต้องการมากกว่าเวลา

โดยสรุปทั้งสองแผนที่มีใจกลางหลักคือการมีกองหน้าตัวเป้านั้น ในแง่ของไอเดียไม่ว่าจะเป็น 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มันคือการทำมาเพื่อแก้ปัญหาการจอดรถบัสของคู่แข่งอย่างหนึ่งนั่นเอง การมีนูเญชอยู่ในสนามช่วยทำให้หงส์แดงมีโอกาสยิงประตูเพิ่มมากขึ้น

สองเกมที่เขาลงเป็นตัวจริงคือเกมกับพาเลซและเกมนี้หงส์แดงสร้างโอกาสยิงถึง 24 และ 23 ครั้ง มากกว่าเกมที่ถล่มบอร์นมัธเสียอีก และทีมยังสร้างจังหวะการจ่ายคีย์พาสได้มากถึง 20 และ 18 ครั้งมากกว่าอีก 4 เกมที่เหลือ นั่นเพราะการมีหน้าเป้ามันทำให้การจ่ายบอลของนักเตะเราไปข้างหน้ามากขึ้น

การมาของ นูนเญช ทำให้ลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้ ไม่ใช่ลิเวอร์พูลแบบที่เยอร์เก้น คลอปป์พยายามสร้างเมื่อ 7 ปีก่อน และยังไม่ใกล้เคียงกับทีมที่ลุ้นแชมป์กับซิตีมา 3-4 ปี มันเปลี่ยนวิธีการเล่นของหงส์แดงไปเยอะ เพราะลิเวอร์พูลไม่เคยมีหน้าเป้า แต่อาศัยปีก 2 คนเปลี่ยนเป็นดาวยิงและฟูลแบ๊ค 2 ข้างทำหน้าที่เป็นเพลย์ เมคเกอร์ กองกลางทำหน้าที่บดบี้คู่ต่อสู้

การมาของดาร์วิน นูนเญชเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งการเล่นของโม ซาลาห์ เขากลายเป็นปีกมากกว่าเข้าทำ สถิติการทำประตูลดลง การแอสซิสต์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำหน้าที่เปิดบอลมากกว่า ตอนนี้ ซาลาห์กลายเป็นนักเตะสร้างสรรค์โอกาสสูงสุดในพรีเมียร์ ลีก มากกว่าลำดับสองถึงสองเท่า มากกว่าเควิน เดอ บรอยน์ที่เคยเป็นเพลย์ เมคเกอร์สูงสุดของพรีเมียร์ ลีก ขณะเดียวกัน เขาก็ยิงเข้ากรอบน้อยที่สุดจากการเล่น 6 นัดแรก แค่ 4 ครั้ง ยิงได้แค่ 2 ประตูจาก 540 นาทีในพรีเมียร์ ลีก

ตอนนี้เราอาจจะยังเห็นความไม่เข้าที่เข้าทางของการใช้กองหน้าตัวเป้า จากปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะการบาดเจ็บของกองกลาง และการโดนใบแดงของนูเญชที่ส่งผลให้เขาได้ลงสนามไปยังไม่ถึง 200 นาทีเลย ลองคิดกันเล่น ๆ ว่า หากกองกลางเราอยู่พร้อมไม่มีใครเจ็บ เอาแค่เฮนโด้กับติอาโก ฟิตพอลงสนามก็พอ และนูเญชไม่โดนใบแดง ผมเชื่อว่า สิ่งที่คลอปป์เตรียมจะทำให้ฤดูกาลนี้จะมาให้เห็นเร็วกว่าที่กำหนด

สำหรับผมที่เห็นฟอร์มการเล่นของทีมในเกมเมื่อคืน บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวัง และรู้สึกว่าทีมเราเล่นกันได้ดี เจาะแนวรับของเอฟเวอร์ตันได้ หากเมื่อคืนฟิกพอร์ดไม่เหนียวขนาดนั้น เราคงได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ เหนือสิ่งอื่นใด อย่างที่คลอปป์บอก การเล่นเกมดาร์บี้ หากคุณชนะไม่ได้ก็อย่าแพ้ และหงส์แดงก็ยังทำได้ในอย่างที่สองคือเราไม่แพ้ มันเป็นผนที่ต้องการมากกว่าเวลา เพราะต้องการผู้เล่นที่ใช่และพร้อมกับแผนนี้ด้วย